เกษตรมือใหม่ใจรัก-ทุ่มเท อาชีพอิสระที่ไม่มีอิสระ

การทำเกษตรจึงไม่ใช่เรื่องยาก หากแต่ต้องมีใจรัก ทุ่มเท และพร้อมที่จะเรียนรู้ และอดทนรอคอยความสำเร็จได้

  หากมีพื้นที่เล็กๆ แปลงหนึ่ง คงเป็นความใฝ่ฝันของใครหลายๆ คน โดยเฉพาะคนทำงานประจำ ที่สักวันหนึ่งจะกลับบ้าน เพื่อทำการเกษตรแบบพอมีพอกิน

            “เกษตรกรมือใหม่” หลายรายเลือกที่จะทำงานประจำควบคู่กับการทำเกษตรที่ตนเองรัก และอีกหลายรายเลือกที่จะทิ้งงานประจำเพื่อไปทุ่มเทให้กับการเกษตรเพียงอย่างเดียว แต่ทุกอย่างไม่ได้หอมหวาน หรือจะประสบความสำเร็จอย่างที่เห็นในโซเชียล  ในเมื่อเกษตรมือใหม่ยังขาดทักษะ ความชำนาญ ความเข้าใจ  และสิ่งสำคัญสุด คือการวางแผน หลายรายจึงไม่เป็นอย่างที่คาดหวัง จนล้มเลิกไปในที่สุด

          ความอดทนเป็นสิ่งสำคัญที่สุดของเกษตรกรมือใหม่ ต้องมีความมุมานะ ทุ่มเท ใส่ใจ และสามารถเฝ้ารอความสำเร็จได้ เพราะนี่คือ อาชีพอิสระที่ไม่มีอิสระ

            ดังเช่น เลี่ยม เขตภูเขต หรือ “พี่ยิ้ม” เกษตรกรชาว ต.บ้านไร่ อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ ซึ่งยอมทิ้งชีวิตเมืองหลวง กลับบ้านเกิดมาทำการเกษตรอย่างที่ใจรัก และที่สำคัญยังเป็นการทำเกษตรแบบอินทรีย์ สวนกระแสกับชาวชุมชนที่นิยมใช้เคมี

            “เมื่อช่วง 5 ปีก่อนหน้านี้ ผมยังทำธุรกิจโรงงานไอศครีมอยู่ที่กรุงเทพฯ กระทั่งพ่อแม่เริ่มเจ็บป่วยตามวัยชรา เราก็คิดอยากจะกลับบ้านไปทำอะไรสักอย่าง ประกอบกับช่วงวัยเด็กตนเองเคยได้เป็นตัวแทนเยาวชนไทยไปเรียนรู้การทำเกษตรที่ประเทศญี่ปุ่น นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ผมรักในการเกษตร และโหยหาธรรมชาติอยู่ตลอดเวลา” พี่ยิ้ม เริ่มต้นเล่า

            เมื่อถึงเวลาเหมาะ พี่ยิ้มก็กลับไปที่บ้านเพื่อทำในสิ่งที่เขารัก คือ ได้ปลูกต้นไม้ ได้ปลูกผัก ได้อยู่กับการเกษตรดั้งเดิมที่เราคุ้นเคยเช่นสมัยตอนเป็นเด็ก

            “เป็นการตัดสินที่ผมไม่เสียใจเลย ไม่เสียดายชีวิตที่กรุงเทพฯ เลยสักนิด” พี่ยิ้ม ยืนยันอย่างหนักแน่น

            เมื่อคนชุมชนทำนาและไร่ใบยาสูบพึ่งพาแต่สารเคมี การสวนกระแสมาทำเกษตรอินทรีย์นั้นไม่ง่ายอย่างที่คิด อย่างแรก คือ คำดูถูกจากคนรอบข้างว่าจะไปรอดหรือเปล่า อย่างที่สอง คือ ต้องใช้เวลากว่าทุกอย่างจะผลิดอกออกผล

          พี่ยิ้ม บอกว่า ก่อนกลับมาคาดไว้อยู่แล้วว่าจะต้องมาลองผิดลองถูก ล้มลุกคลุกคลานอีกมาก ถึงแม้จะเป็นสิ่งที่รัก แต่กำไรที่ควรจะได้นั้น ไม่ต้องพูดถึง เพราะแม้แต่รายได้เลี้ยงชีพแต่ละวันอาจจะไม่พอด้วยซ้ำ ดังนั้นเขาจึงต้องวางแผนเก็บเงินให้ได้มากที่สุด เพื่อนำมาเป็นค่าใช้จ่ายระหว่างการรอพืชผลเจริญเติบโต

            คนที่สนใจมาเป็นเกษตรมือใหม่ต้องทำอย่างไร พี่ยิ้ม แนะนำว่า อย่างแรกสุด คือต้องมีใจรักที่อยากจะกลับบ้าน ใจเย็น เพราะถ้าไม่รัก ก็จะทนความลำบากไม่ได้ สอง คือ เงินทุน เพราะทุกอย่างต้องใช้เงินทั้งการลงทุนและใช้จ่ายประจำวัน ต่อมาคือความรู้ ต้องสะสมความรู้ให้มากที่สุด ทั้งหนังสือและอินเตอร์เน็ต เกษตรกรยุคใหม่นอกจากจะมีใจรักแล้วจะต้องมีความรู้ด้านเทคโนโลยีด้วย และสุดท้าย คือ การตลาด ต้องศึกษาช่องทางการขาย โดยเฉพาะตลาดออนไลน์ที่สำคัญมากๆ ในตอนนี้ เพราะทำให้คนทั่วโลกได้เห็นสินค้าของเรา

