คน“ห้วยโป่งสามัคคี”พบสารพิษในเลือด พลิกชีวิตหันปลูกผักปลอดสารทั้งชุมชน

โครงการชุมชนน่าอยู่ หมู่บ้านห้วยโป่งสามัคคี


        ปลูกผักปลอดสารนั้น ไม่ยาก หมู่บ้านไหนๆ ก็ปลูกกัน แต่ถ้าปลูกแล้วเหลือกิน เหลือแจก แล้วปล่อยให้แห้งคาแปลงคนไม่ดีแน่ ที่บ้านห้วยโป่งสามัคคี ต.แม่ตืน อ.ลี้ จ.ลำพูน ได้ร่วมกันเปิดตลาดจำหน่ายผักปลอดภัยให้กับผู้ที่รักสุขภาพทั้งหลาย และยังเป็นการทำให้การปลูกผักปลอดสารเคมีไปบรรจบวงรอบการผลิต คือมีทั้ง คนปลูก คนกิน และคนซื้อ

            ชาวบ้านห้วยโป่งสามัคคีทั้ง 150 ครัวเรือน ทำการเกษตรแบบเคมีมาโดยตลอด วันหนึ่งสภาผู้นำชุมชนร่วมกับรพ.สต.แม่ตืน ตรวจสุขภาพชาวบ้าน ปรากฏว่ามีสารเคมีตกค้างถึง 250 ราย เมื่อถามถึงค่าใช้จ่าย ก็พบว่าแต่ละครอบครัวใช้เงินถึง 25,308 บาทต่อปีซื้อสารเคมีทางการเกษตรรวมทั้งหมู่บ้านก็หมดเงินไปเกือบ 4 ล้านบาทต่อปีทีเดียว

            นายธนฤกติ ด่านศิริสกุลผู้รับผิดชอบโครงการชุมชนน่าอยู่ บ้านห้วยโป่งสามัคคี หมู่ 11 ต.แม่ตืน อ.ลี้ จ.ลำพูน เปิดเผยว่าจากการสำรวจข้อมูลพื้นฐานของชุมชน โดยคณะกรรมการหมู่บ้านห้วยโป่งสามัคคี และกลุ่ม อสม.รวมถึงข้อมูลจากโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลแม่ตื่น เมื่อเดือนมกราคม 2560 จำนวน 150 ครัวเรือน จากทั้งหมด 401 ครัวเรือน พบว่าทั้ง 150 ครัวเรือน ใช้สารเคมีกับพืช เช่น ข้าว หอมแดง กระเทียม ข้าวโพด ลำไย และผักชนิดต่างๆ ที่ปลูกไว้กินและขาย ซึ่งมีค่าใช้จ่ายในการซื้อสารเคมีเฉลี่ย 25,308 บาท/ปี/ครัวเรือน เมื่อรวมทั้งหมู่บ้าน ก็มีค่าใช้จ่ายซื้อสารเคมีถึง 3,796,200 บาทต่อปี

            ส่งผลให้ชาวบ้านเกิดปัญหาด้านสุขภาพ มีผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง 89 ราย โรคเบาหวาน 98 ราย โรคมะเร็ง 2 ราย กลุ่มเสี่ยงเป็นโรคความดันและเบาหวาน 320 ราย มีสารพิษหรือสารเคมีในเลือด 250 ราย ทางผู้นำชุมชนบ้านห้วยโป่งสามัคคี จึงได้ร่วมกันหาทางออก โดยขอรับการสนับสนุนจากสำนักสร้างสรรค์โอกาสและนวัตกรรม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ทำโครงการชุมชนน่าอยู่ หมู่บ้านห้วยโป่งสามัคคี และจัดตั้งสภาผู้นำชุมชนที่มาจากตัวแทนของทุกกลุ่ม และองค์กรในชุมชน จำนวน 60 คน เพื่อดำเนินกิจกรรม

            ผู้รับผิดชอบโครงการ กล่าวว่า เบื้องต้นได้ร่วมกับทาง รพ.สต.แม่ตืน สุ่มตรวจหาสารเคมีในเลือดของกลุ่มเป้าหมายหลัก 150 คน เป็นนักเรียน 50 คน และชาวบ้าน 100 คน ผลปรากฏว่าอยู่ในระดับปลอดภัยแค่ 4 คน ที่เหลืออยู่ในระดับเสี่ยง และไม่ปลอดภัย ทั้งที่กลุ่มนักเรียนไม่ใช่เกษตรกรที่คลุกคลีกับสารเคมีโดยตรง แสดงให้เห็นว่ามีการได้รับผ่านการบริโภคด้วย

            เมื่อผลเลือดเป็นตัวยืนยันชัดเจน ทำให้ชาวบ้านตื่นตัว และในการจัดเวทีประชาคมเพื่อชี้แจงสถานการณ์ และผลกระทบที่เกิดขึ้นให้กับคนในชุมชน ก็มีมติชุมชนให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้สารเคมีและการบริโภคที่ไม่เหมาะสมแก่การดำรงชีวิตประจำวัน ด้วยการดำเนินโครงการปลูกผัก แบบไม่ใช้สารเคมี และให้ความรู้เพื่อลดการใช้สารเคมีลดลง

            ด้าน นายทนงค์ ใจทัน กำนันตำบลแม่ตืน กล่าวเสริมว่า ก่อนหน้านี้การรณรงค์ให้ปลูกผักปลอดสารเคมีในพื้นที่ เป็นเรื่องยากมาก กระทั่งผลเลือดมีสารเคมีปนเปื้อน ชาวบ้านกว่า 80% ก็ลุกขึ้นมาร่วมมือกันอย่างจริงจัง เก็บป้ายโฆษณาขายปุ๋ย ขายยา ที่เรียงรายตลอดเส้นทางในหมู่บ้านกว่า 50 ป้ายออก และเน้นปลูกทุกอย่างที่อยากกิน กินทุกอย่างที่ปลูก มีพืชผักสวนครัวเป็นหลัก เมื่อปลูกบริโภคได้ระยะหนึ่ง ผลผลิตก็เหลือขาย ซึ่งทางสภาผู้นำชุมชนได้เปิดตลาดผักอินทรีย์ บริเวณทางหลวงหมายเลข 106 ที่ตัดผ่านหมู่บ้าน เพื่อให้ชาวบ้านใกล้เคียงและผู้สัญจรไปมา มีทางเลือกในการบริโภคผักปลอดสารพิษ

            “หลังจากนี้จะมีการตรวจเลือดหาสารเคมีปนเปื้อนซ้ำอีกครั้ง เพื่อให้มีผลเปรียบเทียบ ขณะเดียวกันยังวางแผนกระจายการปลูกผักปลอดสารไปสู่ทั้งตำบล แต่ช่วงแรกอาจทำเพิ่มอีก 3 หมู่บ้านที่อยู่ในเขต ทต.แม่ตืนก่อน คือ หมู่ 3, 12 และหมู่ 16” กำนันตำบลแม่ตืน กล่าว

          บ้านห้วยโป่งสามัคคีจึงเป็นชุมชนแบบอย่างที่ "ปลูกผัก" ได้ครบวงรอบการผลิต เพื่อให้เป็นชุมชนสุขภาวะอย่างยั่งยืน

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สร้างสรรค์โอกาสและนวัตกรรม

คำสำคัญ (Tags)#สสส.#สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ#สำนักสร้างสรรค์โอกาสและนวัตกรรม

หมายเลขบันทึก: 658588, เขียน: 06 Dec 2018 @ 22:24 (), สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง, อ่าน: คลิก


ความเห็น (0)