บทที่ 1

ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา

  เนตรทิพย์ แก้วเหล้า.(2552). ภาษาเป็นเครื่องมือช่วยให้เกิดการเรียนรู้การแสดงออกถึงความนึกคิด ความรู้สึกและความต้องการของตน เด็กทุกคนเกิดมาพร้อมกับความสามารถในการเรียนรู้ภาษาโดยเด็กจะเรียนรู้การใช้ภาษาของตนทั้งด้านความหมาย ประโยคและเสียงจากสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติเด็กปฐมวัยเป็นวัยที่มีพัฒนาการทางภาษามาก พัฒนาคําพูดเดี่ยว สู่คําพูดเป็นวลีและเป็น ประโยคในที่สุด เด็กเรียนรู้ภาษามาตามลําดับขั้นพัฒนาการเริ่มจากการร้องไห้ร้องฮูฮูทําเสียง ทําปากบูๆ แล้วมาเป็นปาปา มาม้า หรือพ่อแม่การเรียนรู้ภาษาเป็นการพัฒนาตามธรรมชาติจากคน คุ้นเคย ภาษาเป็นสัญลักษณ์ในการสื่อสารที่ต้องใช้ให้เหมาะสมกับเรื่องที่ต้องการสื่อสาร เด็กปฐมวัยเรียนรู้ภาษาได้จากศิลปะ ดนตรีการเคลื่อนไหวร่างกาย ละคร และคณิตศาสตร์ ซึ่งสามารถใช้สื่อ ความคิดแต่ละเรื่องโดยใช้สัญลักษณ์หลายแบบผสมผสานสลับกันซึ่งเด็กในวัยนี้เรียนรู้ภาษาจากประสบการณ์ตรงและการเปิดโอกาสให้เด็กมีอิสระในการคิดการแสดงออก วิธีพัฒนาภาษาในการสื่อความหมายของเด็กต้องใช้ทั้งภาษาถ้อยคํา และท่าทางเป็นตัวกลาง วิธีการเรียนรู้ของเด็กกิจกรรมทางสังคม ช่วยให้เด็กเรียนรู้การสื่อภาษา การพัฒนาผ่านทางสัญลักษณ์จากการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม พัฒนาการทางภาษานี้เป็นทางนําไปสู่ การรู้หนังสือของเด็ก จากการศึกษาพบว่า การเรียนรู้ภาษาของเด็กในปัจจุบันครูผู้สอนไม่เปิด โอกาสให้เด็กได้เรียนรู้ภาษา และการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารอย่างมีความหมายเพราะวิธีการสอนของ ครูมุ่งเน้นสาระทางภาษาเป็นหลักทําให้การเรียนการสอนไม่น่าสนใจ ไม่เป็นไปตามธรรมชาติคือไม่เหมาะกับวัยความสนใจและความสามารถของเด็กเมื่อคํานึงถึงประโยชน์ที่เด็กจําเป็นต้องใช้ภาษาในการเรียนรู้และการสื่อสารในชีวิตจริงพบว่าการสอนภาษาแบบเดิม (Traditional approaches) ไม่เน้นความสําคัญของประสบการณ์และภาษาที่เด็กใช้ในชีวิตจริงจึงไม่ให้โอกาสเด็กเรียนรู้ภาษาและการใช้ ภาษาเพื่อการสื่อสารนอกจากนี้พัฒนาการทางภาษาของเด็กจะเป็นไปได้ด้วยดีเมื่อเด็กได้มีปฏิสัมพันธ์ทางภาษาด้วยอย่างสม่ำเสมอมีโอกาสได้ยินได้ฟังและได้ใช้ภาษาตามวัยของตนเพื่อแสดงความรู้สึกนึกคิดความต้องการได้รับการฝึกฝนให้ใช้ภาษาที่ใช้ถูกกาลเทศะและเหมาะสม การเรียนการสอนในปัจจุบัน

