ความเป็นมา
การจะพัฒนาประเทศให้มีความเจริญก้าวหน้า ทางด้านเศรษฐกิจ สังคมและเทคโนโลยีให้ทันยุคสมัยแห่งการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้จำเป็นต้องเน้นทรัพยากรมนุษย์เป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาประเทศเด็กเป็นทรัพยากรทีสำคัญทีสุดของประเทศซึ่งต้องได้รับ การพัฒนาโดยเฉพาะอย่างยิงตั้งแต่แรกเกิดจนถึงแปดปี เป็นช่วงระยะที่สำคัญสุดของพัฒนาการทุกด้านทังทางด้านร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ จิตใจ สังคมและ บุคลิกภาพ (สิริมา ภิญโญอนันตพงษ์.2550 : 1) และใน ด้านสุขภาพอนามัยการเจริญเติบโตของเด็กถือเป็นสำคัญต่อสุขภาพโดยรวม ซึ่งตัวบ่งชี้ที่บอกถึงการเจริญเติบโตของเด็กได้ดีคือภาวะโภชนาการของเด็กภาวะโภชนาการที่ดีเป็นรากฐานของการมีสุขภาพที่ดี ตลอดชีวิตอาหารเป็นปัจจัยหนึ่งมีความสำคัญต่อสุขภาพอาหารทีบริโภคเข้าไปนั้นจะเป็นประโยชน์ในการเสริมสร้างความเจริญเติบโตและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ของร่างกายอีกทั้งทำให้ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงและทำ ให้การทำงานของร่างกายเป็นไปตามปกติ (ธีรภัทร์ ฉำแสง 2556 :1) ถ้าได้รับอาหารที่เหมาะสมและเพียงพอทำให้มีภาวะโภชนาการที่ดี อาหารมีความสำคัญต่อเด็กมากจะ ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของร่างกายความสามารถใน การต้านทานโรคความเจริญของระบบสมองและเส้นประสาททีมีผลต่อพัฒนาการด้านสติปัญญา อารมณ์และบุคลิกภาพของเด็ก (ศิริศักดิสุนทรไชย. 2556:34) ถ้าเด็กได้รับปริมาณอาหารและสารอาหารเพียงพอครบถ้วนตามความต้องการจะมีสุขภาพอนามัยดีแต่ถ้าหากเด็กไม่ได้รับอาหารทีดีไม่เพียงพออาหารไม่มีคุณภาพก็จะทำให้เกิดภาวการณ์ขาดสารอาหารและภาวะอ้วนเสียงทีจะมีปัญหากับข้อเข่าและโรคเรือรังในอนาคตสุขภาพอนามัยไม่สมบูรณ์เตี้ย แคระแกร็น เติบโตช้า พัฒนาการไม่สมวัย สภาพร่างกายผิดปกติส่งผลให้พฤติกรรมผิดปกติไปด้วยดังนั้นอาหารจึงเป็น ปัจจัยสำคัญต่อโครงสร้างของร่างกายสติปัญญา และ สุขภาพ เด็กทีกินอาหารครบ 5 หมู่ ได้แก่คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน ผัก และผลไม้โดยมีความหลากหลายของ อาหารในกลุ่มเดียวกันและปริมาณเหมาะสม จะทำให้ เด็กมีการเจริญเติบโต สมองดี ฉลาด เรียนเร็ว มีความสนใจต่อสิงแวดล้อม ซึงเป็นผลให้พัฒนาการมีความ เหมาะสมตามวัยและสร้างภูมิต้านทานโรคทำให้ไม่ เจ็บป่วยบ่อย หรือเจ็บป่วยแต่หายเร็วไม่รุนแรง(สำนัก โภชนาการ กรมอนามัย. 2556: 48) ปัญหาโภชนาการในปัจจุบันนับวันเพิ่มความ รุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ เนืองมาจากพฤติกรรมการบริโภคที เปลี่ยนแปลงไป สืบเนืองมาจากวิถีชีวิตของคนในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพมหานครมีการเจริญเติบโตทางด้าน เศรษฐกิจเป็นวิถีที่เร่งรีบอาหารจานด่วน สะดวกรวดเร็ว ทันใจ ซื้อหาบริโภคได้ง่ายจึงเป็นตัวเลือกหลักสำหรับพ่อแม่ในสังคมยุคนี้ทีจะเลือกและจัดหาให้เด็กหรือบางครั้งอาจจัดให้ตามทีเด็กเรียกร้องประกอบกับสังคมของเทคโนโลยีดิจิตอล สื่อ โฆษณาอื่น ๆ ทีเข้ามามีบทบาทต่อการบริโภคอาหารของเด็กและผู้ใหญ่จึงทำให้วิถีชีวิตของพฤติกรรมการบริโภคเปลี่ยนไปจากที่เมือก่อนพ่อแม่จะเป็นผู้ลงมือจัดเตรียมอาหารให้เด็กได้รับประทานเองก็เปลี่ยนไปเนื่องจากพ่อแม่ต้องเร่งรีบไปทำงานและส่งลูกเข้าโรงเรียนให้ทันและแข่งกับเวลาจึงมีเวลาในการจัดหาอาหารให้เด็กน้อยอาจจะตัดสินใจเลือกซื้ออาหารทีร้านสะดวกซื้อหรืออาหารตามร้านค้าอาหารจานด่วนซึ่งอาหารเหล่านี้บางครั้งก็ทั้งมีประโยชน์และไม่มีประโยชน์
