เพราะการประชุมคณะกรรมการมูลนิธิสยามกัมมาจลเมื่อวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๖๑ (๑) เช้าวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๖๑ ผมจึงมีนัดกับ ดร. พงษ์ชัย อธิคมรัตนกุล แห่ง มจธ. ที่ไปทำงานให้แก่สภาพัฒน์ และคุณเปา ผจก. มูลนิธิสยามกัมมาจล เพื่อคุยกันเรื่อง แผนแม่บท ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติด้านพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ โดยที่สภาพัฒน์ได้กำหนด ๓๗ แผนแม่บท รองรับ ยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี (๒๕๖๑ - ๒๕๘๐) ใน ๓๔ แผนแม่บทนั้นเป็นด้านทรัพยากรมนุษย์เสีย ๗ แผนแม่บท ได้แก่
- 1. การปรับเปลี่ยนค่านิยมและวัฒนธรรม
- 2. การพัฒนาศักยภาพคนตลอดช่วงชีวิต
- 3. การปฏิรูปการเรียนรู้แบบพลิกโฉม
- 4. การตระหนักถึงพหุปัญญาของมนุษย์ที่หลากหลาย
- 5. การเสริมสร้างให้คนไทยมีสุขภาวะที่ดีครอบคลุมทั้งด้าน กาย ใจ สติปัญญา และสังคม
- 6. การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์
- 7. การเสริมสร้างศักยภาพการกีฬาในการสร้างคุณค่าทางสังคมและการพัฒนาประเทศ
ผมมองว่า หัวใจสำคัญที่สุดคือการวางรากฐานด้านทักษะและฉันทะในการเรียนรู้พหุมิติให้แก่คนไทย ตั้งแต่ช่วงเด็กเล็ก ในระบบการศึกษาภาคบังคับ และในช่วงชีวิตต่อๆ ไป ตลอดชีวิต เพื่อเป็นสมรรถนะติดตัว นำไปใช้ประโยชน์ตลอดชีวิต ย้ำว่าการพัฒนาฉันทะและทักษะการเรียนรู้ต้องพัฒนาตลอดชีวิตเช่นเดียวกัน คือพัฒนาไปใช้ไป เน้นพัฒนาจากการใช้ หรือจากการปฏิบัติ
แผนแม่บท ๗ แผน ด้านพัฒนาทรัพยากรมนุษย์นั้น มันเชื่อมโยงกัน ไม่ได้แยกส่วนกัน เวลาดำเนินการจึงต้องทำแบบเน้นบูรณาการ ไม่เน้นแยกส่วน ซึ่งก็ยากสำหรับภาครัฐที่อ่อนแอ ซึ่งปัจจัยที่เป็นสาเหตุของความอ่อนแอส่วนสำคัญก็มาจากคุณภาพคน ที่มุ่งผลประโยชน์ของตนเองมากกว่าผลประโยชน์ของส่วนรวม พันกันไปมาแบบไก่กับไข่ ว่าอะไรเกิดก่อน
กล่าวใหม่ว่า การฝึกทักษะและฉันทะการเรียนรู้ต้องบูรณาการอยู่กับทุกกิจกรรมของชีวิต นี่คือแก่นของการพัฒนาคนในศตวรรษที่ ๒๑ ที่มีความ VUCA เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ขอกลับไปที่ยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ซึ่งกำหนดไว้ ๖ ด้าน ได้แก่ (๑) ความมั่นคง (๒) ความสามารถในการแข่งขัน (๓) ศักยภาพคน (๔) โอกาสและความเท่าเทียม (๕) คุณภาพชีวิตและเป็นมิตรกับ สวล. (๖) พัฒนาภาครัฐ ซึ่งผมมองว่า มันสัมพันธ์เชื่อมโยงกันหมด เป็นเหตุปัจจัยส่งเสริมหรือขัดขวางการพัฒนาซึ่งกันและกัน
ความไม่เสมอภาคทางสังคม ขัดขวางการพัฒนาคุณภาพคนอย่างร้ายแรง ภาครัฐที่อ่อนแอ และเดินผิดทาง ก็เป็นปัจจัยลบต่อคุณภาพคนอย่างร้ายแรง
