mini-UKM #20 @NPU (2): "อาจารย์อุดมศึกษาพันธุ์ใหม่" การบรรยายพิเศษของศาสตราจารย์พิเศษ ดร.ภาวิช ทองโรจน์


วันนี้ (๒๔ มกราคม ๒๕๖๒) ในงาน mini-UKM ครั้งที่ ๒๐ ที่มหาวิทยาลัยนครพนม  องค์ปาฐกบรรยายพิเศษเรื่อง "อาจารย์อุดมศึกษาพันธุ์ใหม่" คือ ศาสตราจารย์พิเศษ ภาวิช ทองโรจน์ นายกสภามหาวิทยาลัยนครพนม (ท่านเป็นคนมหาสารคาม เป็นอดีตอธิการบดีที่สร้างความเจริญให้กับมหาวิทยาลัยมหาสารคามอย่างก้าวกระโดด) เป็นการบรรยายพิเศษที่ดีมาก ๆ อีกครั้งหนึ่ง 

ผมจับประเด็นแบบสด ๆ ระหว่างนั่งฟังมาฝากครับ  เสียดายที่แบตเตอรี่โน๊ตบุ๊คไปไม่ถึงครึ่งทาง  ได้เพียงส่วนนำเข้าสู่บทเรียนเกี่ยวกับสภาพการศึกษาไทยเท่านั้น  ส่วนหลังจากนั้นขอสรุปจากความทรงจำหลังการฟังหนึ่งวันมาไว้เลยนะครับ (ท่านใดสนใจดาวน์โหลดไฟล์แฮนเอาท์ไปดูเองที่นี่  และฟังเสียงบรรยายของท่านได้ที่นี่ครับ)

