๔๐ ปีของการปฏิวัติ เพื่อความเท่าเทียมกันของประชาชนจีน วนกลับไปสู่ความเหลื่อมล้ำรุนแรงรอบใหม่

 คณะสี่สหายเลื่อนวันนัดออกไปเป็นวันที่ ๔ธันวาคม ๒๕๖๑    กินอาหารร้านจีนแล้วไปนั่งจิบชา กินผลไม้ และคุยกันเรื่องประวัติศาสตร์จีน ค.ศ. 1900 – 1949   โดยที่พบกันครั้งที่แล้ว () ศ. ดร. ฉัตรทิพย์นาถสุภา มอบหนังสือ ประวัติศาสตร์จีน ค.ศ. 1900-1949 () คนละเล่ม

ช่วงเวลาครึ่งศตวรรษดังกล่าว  เป็นยุคตกต่ำของจีน   หรืออาจเรียกใหม่ว่าเป็นยุคฟักตัวเตรียมผงาดขึ้นมาใหม่หลังจากนั้นอีกครึ่งศตวรรษ   

คนเป็นครู/อาจารย์ควรอ่านคำนำของหนังสือ ที่ใช้คำว่า คำขอบคุณ   แล้วจะเข้าใจวิญญาณของคนที่เป็น scholar ที่แท้จริง... วิญญาณแห่งการเรียนรู้

ผมอ่านหนังสือคร่าวๆแล้วสรุปกับตนเองว่า เมืองจีนมีนักปฏิวัติ   หรือมีคนที่มีวิญญาณปฏิวัติ  โดยที่เมืองไทยไม่มี    ที่เรียกๆกันว่าปฏิวัติในเมืองไทย ไม่เข้าเกณฑ์การปฏิวัติแบบที่มีในเมืองจีน    สภาพในเมืองไทยในสายตาของผมเป็นพฤติกรรมของ นักยึดอำนาจ มากกว่า    เป็นการแย่งอำนาจระหว่างกลุ่มคนชั้นสูง  แก้ปัญหาความขัดแย้งเชิงผลประโยชน์ระหว่างกลุ่ม    ไม่ใช่ การปฏิวัติประชาชาติ อย่างที่เกิดขึ้นในจีน

พระเอกในช่วงแรกของประวัติศาสตร์จีน๕๐ ปีนี้คือ ซุนยัดเซน ผู้เสนอลัทธิไตรราษฎร์ (หน้า ๕๐ - ๕๙)  ที่มี ๓ หลักคือหลักชาตินิยม  หลักประชาธิปไตย  และหลักประชาชีพ    ผมเข้าใจว่าเป็นต้นกำเนิดของระบอบสังคมนิยมประชาธิปไตย   

แน่นอนว่าพระเอกอันดับหนึ่งของประวัติศาสตร์จีนช่วงนี้คือ เหมาเจ๋อตงและพรรคคอมมิวนิสต์จีน    โดยที่เป้าหมายยิ่งใหญ่ของเหมาคือการปฏิวัติประชาชาติ   เขารบอย่างยืดเยื้อยาวนานก็เพื่อการปฏิวัติประชาชาติ    ซึ่งหมายถึงการปฏิวัติที่เกี่ยวข้องกับคนทุกคนในประเทศ    

หลักการที่น่าสนใจมากคือความเป็นสมัยใหม่ของประเทศจีน    ผมสนใจว่า เขานับว่าจีนเข้าสู่ความเป็นสมัยใหม่เมื่อไรด้วยเกณฑ์อะไร   