ใจผมอยากให้มียุทธศาสตร์ที่ ๗ คือเรื่องระบบข้อมูล เพื่อใช้กำหนดยุทธศาสตร์ และใช้ feedback มาตรการ รวมทั้งตัวยุทธศาสตร์เอง เป็น double-loop learning ระบบข้อมูลควรเป็นทั้งเป้าหมายและวิธีการบรรลุยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี เราจะบรรลุประเทศไทย ๔.๐ ไม่ได้ หากระบบข้อมูลเพื่อการเรียนรู้และพัฒนาเชิงระบบของชาติอ่อนแอ อย่างในปัจจุบัน ตัวอย่างระบบข้อมูลภาพใหญ่ที่ช่วยกำกับทิศทางการพัฒนาคือ National Health Account, National Education Account และน่าจะมี National Energy Account, National Transportation Account ด้วย ระบบการขนส่งของเราเดินผิดทางอย่างที่รู้ๆ กัน แต่ไม่มีทางบรรลุยุทธศาสตร์สารสนเทศเชิงระบบเข้าไปในยุทธศาสตร์ชาติได้ เพราะกำลังอยู่ในขั้นตอนประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ผมมองว่า ๗ แผนแม่บทด้านการพัฒนาคน ต้องเขียนเพื่อจัดทรัพยากรสนับสนุนมาตรการที่ได้ผล ลดหรือระงับการจัดสรรทรัพยากรให้แก่มาตรการที่เดินผิดทาง ดังนั้น การทำความเข้าใจภาพใหญ่เชิงกระบวนทัศน์หรือชุดความคิดจึงมีความสำคัญมาก ยิ่งในยุคนี้ เรายิ่งเต็มไปด้วย mindset ผิดๆ ที่เชื่อมโยงกับผลประโยชน์ของคนกลุ่มที่อยู่ในระบบ จึงต้องมียุทธศาสตร์การจัดการการเปลี่ยนแปลง (change management)
หลักการง่ายๆ ในการทำงานสร้างการเปลี่ยนแปลงให้แก่สังคมคือ สร้างพื้นที่ทำงานร่วมกันระหว่างฝ่ายที่เป็นทางการ (ราชการ การเมือง) กับฝ่ายที่ไม่เป็นทางการ (ภาคประชาสังคม และธุรกิจเอกชน)
ผมมีนิสัยคิดแบบย้อนกลับทาง คือคิดจากผลไปหาเหตุ คิดว่าหากต้องการผล A ในเวลา ๒๐ ปี ต้องมีการเปลี่ยนแบบถอนรากถอนโคน (transformation) ที่ไหนบ้าง แน่นอนว่า ต้องเปลี่ยน mindset ของคนไทย ที่หลายประเด็น หากต้องการเปลี่ยนคุณภาพคนไทย
เอกสารยุทธศาสตร์ชาติ เขียนเป้าหมายคุณภาพคนไทยไว้ว่า “เพื่อพัฒนาคนในทุกมิติและในทุกช่วงวัยให้เป็นคนดี เก่ง และมีคุณภาพ โดยคนไทยมีความพร้อมทั้งกาย ใจ สติปัญญา มีพัฒนาการที่ดีรอบด้านและมีสุขภาวะที่ดีในทุกช่วงวัย มีจิตสาธารณะ รับผิดชอบต่อสังคมและผู้อื่น มัธยัสถ์ อดออม โอบอ้อมอารี มีวินัย รักษาศีลธรรม และเป็นพลเมืองดีของชาติ มีหลักคิดที่ถูกต้อง มีทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ ๒๑ มีทักษะสื่อสารภาษาอังกฤษ และภาษาที่ ๓ และอนุรักษ์ภาษาท้องถิ่น มีนิสัยรักการเรียนรู้และการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต สู่การเป็นคนไทยที่มีทักษะสูง เป็นนวัตกร นักคิด ผู้ประกอบการ เกษตรกรยุคใหม่และอื่น ๆ โดยมีสัมมาชีพตามความถนัดของตนเอง”
