ความไม่ค่อยพร้อมของเด็กและโรงเรียน ทำให้ครูที่นี่ต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจ รวมถึงสติปัญญาอย่างเอกอุ เพื่อให้ลูกศิษย์เราประสบความสำเร็จได้เท่าๆกับโรงเรียนขนาดใหญ่ที่มีชื่อเสียง..เชื่ออย่างนี้มาตลอด!

เคยได้ยินการร้องประสานเสียงมาบ้าง เสียงผู้ชายผู้หญิง ทุ้มแหลม พลังเสียงที่ไม่เท่ากัน แต่พอร้องร่วมกัน แบ่งหน้าที่ ประสานกันให้ดี วางน้ำหนักเสียงหรือตัวโน้ตซึ่งแตกต่างให้กลมกลืน พลิ้วไหวหนักเบาดั่งระลอกคลื่น นับเป็นความเพราะพริ้งอีกอย่างในบรรดาเสียงเพลง

บ้านกร่างวิทยาคมเป็นโรงเรียนในเขตชานเมือง ครูบางคนเคยวิเคราะห์เนื่องจากกึ่งเมืองกึ่งชนบท สภาพนักเรียนจึงมีลักษณะผสม “จะแบบเด็กในเมืองก็ไม่ใช่ จะบ้านนอกก็ไม่เชิง” ผู้ปกครองส่วนใหญ่มีอาชีพด้านการเกษตรหรือแรงงาน ฐานะไม่ค่อยดี ที่พอมีฐานะมักส่งบุตรหลานเข้าไปเรียนยังโรงเรียนในเมือง เพราะระยะทางไม่ไกล การคมนาคมสะดวก ที่สำคัญมีความพร้อมกว่า

เป็นครูมากว่า 30 ปี เชื่อว่าครูที่สอนในโรงเรียนลักษณะนี้ ต้องทำงานหนักกว่าครูในโรงเรียนขนาดใหญ่ หรือโรงเรียนยอดนิยมทั้งหลาย เพราะโรงเรียนเหล่านั้นสามารถเลือกรับเฉพาะนักเรียนที่มีความพร้อมได้ ความต่างของนักเรียนไม่ใช่แค่ผลการเรียน ปัจจัยต่างๆที่จะสร้างให้มีผลการเรียนดีด้วย ที่แตกต่างกันราวฟ้ากับดิน

ความไม่ค่อยพร้อมหรือต้นทุนชีวิตที่ต่ำในตัวเด็กและโรงเรียน ทำให้ครูที่นี่ต้องออกแรง ทั้งแรงกายแรงใจ รวมถึงสติปัญญาอย่างเอกอุ หากมุ่งหวังจะให้เด็กๆของเราประสบความสำเร็จเทียบเท่าโรงเรียนขนาดใหญ่ที่มีชื่อเสียง

เมื่อสามสี่ปีที่แล้ว แอบเห็นใบสมัครครูอัตราจ้างวิชาดนตรีคนหนึ่งบนโต๊ะรับสมัครครูใหม่ แกพรรณนาผลงานการสอนตัวเองไว้หลายประการ อย่างหนึ่งที่สะดุดและไม่เชื่อความสามารถว่าจะขนาดนั้น เคยเป็นผู้ช่วยทำวงดนตรีลูกทุ่งของโรงเรียนจ่านกร้องที่มีชื่อเสียงโด่งดัง “ก็แค่เกาะกระแสโรงเรียนที่มีชื่อเสียงทางนี้กระมัง”