ความอ่อนแอของจีนมีรากฐานหลายด้าน   ด้านหนึ่งคือการรุกรานจากต่างชาติ   เริ่มจากสงครามฝิ่น (1839-1842) ที่อังกฤษเป็นผู้รุกราน    และในช่วงครึ่งศตวรรษตามในหนังสือคือการยึดครองโดยญี่ปุ่น (1937-1945)   ผมได้ยินมานานว่า เหมาเจ๋อตงกล่าวขอบคุณญี่ปุ่นที่ช่วยให้พรรคคอมมิวนิสต์จีนรบชนะพรรคก๊กมินตั๋ง    แต่ผมคิดเองว่าสิ่งที่ช่วยให้พรรคคอมมิวนิสต์จีนชนะพรรคก๊กมินตั๋ง ที่ทรงพลังที่สุดคือคอร์รัปชั่นภายในพรรคก๊กมินตั๋งเอง ที่ทำเพื่อผลประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง มากกว่าเพื่อประชาชน    

ข้างบนนั้นผมเขียนก่อนการเสวนาสี่สหาย

หลังกินอาหารเที่ยงอิ่มหนำแล้วเราก็ย้ายจากภัตตาคาร ChinaPlace ไปยังบ้าน ศ. ดร. ฉัตรทิพย์ นาถสุภา ซึ่งอยู่ใกล้ๆ     ไปคุยกันเรื่องประวัติศาสตร์จีน   โดยผมถามความหมายของคำว่าปฏิวัติประชาชาติ   ก็ได้คำตอบว่าเป็นการปฏิวัติที่คนทั้งประเทศมีส่วนร่วม   ภาษาอังกฤษว่า nationalrevolution    อยู่ในสภาพที่นักปฏิวัติมุ่งดำเนินการรวมจิตใจของผู้คนเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงแบบถอนรากถอนโคนแก่บ้านเมือง   โดยที่ผู้คนเห็นพ้องกันว่าระบบเดิมเป็นตัวปัญหา   

การซักถาม และเสวนา นำไปสู่การทำความรู้จักพรรคคอมมิวนิสต์จีน    ที่ก่อตั้งในปี 1921 ด้วยความช่วยเหลือจาก     โซเวียตรัสเซีย    และแนะนำให้ดำเนินการปฏิวัติโดยต่อสู้ในเมืองยุยงให้คนงานนัดหยุดงานและต่อต้าน   แต่โดยรัฐบาลเจียงไคเช็กปราบอย่างรุนแรง  ทนไม่ไหวต้องหลบสู่ชนบท   และต่อมาพบวิธีสู้รบแบบกองโจรโดยใช้พลังชาวนา     ซึ่งแตกต่างจากยุทธวิธีของรัสเซีย   การต่อสู้แบบสู้พลางถอยพลางทำให้เกิดการเดินทัพทางไกล  ไพร่พลเป็นแสน และเพิ่มเป็นล้าน    ถึงตอนนี้ยุทธศาสตร์ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนยึดที่มั่นในชนบท  ใช้พลังชาวนา ใช้การเมืองแบบการทหาร ไม่ใช่การเมืองแบบเลือกตั้ง  

ในช่วงที่กองทัพคอมมิวนิสต์กำลังหนีอยู่นี้   กองทัพญี่ปุ่นก็เข้ายึดประเทศจีนโดยตีมาจากแมนจูเรีย   ในปีเดียวกัน (1937) ก็ยึดเซี่ยงไฮ้ได้    และต่อมายึดเมืองสำคัญๆทางฝั่งตะวันออกของประเทศได้เกือบหมด   ทำให้รัฐบาลก๊กมินตั๋งต้องแบ่งกำลังไปรบกับญี่ปุ่น    และทำให้ฝ่ายรัฐบาลเจียงไคเช็กกับฝ่ายพรรคคอมมิวนิสต์ต้องร่วมมือกันสู้ญี่ปุ่น         

การที่ญี่ปุ่นเข้าครอบครองจีนก็เป็นการคาดการณ์ที่ผิด คิดว่าจะมียุทธศาสตร์ใช้ทหารน้อย เพียง ๓ กองพล    เอาเข้าจริง มีทหารญี่ปุ่นในจีนถึง ๒๕ กองพลหรือเกือบล้านคน    