      รองศาสตราจารย์ ดร.กุลยา ต้นติผลาชีวะ. (2547)ครูต้องพยายามหากลวิธีมากระตุ้นให้เด็กเกิดแรงบันดาลใจที่ แสดงความกระตือรือร้นต่อการเรียนเกิดความสนุกสนานเพลิดเพลิน ไม่เบื่อหน่ายและใขณะเดียวกันได้ เนื้อหาสาระความรู้เข้าไปในการสอนแต่ละครั้งด้วย วิธีการจัดประสบการณ์เล่านิทานโดยมีนาฎศิลป์ไทยเข้ามาเกี่ยวข้อง ส่งผลให้เด็กมีความสามารถทางภาษา ด้านการพูดและการฟังของเด็กปฐมวัยทั้ง 3 กลุ่มหลังการทดลองสูงขึ้นกว่าก่อนการทดลอง ซึ่งแสดงให้เห็นว่า การจัดประสบการณ์เล่านิทานโดยมีนาฎศิลป์ไทยเข้ามาเกี่ยวข้องส่งผลต่อการใช้ภาษาของเด็กปฐมวัยเปิดโอกาสให้เด็กได้คิดได้ต่อเติมจินตนาการเป็นการกระตุ้นให้เด็กรู้จักกล้าแสดงออกทําให้เด็กเกิดการเรียนรู้ภาษามากขึ้น การจัดกิจกรรมดนตรีและการเคลื่อนไหวมีผลต่อเด็กปฐมวัยทางด้านภาษา เด็กช่วงอายุ 0-6ปี เรียนรู้ได้จากการเคลื่อนไหว การเล่น การพูดจา การร้องรำทำเพลง การทำกิจกรรมเคลื่อนไหวร่างกายไปตามลีลาของดนตรีทางนาฏศิลป์ไทย การที่เด็กไทยทำกิจกรรมเกี่ยวกับทางด้านดนตรีนาฏศิลป์ไทยเป็นการแสดงท่าทางประกอบเสียงเพลงและยังเป็นการอนุรักษ์ความเป็นไทยแล้วสอดแทรกความสนุกสนาน เพลิดเพลิน การจัดประสบการณ์ที่ประยุคใช้ดนตรีนาฏศิลป์ไทยเข้ามาเกี่ยวข้องเพื่อให้เด็กมีความกล้าแสดงออกทำให้เด็กเรียนรู้ภาษาอย่างง่ายผ่านการฟังเสียงไม่ว่าจะเป็นดนตรี การขับร้อง หรือภาษาทางกายผ่านการจัดประสบการณ์ เช่น การเล่านิทาน การแสดงละครสร้างสรรค์ตามบทบาทสมมุติ

สถานการณ์ปัจจุบัน

     ในปัจจุบันครูปฐมวัยมีการจัดประสบการณ์ที่เกี่ยวกับนาฏศิลป์ไทยมาใช้ในการจัดประสบการณ์เคลื่อนไหวและจังหวะ ให้เด็กใส่โจงกระเบนสีแสดง เพื่อความคล่องแคล่วในการรำ ครูนำท่าทางง่ายๆเช่นการย่อเอวแล้วนับหนึ่งสองสามพร้อมย่อและมี การ ยกมือตั้งวงให้เด็กๆได้เคลื่อนไหวตาม พร้อมเปิดเพลงในการทำกิจกรรม พร้อมให้เด็กร้องเพลงไปพร้อมๆกับเพลงที่เปิดขึ้นในขณะรำ

                                                   บทที่ 2

                                         เอกสารที่เกี่ยวข้อง

รายงานบทความฉบับนี้ ผู้รายงานได้เรียบเรียงหัวข้อเอกสารที่เกี่ยวข้องนำเสนอตามลำดับดังนี้

  1. 1. ความหมายของภาษา
  2. 2. ความสำคัญของภาษา
  3. 3. ทฤษฎีเกี่ยวกับพัฒนาการทางภาษา
  4. 4. ความหมายของนาฏศิลป์  
  5. 5. นาฎศิลป์สำหรับเด็กปฐมวัย
  6. 6. คุณค่าของนาฏศิลป์ของเด็กปฐมวัย

ความหมายของภาษา

     ภาษา เมื่อแปลตามรูปศัพท์หมายถึง คำพูดหรือถ้อยคำ ภาษาเป็นเครื่องมือของมนุษย์ที่ใช้ในการสื่อความหมายให้สามารถติดต่อสื่อสาร เข้าใจกันได้ โดยมีระเบียบของเสียงและเรื่องของคำเป็นเครื่องกำหนด ในพจนาณุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถานพ.ศ. 2525 ให้ความหมายของคำว่าภาษาคือเสียงหรือกิริยาอาการที่ทำความเข้าใจกันได้ คำพูด ถ้อยคำที่ใช้พูดจากัน ภาษาสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ วัจนภาษา และอวัจนภาษา