ก่อนนั้นโรงเรียนมีวงดนตรีประกอบการร้องเพลงชาติช่วงเข้าแถวอยู่แล้ว แต่เครื่องเป่าทั้งวงมีพียงเมโลเดี้ยน พอดีคณะครูผู้รับผิดชอบงานสหกรณ์โรงเรียนขณะนั้นเห็นความสำคัญ นำผลกำไรจากการดำเนินการจัดซื้อเครื่องดนตรี รวมทั้งเครื่องเป่าเพิ่มให้อีกหลายชิ้น อาทิ แซกโซโฟน ทรัมเป็ต ฯลฯ แต่กลับไม่ได้ใช้ เพราะนักเรียนเล่นเครื่องเป่าไม่เป็น แม้จะมีครูอัตราจ้างดนตรีผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนเข้ามาสอนที่โรงเรียนทุกปีการศึกษาก็ยังไม่ประสบผล ช่วงหนึ่งครูผู้รับผิดชอบงานสหกรณ์ถึงกับลงทุนจ้างนักศึกษารุ่นพี่ที่เรียนดนตรี มาสอนเครื่องเป่าให้เด็กๆหลังเลิกเรียน แต่จนแล้วจนรอดนักเรียนเราก็ยังเล่นไม่ได้

ความพยายามเรื่องนี้ชี้ว่าไม่มีอะไรได้มาโดยง่าย แต่แล้วก็ถึงจุดพลิกผัน เมื่อครูดนตรีคนใหม่เข้ามาเพียงไม่ถึงเทอม วงโยธวาทิตที่ใช้เครื่องเป่ามากกว่าเมโลเดี้ยนก็ถือกำเนิด จากเคยเชิญวงโยธวาทิตโรงเรียนอื่นเข้ามาสร้างสีสันให้กับกิจกรรมสำคัญต่างๆของโรงเรียน ก็ไม่ต้องรบกวนอีกต่อไป เพราะเด็กๆวงของเราสามารถบรรเลงเพลงได้ไม่น้อยหน้าใคร

การเปลี่ยนแปลงอีกอย่างเป็นวงสตริงคอมโบซึ่งมีอยู่ก่อนแล้ว สมาชิกในวงส่วนใหญ่เป็นนักเรียนชายชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย สำเนียงและวิธีการเล่น ดูจะเน้นสนุกเพลิดเพลิน หรือตามมีตามเกิดเสียมากกว่า เสียงกลองเสียงเบสให้ดังเข้าไว้ เอามันเข้าว่า ใช้ความอยากหรือความพยายามจากความไม่รู้ของตัวนักดนตรีเองเป็นหลัก อย่างไรก็ตามก็ควรชื่นชมความใฝ่รู้ทางดนตรีของนักเรียนกลุ่มนี้อยู่ดี

กิจกรรมหนึ่งปลายปีหลังครูดนตรีใหม่มาอยู่ ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นงานปัจฉิมนิเทศ บนเวทีมีการแสดงของวงสตริงคอมโบที่เคยเห็นเล่นโฉ่งฉ่าง แต่วันนั้นพัฒนาการทางดนตรีของเด็กๆเราอีกกลุ่มหนึ่งเกิดขึ้นแล้วชัดเจน การเล่นเป็นระบบขึ้น เสียงดนตรีแต่ละชิ้นผสมกลมกลืน หนักแน่น แม่นยำ ยืนยันกับผู้ชมได้เป็นอย่างดี ว่าผ่านการฝึกฝนมาแล้วด้วยวิธีการใหม่ๆ

ที่น่าประหลาดใจยิ่งกว่า เป็นความสามารถร้องประสานเสียงของนักเรียน เท่าที่เคยเห็นจากทุกโรงเรียนที่ตัวเองเคยสอนมา นี้เป็นครั้งแรก เด็กกลุ่มใหญ่ยืนสลอนสองแถวสามแถว ช่วยกันขับร้อง แบ่งวรรคตอน แบ่งคำแบ่งประโยค เสียงที่ร่วมเปล่งกันคนละตัวโน้ตผสมสอดรับอย่างลงตัว ขณะที่ครูดนตรีก็ทำหน้าที่วาทยกรอย่างเข้มแข็งสง่างาม ส่งสัญญาณมือและสายตาบอกให้หนักเบา ช้าเร็ว หรือสั้นยาว ด้วยท่วงท่าองอาจผึ่งผาย