ศ. ดร. ฉัตรทิพย์แนะนำหนังเรื่อง ChinaA Century of Revolution ซึ่งมี ๓ ตอน   ดูได้ฟรีใน YouTube   ผมดูตอนแรก ที่จบลงในปลายปี 1949   เจียงหนีไปไต้หวัน   เหมาประกาศตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีนที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน   ผมก็ได้ข้อยืนยันหลักฐานข้อสรุปที่เขียนไปแล้วว่าเจียงแพ้เพราะคอร์รัปชั่นในรัฐบาลของตนเอง   เหมาชนะเพราะได้ใจประชาชน  

หนัง China A Century ofRevolution ตอนที่สอง    ว่าด้วยสงครามเกาหลี ที่ทหารจีนตายถึงล้านคน   แต่ก็ได้ชื่อว่าชนะสงครามในการรบกับมหาอำนาจอันดับหนึ่ง    การริบที่ดินของคนรวย   การเต้นรำวันหยุดเพื่อการพักผ่อนของท่านประธานเหมา    โครงการนารวมที่ชาวบ้านไม่ชอบ    ถึงตอนนี้ท่านประธานทำหน้าที่ผู้นำอุดมการณ์    มีโครงการดอกไม้ร้อยดอกบาน    มีฉากการต่อสู้ทางอุดมการณ์เกิดขึ้นในปี 1954– 1958   คนรวยและนักวิชาการถูกบังคับให้สารภาพบาป    และเปลี่ยนอุดมการณ์   

ในที่สุดจีนก็ตัดความสัมพันธ์กับโซเวียดในปี1958    และในช่วงดังกล่าวจีนเข้ายึดทิเบต    ตามด้วยยุคก้าวกระโดดให้ประเทศเป็นประเทศอุตสาหกรรมใน ๑๕ ปี    และเกิดระบบคอมมูนทำลายระบบครอบครัว    ระหว่างดูหนังชุดนี้ผมเกิดความคิดว่า ผู้นำที่ความรู้ไม่เพียงพอ และไม่แสวงหาคำแนะนำจากหลากหลายทางอันตรายต่อบ้านเมืองมาก   เหมาในช่วงนี้เป็นเช่นนั้น    เขากลายเป็นเทพเจ้าที่พูดอะไรคนก็ทำตาม    ทำอย่างไร้ผล     เกิดการโฆษณาชวนเชื่อ    และการสร้างภาพผลงานที่สูงเกินจริงของบางชุมชนเพื่อเอาใจท่านประธาน    เกิดการระบาดของลัทธิโกหก    สภาพเช่นนี้ทำให้ผมนึกถึงประเทศไทยในบางวงการ    

ยุคก้าวกระโดดก่อความอดอยากช่วงใหม่เป็นเวลา ๓ ปี  คนตาย ๓๐ ล้านคนในช่วงปี 1959-1961   

เหมาลาออกจากตำแหน่งหัวหน้ารัฐบาลในปี1961   พรรคคอมมิวนิสต์เลือก หลิวเซ่าฉี เป็นหัวหน้า   มีหลินเปียวเป็นกำลังสำคัญ   เหมากลายเป็นดั่งเทพเจ้า     ในปี 1966เขาเล่นงานพรรคคอมมิวนิสต์   เรียกร้องการปฏิวัติวัฒนธรรม   ปลดหลิวเซ่าฉี    แทนด้วยหลินเปียว    เกิดขบวนการ เร็ดการ์ด  ทำลาย ๔ เก่า    มีคนถูกฆ่า ๔ แสนคน     