สถานการณ์ปัจจุบัน
ปัจจุบันเด็กปฐมวัยไม่นิยมกินผักและผลไม้เด็กจะชอบกินอาหารสำเร็จรูปหรืออาหารในร้านสะดวกซื้อมากกว่า(สถาบันวิจัยประชากรและสังคมมหาวิทยาลัยมหิดล. 2557: 9) เพราะผู้ปกครองต้องตื่นเช้าเร่งรีบไปทำงานจึงไม่มีเวลาทำอาหารที่ดีและสารอาหารครบถ้วนได้เด็กจะได้รับประทานอาหารในรถเป็นส่วนใหญ่ซึ่งอาหารเหล่านี้ก็จะมีประโยชน์และไม่มีประโยชน์ปะปนกันไปและเด็กที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานครก็คงจะชินกับการรับประทานอาหารในรถและอาหารสำเร็จรูปในร้านสะดวกซื้อเพราะพ่อแม่ต้องรีบไปทำงานไม่มีเวลามาทำกับข้าวให้ลูกๆทานบางครั้งเด็กก็อาจจะได้สารอาหารที่ครบถ้วนและไม่ครบถ้วนก็ขึ้นอยู่ว่าพ่อแม่จะหาอะไรให้เด็กรับประทานส่วนเด็กต่างจังหวัดไม่มีปัญหารถติดหรือพ่อแม่เร่งรีบไม่มีเวลาให้ลูกๆเด็กก็จะได้รับประทานอาหารที่แม่ทำไว้ให้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์
เมื่อไม่นานมานี้วนิสา องอาจ (2559) ได้ทำการการวิจัยเชิงสำรวจ (Survey research) พฤติกรรมการบริโภคอาหารของเด็กปฐมวัยในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานครมโดยศึกษากับกลุ่มตัวอย่างเด็กปฐมวัยและ ผู้ปกครองของเด็ก เด็กปฐมวัยที่ศึกษาเป็นเด็กนักเรียนอนุบาลที่มีอายุ4-6 ปี กำลังเรียนอยู่ในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร ภาคเรียนที 2 ปีการศึกษา 2558จำนวนสามโรงเรียนและผู้ปกครองของเด็กเป็นผู้ตอบ แบบสอบถาม 284 คนได้แบบสอบถามที่มีคำตอบ สมบูรณ์ จำนวน 221รายเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลครั้งนี้ประกอบด้วย1) แบบสอบถามทีผู้วิจัยสร้างขึ้นจำนวน 1 ชุดสำหรับสอบถามพฤติกรรมการบริโภคอาหารของเด็กปฐมวัยโดยผู้ปกครองเด็กเป็นผู้ตอบแบบสอบถามแบ่งเป็น 3 ตอนที่ 1สอบถามข้อมูลทั่วไปของเด็กและผู้ปกครองเป็นแบบเติมคำและแบบตรวจสอบรายการ (CheckList) จำนวน 12 ข้อ ส่วน ตอนที่ 2 และ ตอนที่ 3 เป็นมาตรประเมินค่า(Rating Scale) ที่มี 5 ระดับสอบถามข้อมูลพฤติกรรมการบริโภคอาหารของเด็กปฐมวัย จำนวน 33 ข้อ และข้อมูลการจัด อาหารให้กับเด็กปฐมวัย จำนวน 24ข้อ มีค่าความเชื่อถือ ได้ที่คำนวณด้วยสูตรสัมประสิทธิแอลฟาของครอนบัค (Cronbach'salpha) เท่ากับ 0.71 และ 0.82 ตามลำดับ และ2)เครื่องมือทีใช้ในการประเมินการเจริญเติบโตของ เด็กและพฤติกรรมกรรมการบริโภคอาหารจะใช้การชั่ง น้ำหนัก ส่วนสูง เพศ อายุ วันเดือนปีเกิดเพื่อใช้ในการแปลผลโดยเทียบกับกราฟแสดงเกณฑ์อ้างอิงการ เจริญเติบโตของเด็กอายุ 1วัน - 19 ปี ของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข 2542 การเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยนำแบบสอบถามทั้งหมดให้ครูประจำชั้นของเด็กนักเรียนส่งแบบสอบถาม ให้ผู้ปกครองของเด็กเป็นผู้ตอบผลการศึกษาพบว่า ลักษณะพฤติกรรมการบริโภคอาหารของเด็กปฐมวัยพบว่าพฤติกรรมการบริโภคอาหาร 6 กลุ่ม ในรอบ 1สัปดาห์ทีÉผ่านมา พบว่า รับประทานในระดับ ปานกลางสัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง คือประเภท ข้าวเหนียว ไก่ย่าง ไก่ทอดหมูปิ้ง (ร้อยละ 53) และ ข้าวต้มหรือโจ๊ก หมู ไก่ ปลา กุ้งตับหมู (ร้อยละ 53)