นอกจากอาชีพหมอสูติ หมอหูคอจมูก ที่ต้องให้คนไข้อ้าให้เต็มที่แล้วนั้น ก็เห็นจะมีอีกอาชีพหนึ่งที่ต้องให้อ้าเสียก่อนถึงจะทำงานได้นั่นคือ “หมอฟัน”

“รู้สึกฟันมันสากๆครับพี่ ข่วยดูให้หน่อยได้ไหมครับ” ผมถามรุ่นพี่ที่รู้จัก

“ได้สิอาจารย์” เธอตอบ

เมื่อก่อนผมเคยคิดนะ ว่าอยากมีเมียเป็นหมอฟัน จะได้ไม่ต้องแปรงฟันก่อนนอน คือแบบว่า โง่ไงครับ นึกว่าเค้าจะทำฟันกันง่ายๆ เอาเข้าจริงๆ จะดูฟันกันที นอกจากต้องอ้าแล้ว ยังต้องใช้กระจกโค้งส่อง ต้องสามารถแปลการเห็นจากกระจกให้ชำนาญ ทำงานแบบซ้ายในกระจกคือขวาของเราให้ได้ ถ้าจะให้ดีก็ต้องมีเตียงตรวจที่ราคาเกินหลักแสนขึ้นไปอีก 

โชคดีที่ไม่ได้เมียเป็นหมอฟัน

หรือเอ๊ะ..หรือโชคดีของหมอฟัน ที่ไม่ได้ผมเป็นผัวก็ไม่รู้นะครับ (น่าจะอย่างหลัง)

วันนี้ผมจึงไปทำฟัน

ได้เจอรุ่นพี่หมอฟันที่สนิทก็อยากจะคุยไปเสียทุกเรื่อง มีเรื่องเล่ามากมาย 

“อ้าปากหน่อยค่ะ” เธอสั่ง

จบกัน ไอ้ที่จะเริ่มคุยก่อนสักนิด กลายเป็นโดนให้อ้าปากไปเสียแล้ว

“อาจารย์เสียวตรงนี้ใช่ไหมคะ” แล้วแกก็เขี่ยๆตรงซี่นั้น ผมสะดุ้ง เพราะมันเสียวแหลมแปล๊บเข้าหัวใจ

“ถูกต้องเลย เนื้อฟันตรงนี้มันสึกไปพอสมควร” แกพูดต่อ

“อาจารย์รู้มั้ยคะ พี่นี่ช้อบชอบที่อาจารย์เขียนนะคะ อ่านกันเพลินเลย” แกเริ่มลงมือทำงานและพูดไปด้วย

“แอ๊อี้อ้าอ่าอาอ๋าอ๊ะ” ผมตอบ

ขำตัวเอง กลายเป็นอยากพูด แต่ไม่สามารถเปล่งเสียงให้ออกจากกล่องเสียงแล้วปล่อยให้ลมมากระทบในกระพุ้งแก้มลอดผ่านสันฟันให้ออกมาเป็นภาษาปกติได้ เพราะถ้าทำได้ น้ำในปากก็จะไหลลงคอพอให้ได้สำลักกันเป็นแน่แท้ และที่สำคัญ ผมต้องอ้าปากอยู่

“ก็ตอนที่อาจารย์ใส่รูปดอกไม้สีม่วงนั้นน่ะค่ะ” 

เฮ้ย แกเข้าใจภาษาที่ผมตอบมาด้วย เทพมาก เทพที่สุด เทพเหลือคณานับ เทพสังวาลย์ควบคุมวิมานเลย

“แอ๊อี้อ้าอ่าอาอ๋าอ๊ะ” 

“แล้วพี่ชอบอ่านตอนไหนครับ” นั่นคือสิ่งที่ผมสื่อสารออกมาขณะอ้าปาก เสียงหัวกระเทาะติดกากเพชรสั่นแบบอัลตร้าโซนิกกำลังกระทบคอฟันผมอยู่ เศษละอองน้ำฟุ้งกระจาย และหมอฟันเข้าใจที่ผมส่งเสียงออกมา