1. วัจนภาษา เป็นภาษาที่พูดโดยใช้เสียงที่เป็นถ้อยคำ สร้างความเข้าใจกัน มีระเบียบในการใช้ถ้อยคำในการพูด นอกจากนั้นยังเป็นหนังสือที่ใช้แทนคำพูด คำที่ใช้เขียนจะเป็นคำที่เลือกสรรแล้ว มีระเบียบในการใช้ถ้อยคำในการเขียนและการพูดตามหลักภาษา

2. อวัจนภาษา เป็นภาษาที่ใช้สิ่งอื่นนอกเหนือจางคำพูดและตัวหนังสือในการสื่อสารเพื่อทำให้เกิดความเข้าใจ ภาษาที่ไม่เป็นถ้อยคำได้แก่ ท่าทางการแสดงออก การใช้มือใช้แขนประกอบการพูดหรือสัญลักษณ์ต่างๆที่ใช้ในการสื่อสารสร้างความเข้าใจ เช่น สัญญานไฟจราจร สัญญานธง เป็นต้น

ความสำคัญของภาษา

     ภาษาเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการสื่อสารของมนุษย์ มนุษย์ติดต่อกันได้ เข้าใจกันได้ก็ด้วยอาศัยภาษาเป็นเครื่องช่วยที่ดีที่สุด ภาษาเป็นสิ่งช่วยยึดให้มนุษย์มีความผูกพันต่อกัน เนื่องจากแต่ละภาษาต่างก็มีระเบียบแบบแผนของตน ซึ่งเป็นที่ตกลงกันในแต่ละชาติแต่ละกลุ่มชน การพูดภาษาเดียวกันจึงเป็นสิ่งที่ทำให้คนรู้สึกว่าเป็นพวกเดียวกัน มีความผูกพันต่อกันในฐานะที่เป็นชาติเดียวกัน ภาษาเป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่งของมนุษย์ และเป็นเครื่องแสดงให้เห็นวัฒนธรรมส่วนอื่นๆของมนุษย์ด้วย เราจึงสามารถศึกษาวัฒนธรรมตลอดจนเอกลักษณ์ของชนชาติต่างๆได้จากศึกษาภาษาของชนชาตินั้นๆ ภาษาศาสตร์มีระบบกฎเกณฑ์ ผู้ใช้ภาษาต้องรักษากฎเกณฑ์ในภาษาไว้ด้วยอย่างไรก็ตาม กฎเกณฑ์ในภาษานั้นไม่ตายตัวเหมือนกฎวิทยาศาสตร์ แต่มีการเปลี่ยนแปลงไปตามธรรมชาติของภาษา เพราะเป็นสิ่งที่มนุษย์ตั้งขึ้น จึงเปลี่ยนแปลงไปตามกาลสมัยตามความเห็นชอบของส่วนรวม ภาษาเป็นศิลปะ มีความงดงามในกระบวนการใช้ภาษา กระบวนการใช้ภาษานั้น มีระดับและลีลา ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆหลายด้าน เช่น บุคคล กาลเทศะ ประเภทของเรื่องฯลฯ การที่จะเข้าใจภาษา และใช้ภาษาได้ดีจะต้องมีความสนใจศึกษาสังเกตให้เข้าถึงรสของภาษาด้วยองค์ประกอบของภาษา

     ฟอนทานา (Fontana. 1995: 28–29) ได้กล่าวไว้ว่า ภาษามีความหมายกับเด็กเด็กเรียนรู้ภาษาจากการสัมผัส การได้ฟัง การได้ตอบโต้เด็กที่มาจากครอบครัวที่สนใจพูดกับเด็ก ไม่ว่าเด็กจะเข้าใจหรือยัง
ไม่เข้าใจบ้างก็ตาม เด็กสามารถแสดงออกและได้ประโยชน์มากกว่าเด็กที่มาจากครอบครัวที่พูดน้อย ทั้งนี้การที่เด็กได้พูด ได้สนทนาบ่อยๆ ทําให้เด็กได้เรียนคําศัพท์ได้คิด ได้สื่อสารได้แสดงออกซึ่งมีผลต่อการพัฒนาพฤติกรรมและสติปัญญา และรวมถึงพัฒนาการทางสังคม