การปฏิวัติวัฒนธรรม 1966-1976  ก่อสภาพจลาจลในประเทศจีน   จุดไฟโดยเจียงชิง ภรรยาของเหมา     จนในที่สุดทหารต้องเข้าปราบในปี 1968   มีการส่งสมาชิกเร็ดการ์ดสู่ชนบท    ไปเรียนรู้จากชาวนา    อสัญกรรมของจูเอินไหลในปี 1976   นำไปสู่การเดินขบวนต่อต้านแก๊งสี่คนรวมทั้งเหมา    ซึ่งในที่สุดก็ถึงแก่อนิจกรรมในปี1976 เช่นเดียวกัน   ถึงตอนนี้ปัญญาชนจีนเข้าใจแล้วว่า เหมาเป็นทั้งเทพยดาและซาตานในร่างเดียวกัน   แต่เขาก็ยกย่องส่วนที่เขาทำคุณให้แก่ประเทศ     

 หนัง China A Century of Revolutionตอนที่ ๓   จีนช่วงปี 1976 –1994   เป็นช่วงก้าวกระโดดแท้จริง    กระโดดจากเป็นประเทศยากจนสู่ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจอันดับสองของโลก   จากสภาพความเป็นอยู่ยากลำบาก สู่ความทันสมัย   

หลังมรณกรรมของเหมาหัวกั๊วะฟง เป็นประธานพรรคคอมมิวนิสต์  ใน๑ เดือนก็จับแก๊งสี่คน    ดาวเด่นอีกคนคือ เติ้งเสี่ยวผิง ที่กลับมาผงาดในปี1977   และกลายเป็นคนที่มีอิทธิพลสูงสุดในจีนในปี1978  ในตำแหน่งรองประธานพรรค    ดูหนังแล้วผมตีความว่า ยุทธศาสตร์สำคัญคือนำเอาความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของโลก มาใช้พัฒนาประเทศจีนอย่างชาญฉลาด    สู่สภาพที่ทันสมัย

ปี 1978 เกิดสภาพแห้งแล้ง    คนหมู่บ้านหนึ่งทดลองปรับหลักการผลิตแบบคอมมูนผสมกับการให้ผลผลิตส่วนเกินแก่ครอบครัว  พบว่าผลผลิตรวมเพิ่มขึ้นมาก   และในปี 1979 ก็ขออนุญาตรัฐบาลใช้ระบบนี้แทน    นำสู่การยกเลิกระบบคอมมูน   เป็นยุคเริ่มต้นการริเริ่มสร้างสรรค์ในระดับล่างได้    แถมระบบใหญ่ยังอาจนำไปใช้ในระดับประเทศได้ด้วย     เป็นส่วนผสมที่พอเหมาะระหว่างการริเริ่มสร้างสรรค์ระดับบุคคลและระบบเผด็จการโดยพรรค   

เติ้งเสี่ยวผิงเป็นคนที่ฟังคนอื่น แม้จะเป็นผู้น้อย   

ปี 1979 เป็นปีเริ่มทดลองเขตเศรษฐกิจพิเศษ๔ เขต คือ เสินเจิ้น  ซูไห่  ชานเต่า และเซียะเหมิน    เพื่อดึงการลงทุนต่างชาติและเรียนรู้เทคโนโลยีทันสมัย   เป็นการค่อยๆ เปิดประเทศ อย่างระมัดระวัง ค่อยๆ เรียนรู้จากการปฏิบัติ   เป็นโมเดลเขตเศรษฐกิจพิเศษที่ไทยเราก็เลียนแบบ    และผมเข้าใจว่าเป็นที่มาของหลักการ Sandbox ในการทดลองทำสิ่งใหม่ที่ต้องใช้กติกาหรือกฎหมายแตกต่างจากกติกาที่ใช้อยู่เดิม   