“บางครั้งนะคะ พี่อ่านตอนที่กำลังกินข้าวอยู่ ต้องหยุดอ่านก่อน เพราะเกรงว่าจะกินข้าวไม่ลง” 

“แอ๊อ่าอาอาอ้าอาอา” ผมตอบ

“แหม..ก็บางทีมันอ่านติดพันอยู่ ก็แอบอ่านตอนกินข้าวนั่นแหละ จะได้จบๆ” นั่น แกยังเข้าใจที่ผมแขวะ “แล้วอ่านตอนกินข้าวทำไม”

“อาจารย์บ้วนปากนิดนึงค่ะ”

ผมนี่ดีใจจนตัวโยน รีบกลั้วปากแล้วหันมามองหน้าเธอ

“พวกหมอฟันนี่ สามารถฟังภาษาแบบนี้ได้ด้วยเหรอป้า” สนิทกันมาก บางทีก็พี่ บางทีก็ป้า

“แหม ก็ไม่บ่อยหรอกค่ะ แต่พี่ก็เดาเอาตามที่รู้จักกัน คุยเรื่องอะไรก็เออออตามกันไปค่ะ” ออ นั่นคือการเดา ผมสรุป

“อ้าต่อได้เลยค่ะ” แหม่..ผมนี่โคตรชอบคำสั่งเยี่ยงนี้ยิ่งนัก

เสียงหัวกรอบ้านั่น ยังคงทำงานของมันต่อไป ผมขนลุกเป็นช่วงๆ อาศัยที่ฟังคุณพี่เธอพูดไป หัวเราะไป พูดเองสรุปเองบ้าง มันสนุก พลอยให้เพลินและคลายความเสียวลงไปได้บ้าง แต่เสียวก็คือเสียว ผมยังคงสะดุ้งเป็นช่วงๆ จะหงุดหงิดในหัวใจบ้างก็คงเพราะคุยกลับด้วยไม่ได้นั่นเอง

“บ้วนปากนิดนึงค่ะ”

“พี่ ฟังพี่นี่มันโคตรเพลินเลยครับ” ผมชื่นชม

“ค่ะ อาจารย์อ้าต่อค่ะ” 

“อาจารย์รู้ไหม พวกพี่นี่ชอบนัก เวลาที่เพื่อนๆที่เรารู้จัก สนิทๆกัน แล้วบางครั้งหมั่นไส้มันนัก ก็จะอาศัยช่วงเวลาทำฟันนี่แหละค่ะ บ่นใส่มัน บ่นได้โดยที่พวกเค้าไม่สามารถเถียงกลับ ไม่สามารถโต้ตอบกลับได้ สะใจจริงๆ” 

เออจริง แล้วจะเอาตอนไหนไปเถียงกลับได้วะ ก็เล่นนอนอ้าปากเป็นหนุมานเฝ้าพระรามอยู่เนี่ย

สรุปว่า วันนี้ผมฟันสะอาดอีกรอบ

ความคิดที่อยากจะมีเมียเป็นหมอฟันไม่เคยมีมานานแล้วตั้งแต่มีเมียเป็นตัวเป็นตนกับเค้าได้

มานึกรู้สึกขอบคุณโชคชะตาอีกครั้งก็วันนี้ที่ไม่ได้มีความพยายามหาแฟนเป็นหมอฟันมาตั้งแต่ต้น (เอ๊ะ..มันทำอย่างนั้นกันได้ด้วยเหรอ)

บอกตามตรงว่า “กลัว”

กลัวเถียงไม่ทัน

กลัวเถียงไม่ได้

กลัวเมื่ออยากเถียงแล้วจะถูกจับอ้าปาก

แต่จะว่าไป ราวกับว่าตอนนี้จะเถียงเมียได้นั่นแหละ

โถ

ธนพันธ์ ชูบุญอาอาอ่า (ฟันสะอาด)

๑๗ ธค ๖๑