ข้างบนนั้น เขียนก่อนการประชุม ในการประชุม ดร. พงษ์ชัย บอกว่าต้องการให้เราช่วยให้ความเห็นแผนแม่บทที่ ๒ และ ๖ และแจ้งให้เราทราบว่าการเขียนแผนแม่บทนั้น ต้องทำงานร่วมกับกระทรวงเจ้าของงาน ผมได้ชี้ให้เห็นว่าในบางประเด็น กระทรวงเจ้าของงานคือตัวปัญหาเสียเอง และในเรื่องการพัฒนาคุณภาพคนนั้นดำเนินการได้ ๒ แบบ คือ (1) incremental change (2) disruptive change ซึ่งคุณเปาก็ชี้ให้เห็นแนวทางดำเนินการสร้างการเปลี่ยนแปลง ๒ แบบ คือ (1) reactive (2) proactive เธอยกตัวอย่างที่สิงคโปร์ที่มีการสร้าง learning space ใหม่ๆ เช่น Community Learning Centre ที่รัฐจัดพื้นที่ให้คนมาสอนวิธีทำโน่นทำนี่ได้ และชี้ให้เห็นว่า ควรมีช่องทางการเรียนรู้โดยที่เด็กหรือผู้เรียนไม่ต้องเรียนในสถานศึกษาก็ได้
ผมชี้ว่า การพัฒนาคนแนว disruptive ต้องการสิ่งใหม่ ๔ ด้านคือ
- New mindset
- New structure รวมทั้ง new space
- New mechanism
- New competencies
และชี้ว่า ในสถานการณ์ปัจจุบันที่วิธีร่างแผนแม่บทยังต้องผ่านการพิจารณาของกระทรวงและหน่วยราชการ หนีไม่พ้นที่แผนแม่บทจะเดินตามแนว incremental change แต่ก็ควรหาช่องเขียนให้แนวทาง disruptive change เกิดขึ้นและเติบโตได้ รวมทั้งมีกลไกให้เกิด systems learning โดยมีระบบสารสนเทศ feedback ว่ามาตรการใดให้ผลดีไม่ดีอย่างไร ในอนาคตมาตรการที่ก่อผลดีจะได้เติบโต
ผมได้ชี้ให้เห็นว่า ระบบสร้างครูของเราในปัจจุบันเป็นระบบปิด ต้องเป็นคนที่เรียนครุศาสตร์ศึกษาศาสตร์เท่านั้นที่เป็นครูได้ ไม่มีช่องทางให้คนที่มีประสบการณ์อาชีพหลากหลายด้านมาก่อนแล้วเข้ามาเป็นครู เป็นระบบที่ทำให้สมรรถนะของครูไม่กว้างและหลากหลายพอ สำหรับการศึกษาแห่งศตวรรษที่ ๒๑ ครูแนะแนวนั้นหลักการดี แต่ครูที่ไม่มีประสบการณ์อาชีพอื่นจะไม่สามารถแนะแนวอาชีพแก่ศิษย์ได้ดี
คุณเปาย้ำการสื่อสารสังคม เพื่อ แชร์วิสัยทัศน์ที่ถูกต้องด้านการศึกษาในอนาคตแก่สังคม
วิจารณ์ พานิช
๑ ต.ค. ๖๑
One good solution for this “ควรมีช่องทางการเรียนรู้โดยที่เด็กหรือผู้เรียนไม่ต้องเรียนในสถานศึกษาก็ได้ “ is through the Internet/social networks.
Supporting Gotoknow.org sites and the like can help.
;-)
เรียน อาจารย์ อย่างน้อยก็มีมุมมองดีๆเสมอ สำหรับประเทศชาติของเรา สักวันหนึ่งอาจเป็นพลังขับเคลื่อนที่สำคัญ เมื่อผู้คนถูกคลายมนต์สะกด ด้วยปัญหาที่รุมเร้า
ช่องทางการเรียนรู้ เป็นมุมมองที่สร้างสรรค์มากค่ะ ในยุคก่อน มีวัด สำหรับผู้ที่ไม่ได้เข้าโรงเรียน ซึ่งก็สอนจริงๆ เช่นกัน ทั้งเคร่งวินัยด้วย สังคมไทยจึงมีระบบระเบียบตามชนชั้นต่างๆ เมื่อปัจจุบันยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาระบบใหญ่ได้ การแตกช่องทางย่อยๆขึ้น เพื่อสร้างคนโดยการเรียนรู้ หรือการศึกษาที่รองรับ การดำรงชีพในอนาคตย่อมเป็นแนวทางที่น่าชื่นชม
ขอแสดงความนับถือ