     สรุปได้ว่า ภาษามีความสําคัญที่จะช่วยให้เด็กได้เรียนรู้คําศัพท์ง่ายขึ้นโดยการแสดงพฤติกรรมเพื่อสื่อสารและการสื่อความหมายด้วยภาษาท่าทาง ซึ่งถือได้ว่าภาษาเป็นการช่วยส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยอย่างต่อเนื่อง

ทฤษฎีเกี่ยวกับพัฒนาการทางภาษา

     ทฤษฎีเกี่ยวกับพัฒนาการทางภาษามีหลายทฤษฎี ดังนี้ (ศรียา  นิยมธรรม และ ประภัสสร  นิยมธรร,  2519 : 31-35)

1. ทฤษฎีความพึงพอใจแห่งตน (The Autism Theory หรือ Austistic Theory) ทฤษฎีนี้ถือว่า การเรียนรู้การพูดของเด็กเกิดจากการเลียนเสียงอันเนื่องจากความพึงพอใจที่ได้กระทำเช่นนั้น โมว์เรอร์ (Mower) เชื่อว่า ความสามารถในการฟัง และความเพลิดเพลินกับการได้ยินเสียงของผู้อื่นและตนเองเป็นสิ่งสำคัญต่อพัฒนาการทางภาษา

2. ทฤษฎีการเลียนแบบ (The Imitation Theory) เลวิส (Lawis) ได้ศึกษาและเชื่อว่า พัฒนาการทางภาษานั้นเกิดจากการเลียนแบบ ซึ่งอาจเกิดจากการมองเห็นหรือการได้ยินเสียง การเลียนแบบของเด็กเกิดจากความพอใจ และความสนใจของตัวเด็กเอง ปกติช่วงความสนใจของเด็กนั้นสั้นมาก เพื่อที่จะชดเชยเด็กจึงต้องมีสิ่งเร้าซ้ำ ๆ กัน การศึกษากระบวนการในการเลียนแบบภาษาพูดของเด็กพบว่า จุดเริ่มต้นเกิดขึ้นเมื่อพ่อแม่เลียนแบบเสียงของเด็กในระยะเล่นเสียงหรือในระยะที่เด็กกำลังเรียนรู้การออกเสียง

3.  ทฤษฎีเสริมแรง (Reinforcement Theory) ทฤษฎีนี้อาศัยจากหลักทฤษฎีการเรียนรู้ซึ่งถือว่าพฤติกรรมทั้งหลายถูกสร้างขึ้น โดยอาศัยการวางเงื่อนไข ไรน์โกลต์ (Rhiengold) และคณะได้ศึกษาพบว่าเด็กจะพูดมากขึ้นเมื่อได้รางวัล หรือได้รับการเสริมแรง

4.  ทฤษฎีการรับรู้ (Motor Theory of Perception) ลิเบอร์แมน (Liberman) ตั้งสมมติฐานไว้ว่า การรับรู้ทางการฟังขึ้นอยู่กับการเปล่งเสียง จึงเห็นได้ว่า เด็กมักจ้องหน้าเวลาเราพูดด้วย การทำเช่นนี้อาจเป็นเพราะเด็กฟัง และพูดซ้ำกับตัวเอง หรือหัดเปล่งเสียงโดยอาศัยการอ่านริมฝีปาก แล้วจึงเรียนรู้คำ

5.  ทฤษฎีความบังเอิญจากการเล่นเสียง (Babble Buck) ซึ่งธอร์นไดค์ (Thorndike) เป็นผู้คิดโดยอธิบายว่า เมื่อเด็กกำลังเล่นเสียงอยู่นั้น เผอิญมีเสียงบางเสียงไปคล้ายกับเสียงที่มีความหมาย ในภาษาพูดของพ่อแม่ พ่อแม่จึงให้การเสริมแรงทันที ด้วยวิธีนี้จึงทำให้เด็กเกิดพัฒนาการทางภาษา