            “ทำเร็วเท่าไหร่ยิ่งได้เปรียบ เพราะมีเรี่ยวมีแรง มีเวลาลองผิดลองถูกอีกเยอะ”

            หลังจากเนรมิตพื้นที่รอบบ้านเพื่อปลูกผัก ผลไม้ ไว้บริโภคในครัวเรือน บางส่วนก็จะนำไปขายที่ตลาด ขณะที่พื้นที่สวนข้างบ้าน ก็มีการปลูกพืชเศรษฐกิจ อย่างมะนาว ไผ่ และมัลเบอร์รี่ สร้างรายได้อีกทางหนึ่ง ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นการทำด้วยวิถีอินทรีย์

            “เราทำเข้ามาปีที่ 5 แล้ว มีชีวิตพออยู่พอกิน ไม่ถึงกับเดือดร้อน เราเน้นปลูกพืชที่หลากหลาย สร้างรายได้หลายทาง อย่างเช่น รายวันก็จะเอาดอกชมจันทร์หรือผักชนิดอื่นประปรายไปขาย รายเดือนก็จะได้จากการขายกิ่งพันธ์ ต้นกล้า พืชต่างๆ  มัลเบอร์รี่ ผักปัง ผักหวาน ผักกุ่ม ชมจันทร์ มะนาว และรายปีได้จากการขายมะนาว และหน่อไผ่” พี่ยิ้ม เผยถึงรายได้ที่ทำให้มีกินมีใช้ตลอดทั้งปี

            เช่นเดียวกับ สุชน น้อยขวัญ หรือ “พี่ต้อม” เกษตรกรวัยกลางคนของ ต.บ้านไร่ อีกรายหนึ่งที่หันมาทำเกษตรอินทรีย์จนประสบความสำเร็จ ด้วยเนื้อที่เพียง 1 ไร่ ทุกวันเขามีรายได้จากการขายผักสลัด ผักปัง บวบ ถั่วพลู แตงกวา คื่นช่าย พริก และหน่อไม้หวาน มีชีวิตความเปนอยู่ดีกว่าสมัยก่อนที่ใช้สารเคมีด้วยซ้ำ

            พี่ต้อม แนะเคล็ดลับจากประสบการณ์ส่วนตัว ว่า การทำแบบอินทรีย์ต้องเริ่มทำจุดเล็ก อย่าไปคิดการใหญ่หรือหวังสูง ค่อยเป็นค่อยไป ตนเคยทำแปลงใหญ่ขนาด 60 ไร่มาแล้ว ไปไม่รอด ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะต้องการการจัดการสูงมาก ทำให้เหนื่อย จึงหันมาทำพื้นที่ขนาดเล็กๆ แต่เน้นให้หลากหลาย

            “ถ้าเรายังไม่มีตลาดรับซื้อขนาดใหญ่ ควรจะปลูกพืชที่หลากหลาย ให้ได้ผลผลิตต่างกันไป ทำแบบนี้มีเท่าไหร่ก็หมด ไม่ต้องไปมองตลาดไกล เอาแค่กินในชุมชนก็พอ มีผักนั่นหน่อยผักนี่หน่อยส่งขายแม่ค้าเขาก็รับซื้อ หรือจะขายให้คนกันเองก็ยังได้ แต่ถ้าเราเอาพืชผักอย่างเดียวแล้วปริมาณเยอะไปขาย เขาก็ไม่รับซื้อหรอก เพราะมันเกินความต้องการของคนกินในพื้นที่ ขายไม่หมดก็ต้องเอาไปเร่ขายเหนื่อยกว่าอีก และที่สำคัญ คือจะต้องวางแผนการผลิต รู้ว่าพืชแต่ละชนิดมีอายุการปลูก เก็บเกี่ยวอย่างไร เพื่อให้มีผลผลิตออกได้สม่ำเสมอ” พี่ต้อมแนะนำ

          ปัจจุบันทั้งสองคนถือเป็นแกนนำคนสำคัญใน 45 คนของสภาผู้นำชุมชนตำบลบ้านไร่ ซึ่งกำลังขับเคลื่อนการลดใช้สารเคมีในพื้นที่ ด้วยการสนับสนุนให้ชาวชุมชนหันมาพึ่งพาเกษตรอินทรีย์ “ธนาคารผักปลอดภัย ชุมชนบ้านไร่” ภายใต้โครงการร่วมสร้างชุมชนและท้องถิ่นให้น่าอยู่ โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ซึ่งทั้งพี่ยิ้มและพี่ต้อม จะทำหน้าที่ชักชวนและคอยถ่ายทอดองค์ความรู้ใหม่ๆ พร้อมทั้งเปิดบ้านเป็นศูนย์เรียนรู้ต้นแบบคอยต้อนรับผู้สนใจเข้าไปศึกษาการทำเกษตรของได้เต็มที่ ไม่หวงความรู้

          การทำเกษตรจึงไม่ใช่เรื่องยาก หากแต่ต้องมีใจรัก ทุ่มเท และพร้อมที่จะเรียนรู้ และอดทนรอคอยความสำเร็จได้ นี่แหละคือเคล็ดลับของเกษตกรมือใหม่ ที่จะทำอย่างไรให้เป็นไปอย่างที่คาดหวัง

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สร้างสรรค์โอกาสและนวัตกรรม



ความเห็น (0)

หมายเลขบันทึก

659818

เขียน

11 Feb 2019 @ 22:35
()

แก้ไข

11 Feb 2019 @ 22:37
()

สัญญาอนุญาต

ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง
อ่าน: คลิก