การร้องประสานเสียงของนักเรียนในกิจกรรมต่างๆ นอกจากความไพเราะของบทเพลงที่ร่วมกันขับขาน อีกอย่างที่สำคัญกว่ามาก หลายคนคงสังเกตเห็น โดยเฉพาะเพื่อนครูผู้รู้จักนักเรียนของเราดี แทบทุกครั้งนักเรียนที่ถูกเลือกให้มาร้องใช่จะมีแต่คนที่มีผลการเรียนดี ความคุ้นเคยจากกิจกรรรมทั่วๆไปมักเป็นเช่นนั้น ถึงขั้นครูแย่งนักเรียนเก่งกันก็เคยมาแล้ว(ฮา) ตรงข้ามนักเรียนที่ได้รับโอกาสจากครูดนตรีคนนี้ ส่วนใหญ่เรียนไม่เก่งด้วยซ้ำ

มีอยู่ครั้งตัวเองตะลึงที่เห็นนักเรียน ม.6/2 รุ่นหนึ่ง ปัจจุบันน่าจะใกล้จบปริญญาตรีกันแล้ว ห้องนี้ไม่ธรรมดา ไม่ว่าครูคนไหนก็อิดหนาระอาใจ ยิ่งถึงชั่วโมงจะต้องเข้าสอนพวกเขา มักรู้สึกละเหี่ยใจขึ้นมาบ่อยๆ(ฮา) แต่ความสามารถในการร้องประสานเสียงของนักเรียนห้องนี้ครั้งนั้น ทุกคนต้องทึ่งสุดขีด เพิ่งเข้าใจหลักสูตรที่ว่าเด็กทุกคนมีศักยภาพสามารถพัฒนาได้ก็ครั้งนั้น(ฮา)

ล่าสุดวันนี้ด้วยความยินดี 21  ธันวาคม 2561 ตัวแทนนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นราว 30 คน เข้าร่วมประกวด“ขับขานประสานเสียง” ในงานมหกรรมความสามารถทางศิลปหัตถกรรม วิชาการ และเทคโนโลยี ปีการศึกษา 2561 ครั้งที่ 68 ระดับชาติ(ภาคเหนือ) ณ จังหวัดพะเยา ผลการประกวดโรงเรียนเราได้รับรางวัลเหรียญทอง ได้อันดับที่ 5 จากโรงเรียนตัวแทนในเขตภาคเหนือ 12  โรง

หากพิจารณาถึงความพร้อมของเด็กและโรงเรียนให้ละเอียด จากโรงเรียนทั้งหมดที่เข้าร่วม ยิ่งน่าภาคภูมิใจ เพราะหลายโรงเป็นโรงเรียนประจำจังหวัด หลายโรงเป็นคริสเตียน ซึ่งน่าจะช่ำชองการขับร้องประเภทนี้เป็นทุนเดิม แม้บางโรงจะเป็นประจำตำบลเช่นเดียวกับเรา แต่ถ้าเทียบจำนวนนักเรียนเพื่อให้เห็นขนาดของโรงเรียนแล้ว ทั้ง 12 โรงนั้น บ้านกร่างวิทยาคมมีนักเรียนน้อยสุดหรือขนาดเล็กที่สุด

ความไม่ค่อยพร้อมของเด็กและโรงเรียน ทำให้ครูที่นี่ต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจ รวมถึงสติปัญญาอย่างเอกอุ เพื่อให้ลูกศิษย์เราประสบความสำเร็จได้เท่าๆกับโรงเรียนขนาดใหญ่ที่มีชื่อเสียง..เชื่ออย่างนี้มาตลอด!

ครูดนตรีที่ว่านับเป็นครูแท้ครูจริงคนหนึ่ง แม้เป็นแค่ครูอัตราจ้าง แต่ฝีไม้ลายมือความสามารถทางดนตรีและการบริหารจัดการนักเรียนครบเครื่อง ไม่ใช่อย่างที่ตัวเองเคยมักง่ายคิดโง่ๆไว้แต่แรก(ฮา)

ขอจารึกผลงานและเพิ่มชื่อครูท่านนี้ไว้ในหัวใจอีกคน สุดยอดครับครูไกด์!

(ณัฐพล น้อยเลิศ : ภาพ)