คิดใหม่หลังจากการปฏิวัติเชิงจิตใจ เชิงอุดมการณ์ในช่วงปี 1949 – 1976 เป็นเวลา ๒๗ปี    สังคมจีนก็มีการเปลี่ยนจิตใจให้คิดถึงส่วนรวมเข้มแข็งมากพอที่จะเดินหน้าต่อ สู่การปฏิวัติเชิงวัตถุ เทคโนโลยีและเศรษฐกิจทุนนิยม      หากความคิดเช่นนี้เป็นจริงความยุ่งยากวุ่นวายที่เหมากระตุ้นให้เกิดขึ้น ก็เป็นการวางรากฐานที่ดีของประเทศจีน   คิดอย่างนี้ ยุคเหมาก็เป็นยุคเปลี่ยนผ่านไม่ใช่เป้าหมายที่แท้จริง   เป้าหมายที่แท้จริงเกิดขึ้นสมัยเติ้ง   แต่ในความเป็นจริง ทุกเป้าหมายเป็น moving target ทั้งสิ้น      

หนังบอกว่า สมัยเหมาคนต้องถือเหมาเป็นเทพเจ้า    หลังเหมาตายพระพุทธรูปและเทพเจ้าจึงกลับมาใหม่   

ทศวรรษ 1980s ถือเป็นยุคเริ่มต้นของคนรุ่นใหม่(New Generation)    ปี 1986 – 1987 เกิดขบวนการเรียกร้องสิทธิเสรีภาพโดยขบวนการนักศึกษา    โดยที่ภายในพรรคคอมมิวนิสต์ก็มีความแตกแยกระหว่างฝ่ายรอมชอมกับนักศึกษากับฝ่ายปราบปรามรุนแรง    หูเย่าปังประธานพรรคอยู่ฝ่ายเห็นใจนักศึกษาและถูกปลด   เข้าสู่ยุคจ้าวจื่อหยาง

ปี 1989 นักศึกษาเดินขบวนเรียกร้องประชาธิปไตยต่อต้านเติ้งเสี่ยวผิง   และยึดจัตุรัสเทียนอันเหมินเป็นที่อดอาหารเรียกร้อง    แล้วเริ่มลามสู่ขบวนการแรงงาน    รัฐบาลเชิญตัวแทนนักศึกษาไปประชุมหาทางออก    แต่กลายเป็นการโต้แย้ง หาทางออกไม่ได้   รุ่งขึ้นจ้าวจื่อหยางไปเยี่ยมนักศึกษาที่ประท้วงและกล่าวขอโทษที่แก้ปัญหาให้ไม่ได้    เขาถูกปลดทันที    รัฐบาลส่งทหารไปที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน  แต่ถูกคลื่นประชาชนกั้นไว้ถึง ๒ สัปดาห์    ในที่สุดรัฐบาลก็ส่งทหารไปสลายขบวนการนักศึกษาได้สำเร็จ   มีคนตาย ๒๐๐ คน    หัวหน้าขบวนการนักศึกษาจำนวนหนึ่งหนีไปต่างประเทศ

ปี 1989 โซเวียตล่มสลาย  เยอรมนีตะวันออกและเยอรมนีตะวันตกกลับมารวมกัน   เติ้งเสี่ยวผิงบอกที่ประชุมว่าจีนตัดสินใจถูกที่สลายขบวนการนักศึกษา    ปี 1992 เติ้งไปเยือนเขตเศรษฐกิจพิเศษเห็นความสำเร็จ    และประกาศให้เมืองอื่นๆพัฒนาในแนวเดียวกัน    จีนเข้าสู่ยุคเฟื่องฟูทางเศรษฐกิจ  ประเทศมีมหาเศรษฐี    เกษตรกรในชนบทหลั่งไหลเข้าไปหางานทำในเมือง     มีคนวิจารณ์ว่าความเหลื่อมล้ำระหว่างคนจนกับคนรวยยิ่งถ่างกว้างขึ้น

๔๐ ปีของการปฏิวัติ    เพื่อความเท่าเทียมกันของประชาชนจีน   วนกลับไปสู่ความเหลื่อมล้ำรุนแรงรอบใหม่                                                    

วิจารณ์ พานิช                 

๕ ธ.ค. ๖๑