6.  ทฤษฎีชีววิทยา (Biological Theory) เล็นเบิร์ก (Lenneberg) เชื่อว่า พัฒนาการทางภาษามีพื้นฐานทางชีววิทยาเป็นสำคัญ กระบวนการที่คนพูดได้ขึ้นอยู่กับอวัยวะในการเปล่งเสียง เด็กจะเริ่มส่งเสียงอ้อแอ้ และพูดได้ตามลำดับ

7.  ทฤษฎีการให้รางวัลของพ่อแม่ (Mother Reward Theory) ดอลลาร์ด (Dollard) และมิลเลอร์ (Miller) เป็นผู้คิดทฤษฎีนี้ โดยย้ำเกี่ยวกับบทบาทของแม่ในการพัฒนาภาษาของเด็กว่า ภาษาที่แม่ใช้ในการเลี้ยงดูเพื่อเสนอความต้องการของลูกนั้น เป็นอิทธิพลที่ทำให้เกิดภาษาพูดแก่ลูก

ความหมายของนาฏศิลป์  

     ประทิน  พวงสำลี  (2514, 1) กล่าวไว้ว่า นาฏศิลป์  หมายถึง  การร้องรำทำเพลง  การให้ความบันเทิงใจอันรวมด้วยความโน้มเอียงของอารมณ์และความรู้สึก ส่วนสำคัญส่วนใหญ่ของนาฏศิลป์อยู่ที่การละครเป็นเอก หากแต่ศิลปะประเภทนี้จำต้องอาศัยดนตรี และขับร้องเข้าร่วมด้วย  เพื่อเป็นการส่งเสริมให้เกิดคุณค่าในศิลปะยิ่งขึ้นตามสภาพ หรือตามอารมณ์ต่างๆ กันสุดแต่จะมุ่งหมาย นอกจากนี้ยังต้องถือเอาความหมาย การร้อง การบรรเลงเข้าร่วมด้วย

     พาณี  สีสวย (2523, 6-7) ได้กล่าวถึงคำว่า นาฏศิลป์  หมายถึง  ศิลปะในการฟ้อนรำ หรือความรู้แบบแผนของการฟ้อนรำ เป็นสิ่งที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้นด้วยความประณีตงดงาม  มีแบบแผนให้ความบันเทิงอันโน้มน้าวอารมณ์ และความรู้สึกของผู้ชมให้คล้อยตาม   ศิลปะประเภทนี้ต้องอาศัย  การบรรเลงดนตรีและการขับร้องเข้าร่วมด้วย

          อมรา กล่ำเจริญ (2542, 3) ได้กล่าวถึง คำว่า นาฏศิลป์ หมายถึง การฟ้อนรำที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้นจากธรรมชาติด้วยความประณีตอันลึกซึ้งเพียบพร้อมไปด้วยความวิจิตรบรรจงอันละเอียดอ่อน   นอกจากหมายถึงการฟ้อนรำระบำรำเต้นแล้วยังหมายถึง  การร้องและการบรรเลง

          รานี ชัยสงคราม  (2544, 39) กล่าวไว้ว่า   นาฏศิลป์   หมายถึง  การร้องรำทำเพลง  การให้ความบันเทิงใจด้วยความโน้มเอียงของอารมณ์ และความรู้สึก ส่วนสำคัญส่วนใหญ่ของนาฏศิลป์อยู่ที่       การละครเป็นเอก หากแต่นาฏศิลป์นั้นจะต้องอาศัยดนตรี และการขับร้องเข้าร่วมด้วย

นาฎศิลป์สำหรับเด็กปฐมวัย

     ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับนาฏศิลป์จะเป็นรากฐานอันมั่นคงที่เด็กจะได้มีความรู้พื้นฐานอย่างมีประสิทธิภาพ การฝึกจังหวะ  การเคลื่อนไหวขั้นพื้นฐานเป็นการเคลื่อนไหวตามธรรมชาติของเด็ก อาศัยการฝึกร่างกายทุกส่วนเฉพาะที่เคลื่อนไหวได้ให้คล่องแคล่วฉับไหว ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวการนาฏศิลป์ ควรจะช่วยให้เด็กเกิดความรู้ความเข้าใจโดยมีทักษะดั้งนี้