สภาพการศึกษาไทย

  • ท่านไม่ได้เลือกหัวข้อนี้  เป็นเหมือนการท้ามาให้พูด  ... ท่านรับคำท้า 
  • ควรจะเริ่มจากการดูสภาพของประเทศเรา
    • เราอยู่ในวิกฤตการณ์นานแล้ว เราติดบ่วงมานานแล้ว และค่อนข้างจะยากที่จะหนีออกไปจากบ่วงนี้  ปัจจัยที่จะทำให้หนีจากบ่วงนี้คือ พัฒนาการศึกษา 
      • เราสูญเสียขีดความสามารถด้านการแข่งขันมาอย่างต่อเนื่อง หลายอย่าง
      • เรามีทุนทางปัญญา (Knowledge Capital) ไม่เพียงพอที่จะหลุดจากบ่วงนี้ได้   
      • เราไม่มีนวัตกรรม เราต้องนำเข้าความรู้และเทคโนโลยี 
      • ระบบเศรษฐกิจฐานความรู้ก็กำลังจะเปลี่ยนไปสู่ยุคใหม่ด้วย 
    • ระบบจัดการความรู้ก็เช่นเดียวกัน แม้ว่าเราจะทำเรื่องนี้มานาน  เราก็ไม่มีการจัดการความรู้ที่ดีเลย  ยกตังอย่างเช่น  การจัดการกับฝุ่น PM2.5 ที่เป็นปัญหาอยู่ขณะนี้ 
    • ความขัดแย้งของเราก็ยังสูง ความแตกแยกของคนไทยก็ยังมีมาก ความเหลื่อมล้ำสูง  ... หลังเลือกตั้ง จะเป็นอย่างไรต่อไป ....  
    • เราติดอยู่ระหว่าง ๒ โลก  โลกที่ยากจน และโลกของประเทศที่ร่ำรวย 
      • โลกร่ำรวย  คือโลกของความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรม 
      • โลกยากจน คือ โลกแห่งการผลิต กำลังเข้าว่า ค่าแรงที่ถูก  ต้นทุนการผลิตของสินค้าที่ไม่ใช้ความรู้ เราสู้เขาไม่ได้ 
    • เรามีสังคมซึ่งมีระบบการคิดแบบมีวิจารณญาณ วิเคราะห์ พิเคราะห์  ที่มีประสิทธิภาพต่ำมาก  
    • เรามีอุดมการณ์ทางการเมืองที่แปลกประหลาดมาก จนกลายเป็นความแปรปรวนทางการเมือง 
    • ทั้งหมดนี้.... น่าจะมีต้นเหตุมาจากรระบบการศึกษาที่อ่อนแอ นั่นเอง
  • ระดับอุดมศึกษา ของเรา 
    • เรามีระบบองค์ความรู้ที่ล้าสมัย .... เวลาจะหาความรู้อะไรสักเรื่อง ก็จะจ้องว่า มีความรู้แบบนั้นที่ไหนใครทำบ้าง  ก่อนจะเริ่ม 
    • เรื่องกำลังคนของเรา ยังมีปัญหา เรายังขาดบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างมาก และที่มีก็มีคุณภาพต่ำ 
    • มหาวิทยาลัยมีความเป็นอิสระมากเหลือเกิน  จนไม่มีความถ่วงดุลต่อการรับผิดชอบต่อสังคม  เคยทำอย่างไรก็ทำอย่างนั้น การพัฒนาหลักสูตรก็ไม่เน้นเรื่องนี้มากนัก 
      • สาขาวิชาหนึ่ง บัณฑิต ๑๐๐ คน  เกียรตินิยมครึ่งหนึ่ง  แบบนี้ใช่มาตรฐานหรือไม่ 
    • มหาวิทยาลัยมีมากเกินไป  และกำลังถูกซ้ำเติมเรื่องโครงสร้างของประชากร  แม้กระนั้น ก็ยังมีการจะก่อตั้งมหาวิทยาลัยใหม่ขึ้นมาอีก  
      • อาชีวศึกษาทุกจังหวัดอยากจะสอนระดับปริญญาตรี 
    • เราผลิตบัณฑิตที่เน้นปริมาณ โดยไม่เน้นคุณภาพ  
    • บางสาขาวิชาผลิตมาก แต่สาขาที่ต้องการไม่มีคนเรียน
      • เช่น  เราผลิตบัณฑิตด้านศึกษาศาสตร์ ปีหนึ่ง ๕๐,๐๐๐ คน ในขณะที่ต้องการเพียงปีละ ๑๐,๐๐๐ คนเท่านั้น   
      • เช่น คณิคศาสตร์ซึ่งเป็นหัวใจของการศึกษา กลับไม่ค่อยมีคนเรียน   
        • ในอดีตอังกฤษเคยเก่งเรื่องนี้มาก พอรู้ว่าเขาตกอันดับไปที่ ๓๐ ของโลก เขาจึงดิ้นรนอย่างมากเลย   เขาบอกว่า ความอ่อนแอร์ด้านคณิตศาสตร์ของเขา ทำให้เขาสูญเสียและเสียเปรียบมาก 
        • ประเทศจีนกำลังเอาจริงมากเรื่องคณิตศาสตร์  มีการตั้งโรงเรียนด้านนี้ขึ้นกว่า ๓๐ โรงเรียน 
    • การจัดสรรงบประมาณด้านการศึกษาของเราในระดับอุดมศึกษาอย่างน้อย  ต่างประเทศเขาจัดที่ ร้อยละ ๓๐  แต่ประเทศไทยจัดเพียงร้อยละ ๒๐  
    • อาจารย์มหาวิทยาลัยขณะนี้ มีเงินเดือนต่ำกว่าครูประชาบาลถึงร้อยละ ๘  
    • ระบบ กยศ. กำลังล่มสลาย  เพราะทั้งไม่พอ และไม่มีประสิิทธิภาพในการจัดการ 
    • บุคลากรของเรา  under qualify อย่างมาก มีความแตกต่างของมหาวิทยาลัยอย่างมาก  
    • นิสิตก็เปลี่ยนไปมาก สมัยก่อนนิสิตนักศึกษาจะมารอถาม สนใจเรียน   สมัยนี้ตั้งใจเรียนอยู่ไม่กี่คน 
    • ลักษณะของอุดมศึกษาไทย ขณะนี้เป็นแบบไร้ทิศทาง 
  • ถ้าจะจัดอันดับระดับการศึกษาของมหาวิทยาลัยไทย 
    • จะจัดอยู่ในอันดับที่ ๕๒-๕๕ จาก ๖๐ ประเทศ
    • เพียรสัน  แบ่งมหาวิทยาลัยไทยไว้ในกลุ่มที่ ๕  และได้อันดับที่ ๓๕ ใน ๔๐ ประเทศ
    • ผลสอบ PISA ได้อันดับ ๕๐ จาก ๖๐ ประเทศ