1.เพื่อให้เด็กมีความรู้ความเข้าใจ นาฏศิลป์ขั้นพื้นฐาน
2.เพื่อให้เด็กแสดงความรู้สึกนึกคิดสนใจความถนัดตามธรรมชาติออกมาโดยเสรีเป็นเด็กกล้าแสดงออก
3.ให้รู้จักเพื่อศิลปะเพื่อความเพลิดเพลิน
4.ให้รู้จักจังหวะ ฟังเพลง ร้องเพลงง่ายๆ
5.ให้เรียนรู้ความเข้าใจที่มาของนาฏศิลป์ขั้นพื้นฐาน
6.ให้รู้จักชื่นชมและซาบซึ้งในศิลปะประจำชาติ
7.ส่งเสริมให้รักศิลปะการแสดง
สำหรับวิชานาฏศิลป์ในเด็กเล็กมิได้มุ่งหวังจะสอนวิชานาฏศิลป์ให้แก่เด็กจนมีความสามารถ ในเวลาเดียวกันพยายามสอดแทรกพื้นฐานวิชานี้อย่างง่ายๆ เพื่อเพิ่มพูนทักษะทางการเรียนรู้นาฏศิลป์ ควรเปิดโอกาสให้เด็กใช้อิริยาบถสามารถทำท่าทางต่างๆเคลื่อนไหวตามจังหวะลีลาของเพลงเช่น กลอง ฉิ่ง ฉาบ ในการเคลื่อนไหวต้องใช่ส่วนต่างๆคือ มือ แขน ขา

คุณค่าของนาฏศิลป์ของเด็กปฐมวัย

     นาฏศิลป์จะช่วยในการพัฒนาแก่เด็กมากโดยเฉพาะด้านร่างกาย สำหรับเด็กปฐมวัยโดยทั่วๆ ไปย่อมพอใจกระโดดโลดเต้นอย่างอิสระจึงเหมาะสมจะสอนวิชานาฏศิลป์ขั้นพื้นฐาน การกางแขนกระโดดตามจังหวะด้านอารมณ์ ทำให้เด็กมีอารมณ์แจ่มใสและความเพลิดเพลินด้านสังคม ทำให้เด็กเกิดความสามัคคี “สามารถปรับเข้าตัวเข้ากับสังคมได้อย่างสบาย”ด้านสติปัญญา  บทเพลงช่วยให้เด็กมีความรู้ในด้านภาษา

บรรณานุกรม

เนตรทิพย์ แก้วเหล้า.(2552). ผลการเรียนรู้ภาษาท่าทางของนาฏศิลป์ขั้นพื้นฐานที่มีผลต่อความสามารถทาง                                                   

        ภาษาของเด็กปฐมวัย.(ปริญญานิพนธ์ มหาบัณฑิต,วิทยาลัยศรีนครินวิโรฒ)

รองศาสตราจารย์ ดร.กุลยา ต้นติผลาชีวะ. (2547).การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เด็กปฐมวัย.(ปริญญานิพนธ์
        มหาบัณฑิต,วิทยาลัยศรีนครินวิโรฒ)

พจนาณุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน.(2525) “ความหมายของภาษา”.จากเว็บไซด์
          https://nungruatai11.wordpress... .สืบค้นเมื่อ01/11/2561

ทีมงานทรูปลูกปัญญา.(2557)“ความสำคัญของภาษา”.จากเว็บไซด์
        http://www.trueplookpanya.com/new/asktrueplookpanya/questiondetail/8803.สืบค้น
         เมื่อ01/11/2561

ศรียา  นิยมธรรม และ ประภัสสร  นิยมธรรม, (2519) “ทฤษฎีเกี่ยวกับพัฒนาการทางภาษา”
        .จากเว็บไซด์http://oknation.nationtv.tv/blog/pannida/2013/01/13/entry-2. สืบค้นเมื่อ
         01/11/2561: 31-35  

ครูอัษ (2552) “ความหมายของนาฏศิลป์”.จากเว็บไซด์ http://oknation.nationtv.tv/blog/assada999
        สืบค้นเมื่อ01/11/2561

โรงเรียนธิดานุเคราะห์.(2552“ความหมายของนาฏศิลป์”.จากเว็บไซด์
        https://www.classstart.org/classes/26505. สืบค้นเมื่อ01/11/2561