    • ความจริงการจัดอันดับ QS Ranking เขาจัดอันดับเพียง ๒๐๐ อันดับเท่านั้น และไทยไม่ได้ติด  
    • มีมาเลเซียและจีน ที่ไม่เคยติด แต่เริ่มมาติดในร้อยอันดับแรกแล้ว 
  • อะไรที่ทำให้มหาวิทยาลัยไทยไม่พัฒนา  ดูในสไลด์เลยครับ 

  • มหาวิทยาลัยแตกต่างกัน 
    • บางมหาวิทยาลัย ได้งบประมาณถึงเกือบ ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท 
    • บางมหาวิทยาลัย ได้งบประมาณเพียง ๓๐๐ ล้านบาท 
    • บางมหาวิทยาลัย มีคุณภาพดีมาก มี ดร.มาก มีผลงานวิชาการมาก
    • ฯลฯ
  • สิ่งที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อมหาวิทยาลัยมาก ๆ  คือ ระบบสอบเข้าของมหาวิทยาลัยนั่นเอง 
สิ่งที่ประทับใจได้เรียนรู้ใหม่ 

  •  "การระเบิดของสารสนเทศ" Informaiton Explosion  อาจารย์สอนเนื้อหาไม่ทันแล้ว เพราะเนื้อหาความรู้มันเพิ่มขึ้นมหาศาล 
    • ปี ค.ศ. 1450 การประดิษฐ์แท่นพิมพ์ของโกเตนเบิร์ก (Gutenberg) คือจุดเปลี่ยนของการจัดการความรู้ 
    • ปี ค.ศ. 1900 ห้องสมุดที่ลอนดอน อังกฤษ มีหนังสือประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ เล่ม 
    • ปี ค.ศ. 1992 อินเตอร์เน็ต "ระเบิดขึ้น" คือ มีการใช้อินเตอร์เน็ตกันอย่างแพร่หลาย 
    • ปี ค.ศ. 2002 องค์ความรู้ 99.99% อยู่บนอินเตอร์เน็ต มีเพียง 0.01% เท่านั้นที่อยู่ในหน้ากระดาษ หนังสือ 
    • ปี ค.ศ. 2006 หากเอาหนังสือมาวางเรียงชั้นต่อกัน แล้วแบ่งเป็น ๑๒ กอง ความสูงของตั้งหนังสือแต่ละกอง จะสูงเท่ากับระยะทางจากโลกถึงดวงอาทิตย์  คือ ประมาณ ๑๕๐ ล้านกิโลเมตร 
    • ปี ค.ศ. 2010 ถ้าแบ่งตั้งหนังสือออกเป็น ๒ กอง  แต่ละกองจะสูงถึงดาวพลูโต ประมาณ ๖,๐๐๐ ล้านกิโลเมตร 

  •  ท่านผู้อ่านเป็นใครในคนสองประเภทนี้  Digital Native หรือ Digital Immigrants
    • Digital Native  คือคนที่เกิดในยุคของ Informatioin Explosion อินเตอร์เน็ต  ลักษณะของคนกลุ่มนี้คือ
      • ทำหลาย ๆ อย่างพร้อมกัน 
      • คิดแบบขนาน ไม่ตายตัว ไม่ตามลำดับ
      • เสพข้อมูลจากหลากหลายสื่อ หลากหลายทาง
      • ใช้ทรัพยากรหลากหลาย
    • Digital Immigrants  คือ คนที่เกิดก่อน แล้วอินเตอร์เน็ตมาทีหลัง ดิิจิตอล คอมพิวเตอร์มาทีหลัง ลักษณะของคนกลุ่มนี้คือ 
      • เข้าถึงทรัพยากรที่จำกัด 
      • เรียนรู้ผ่านตัวหนังสือ หนังสือ สิ่งพิมพ์ 
      • คิดตามลำดับ เป็นลำดับขั้นตอน
      • ทำงานทีละอย่าง 

  •  ประเทศไทยมี Digital Native ประมาณ ๔.๓๘ ล้านคน คิดเป็นร้อยละ ๖.๓  ของคนทั้งประเทศ  แต่ถ้าพิจารณาเฉพาะคนที่อายุ ๑๕-๒๔ ปี  คนกลุ่มนี้จะมีถึงร้อยละ ๔๒.๓  นั่นหมายถึง คนที่กำลังศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยเกือบครึ่งหนึ่ง คือคนที่เป็น Digital Native  ... ดังนั้น ท่านจะสอนแบบเดิมไม่ได้แล้ว
  • ถ้าเปรียบเทียบจำนวนกับประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ประเทศไทย นับว่ามี Digital Native ไม่น้อยเลย ดูพื้นที่ สีน้ำเงินข้างบนสีน้ำตาล (อเมริกา)
  •  สรุปว่า อาจารย์พันธุ์ใหม่ต้อง 
    • เปลี่ยนจาก บรรยาย ไปเป็น อภิปราย 
    • เปลี่ยนจาก Lecturer ไปเป็น Facilitator  ผู้อำนวยการเรียนรู้ 
    • เปลี่ยนจากเรียนกลุ่มใหญ่ ไปเป็นเรียนกลุ่มย่อย
    • เปลี่ยนจากเรียนเดี่ยว ไปเป็น เรียนเป็นทีม
    • เปลี่ยนจากทำงานทีละอย่าง ไปเป็นทำงานหลาย ๆ อย่างพร้อม ๆ กัน 
    • เปลี่ยนจากครูอาจารย์เป็นศูนย์กลาง ไปเป็น นักเรียน นิสิต นักศึกษาเป็นศูนย์กลาง 
    • เปลี่ยนวิธีสอนใหม่หมด

  • การเรียนรู้ต้องการ "ความตั้งใจ" 
  • การตั้งใจ จะทำให้ได้ข้อมูลไปเก็บใน ความทรงจำ 
  • ความตั้งใจ นั้น จะมีช่วงเวลาสั้นมาก เพียง ๓-๕ นาที 

  • ดังนั้น การสอน สำหรับคนยุคนี้ที่ความตั้งใจสั้น ๆ จะต้อง 
    • เปลี่ยนสื่อหลากหลายชนิด ทั้ง ภาพ เสียง วีดีโอ อนิเมชั่น ฯลฯ 
    • สร้างสื่อแบบสองทาง ผู้เรียนโต้ตอบอภิปรายได้  ทั้งที่เป็น แบบทดสอบ เกม ฯลฯ 
    • ป้อนกลับ feedback แบบทันที  ณ ขณะที่พบข้อผิดพลาด 
    • สร้างการเรียนรู้กับผู้อื่นทางอินเตอร์เน็ต ผ่านโลกโซเชี่ยล 
นอกจากข้อมูลเหล่านี้ท่านก็เน้นไปที่ทักษะในศตวรรษที่ ๒๑ จากสำนักต่าง ๆ  ซึ่งผมเข้าใจว่าผู้อ่านทุกท่านก็ค่อนข้างทราบกันดี

ขอจบแบบห้วน ๆ  เท่านี้ครับ 
หมายเลขบันทึก: 659477เขียนเมื่อ 25 มกราคม 2019 08:32 น. ()แก้ไขเมื่อ 25 มกราคม 2019 09:04 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง


ความเห็น (1)

ขอบคุณครับ อาจารย์ ;)…

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี