บันทึกเรื่องคนท้องตายอีกเรื่อง

“พ่อหิวมั้ย” เมียผมถามในทันทีที่เธอเข้ามาถึงบริเวณโต๊ะกินข้าว

ผมกำลังดื่มกาแฟอึกสุดท้าย เตรียมตัวจะไปร้านในช่วงเย็น

“หิวมากเลยแม่ นี่ก็กินกรือโป๊ะไปนิดนึงแล้ว กล้วยน้ำว้าอีกลูก” ผมตอบคำถาม

“งั้นก็รอนิดนึงนะ เดี๋ยวแม่จะผัดใบเหรียงกับไข่ให้กิน” โดยมิได้รอคำตอบ เธอก็ลงมือหั่นใบเหรียง ทุบกระเทียมสี่ห้ากลีบ แล้วตอกไข่ไก่ ๒ ฟอง ไข่เป็ด ๒ ฟองลงกระทะ และเพียงไม่ถึง ๑๐ นาที ผมก็ได้กินข้าวเย็นแบบจานด่วน มันร้อนจนควันไอคลุ้งลอยขึ้นกระทบโคมไฟเหนือโต๊ะอาหาร

“อูย” ผมคราง

“เค็มไปเหรอพ่อ” คนทำคงระแวง

“ปล่าว อร่อยมากเลย” ผมหยอด

แล้วเธอก็เอา “มันปู” ที่ซื้อมาจากตลาดในมหาวิทยาลัยตักใส่ถ้วยเล็กๆ มาให้

“โห น่ากิน แต่มันปูต้องกินกับหอมแดงมั้ยล่ะแม่” ผมพูดพลาง ตักมันปูมาหนึ่งช้อน เกลี่ยมันบนข้าวสวยสังข์หยดเมืองพัทลุง แล้วคลุกๆๆ และไม่ถึง ๒ นาที หอมแดงหั่นพอคำก็มาวางอยู่ข้างๆจาน

แล้วมื้อเย็นที่แสนเรียบง่ายก็เสร็จลงภายในเวลาไม่ถึง ๒๐ นาที

“พ่อไปที่ร้านก่อนนะแม่” ผมเดินไปหาคนทำครัว แล้ว......

ยัง ยังไม่เฉลย หึหึ

..............

ล่วงเข้าห้าโมงครึ่ง บนถนนในเมืองหาดใหญ่ยังคงคราคร่ำด้วยรถปริมาณมากมาย 

ผมอยากจะลดกระจกลงสูดดมลมจากภายนอกเมื่อหน้าปัดรถแสดงอุณหภูมิภายนอกราว ๒๘ องศา นั่นคงเป็นเพราะฝนตกไปเมื่อตอนบ่ายที่ผ่านมา แต่นั่นแหละ รถมากเสียแบบนี้ อย่าเปิดกระจกเลยเสียจะดีกว่ากระมัง

ผมนึกถึงภารกิจที่ผ่านมาของช่วงเช้าวันนี้แล้วบรรยายอารมณ์ไม่ถูก ว่าจะสดใสหรือให้ใจหม่น

มันเป็นวันที่มีการประชุมวิเคราะห์การตายของคนท้องของเขตสุขภาพที่ ๑๒ ของผม ซึ่งหมายถึงภาคใต้ทางตอนล่าง ๗ จังหวัด โดยคนที่มาประชุมร่วมกันก็คือหมอที่ดูแลคนไข้ หมอสูติ หมออายุรกรรม และพยาบาล เจ้าหน้าที่สาธารณสุขอีกมากมาย ห้องประชุมที่ภาควิชาผมแทบล้นเลยเชียวครับ 

“มันน่าประทับใจ ที่มีความพยายามวิเคราะห์สาเหตุ และร่วมกันวางแผนป้องกัน” ศาสตราจารย์ขจรศักดิ์ ครูแพทย์ ๕ ดาวตลอดกาลของผมเข้ามาร่วมประชุมด้วยกล่าวออกมาให้ฟัง

ข่าวลือข่าวเล่าอ้าง มันคือข่าวจริง ว่าเขตผมมีการตายของคนท้องสูงที่สุดในประเทศไทย อย่างวันนี้ เปิดปีงบประมาณใหม่มาได้ไม่เท่าไหร่ ก็ตายไปแล้ว ๙ คน

มันน่าแปลก ที่การตายที่เราร่วมกันวิเคราะห์ในคราวนี้ ส่วนใหญ่คือคนท้องตายจากสาเหตุที่ไม่ใช่เกิดจากการตั้งท้องโดยตรง แต่การท้องทำให้โรคเดิมของเขาแย่ลง และตายในที่สุด เรามีคนอ้วนร้อยกว่ากิโลกรัมตั้งท้องโดยไม่รู้ว่าตัวเองท้อง คนท้องเป็นโรคหัวใจ (อันนี้เจอบ่อยมากๆ) คนท้องเป็นเอดส์ที่ติดเชื้อฉวยโอกาสแบบแปลกๆ คนท้องเป็นหอบหืดชนิดรุนแรงที่ใช้ยาไปเท่าไหร่หลอดลมก็ไม่เปิดให้อากาศไหลเข้าปอด คนท้องเป็นปอดอักเสบติดเชื้อ

เรียกว่า มาเป็นโรคแบบนี้ หมอสูติฯและหมออายุรกรรมก็ออกอาการมึนตึ๊บ

ผมอยู่ได้เพียงครึ่งเช้าก็ต้องขอตัวออกไปรับแม่มาโรงพยาบาล

วันนี้มีนัดตัดเฝือกที่ขา 

“คุปครับ พี่ว่าแม่พี่เดินได้คล่องขึ้นมาก” คุปที่ผมเรียกชื่อนั้น เขาคืออาจารย์หมอกระดูกที่มีความเชี่ยวชาญสูงสุดด้านฝ่าเท้าและส้นตีน ผมรบกวนให้เขามาช่วยดูแลในวันที่แม่หกล้มจนกระดูกตีนหักไป ๔ อัน มาตั้งแต่เดือนที่แล้ว

“กล้ามเนื้อขาอีกด้านเลยแข็งแรงขึ้น เพราะต้องเป็นขาหลักในการช่วยเดิน” ผมยังคงรายงานไป 

แม่มีปัญหากล้ามเนื้ออ่อนแรงจากอะไรสักอย่าง มันทำให้การเดินแย่ลงมากในช่วง ๒ ปีนี้ 

“ขาซ้ายแม่ มันยกไม่ค่อยขึ้นค่ะคุณหมอ” แม่อธิบายลักษณะของอาการให้หมอของเธอฟัง

“แต่พี่ว่านะ ที่ขาแกดูหนักๆ ยกไม่ขึ้นนี่ ไม่น่าจะเกิดจากการอ่อนแรงนะคุป แบบว่า มันอาจจะมีวิญญาณเด็กมาเกาะอยู่หลายตัวเลยก็ได้นะ คือลูกแกทำแท้งมาเยอะ เด็กไม่ตามเกาะลูก แต่มาเกาะขาแม่แทน” ผมเย้าชนิดออกตัวแรง

“เผียะ” น่าน ไม่ทันขาดคำ มือถึงเลย แม่ก็คือแม่ พูดไปไม่ดีเลยตีเข้าให้ แล้วตามมาด้วยค้อนอีกปอนด์ใหญ่

“ฟิล์มออกมาดีนะครับแม่ กระดูกน่าจะเริ่มติดแล้ว เดี๋ยวแกะเฝือกออกแล้วใส่แบบที่รองเอาไว้ อีก ๒ สัปดาห์จึงอนุญาตให้เดินด้วยเท้าเปล่าได้เลย” อาจารย์หมอคุปบอกมา

“ดีจังนะแม่ โล่งไปเลย” ผมคุยกับแม่เมื่อพามาส่งที่บ้าน

“แล้วที่ประชุมเค้าว่ายังไงบ้างล่ะลูก” แน่ะ! ทำเป็นมาห่วงงานของเรา

“ก็ประชุมต่อ ไม่มีแป๊ะ โลกไม่แตกหรอก ว่าแต่น่าเสียดายเหมือนกัน เมื่อครู่เค้าคุยกันเรื่องมีคนตายเพราะทำแท้งเถื่อนมาอีกรายแล้ว” ผมอ่านในไลน์ ที่อาจารย์รุ่นพี่ได้บันทึกลงมาเป็นระยะๆ

“ตราบใดที่เราไม่ทำแท้งให้เค้า มันก็ยังคงมีคงตายจากทำแท้งเถื่อนได้เรื่อยๆแหละแม่” เมื่อแม่นั่งลงที่โต๊ะกินข้าว ผมก็เสิร์ฟน้ำร้อนให้แม่ดื่ม

“แล้วเค้าจะทำไปทำไม มันบาป” แม่กำลังหมายถึงหมอที่ไม่ทำแท้งให้คนไข้

“ก็นั่นไง ก็กลัวตัวเองบาป ตัวเองไม่บาปเพราะไม่ทำแท้ง แต่คนคนหนึ่งต้องมาตายเพราะต้องไปพึ่งหมอเถื่อนทำแท้งนะแม่” ผมยังคงแย้งแบบนี้อยู่เสมอ 

“ทุกคนก็รักตัวเองนะลูก เราห้ามความกลัวบาปของคนอื่นไม่ได้หรอก” แม่ก็ยังคงไม่ยอม

“แป๊ะว่านะ ใครสักคนตายไป มันก็แค่ตายไป ชีวิตเราก็คงไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร ไม่เกี่ยวกับเรา ไม่ต้องรู้สึกรู้สา ดีเหมือนกันนะแม่ ไม่ใช่ญาติเรา” แม่เคยบอกเสมอว่า ลักษณะอาการแดกดันอย่างนี้ ผมน่าจะได้มาจากพ่อ แม่จึงชิน

“แต่ลองนึกดู ถ้าคนที่ตายเป็นลูกเป็นหลาน เป็นเพื่อน เป็นคนที่เรารัก เขาต้องมาตายด้วยเรื่องง่ายๆแบบนี้ ถึงตอนนั้น เราจะรู้สึกยังไงหนอ” ผมรำพึง

แม่จิบน้ำเข้าไปอึกหนึ่ง แล้วน้ำตาไหล

“ถึงกับร้องไห้เลยเหรอแม่ แบบนี้เป็นได้แค่แม่หมอนะ เป็นหมอเองไม่ได้หรอก” ผมพูดเสียงเบาลง อันที่จริง แม่ก็มักจะเป็นแบบนี้เมื่อได้ฟังเรื่องราวดราม่าของคนไข้ของลูกชายแก

“ใครบอก แม่ก็ไม่รู้ว่าลูกใส่น้ำร้อนมาเสียขนาดนี้ ซดไปเต็มที่ ไม่ได้เป่าก่อน อูย.... ดีนะ ฟันปลอมไม่นำความร้อนมาก ไม่งั้นคงลวกไปทั้งปาก”

.............

ผมรวบช้อน ยกจานไปเก็บในอ่างล้างจาน (ไม่รู้เหมือนกัน ว่าคืนนี้เป็นเวรใครล้าง แป้งหรือจ้า รู้แต่ว่า จานชาม ช้อน และแก้ว มันเยอะมากๆ หึหึ)

“พ่อไปร้านก่อนนะแม่” ผมเดินไปหาคนทำครัวที่กำลังเตรียมอาหารเมนูถัดไป เธอบอกว่าจะทำต้มยำปลากระพงให้ลูกและย่าของลูกกิน

“อร่อยจัง อิ่มแล้ว ไปนะ” แล้วก็ทำท่าจะจูบ

แปลก ทำไมเมียต้องบ่ายหน้าหนี ผมไม่เข้าใจและไม่โอเคด้วยกับกิริยาเช่นนี้

“ปากเหม็น กลิ่นหอม หึ่งออกมาเลยพ่อ”

ออ ลืมไป หอมแดงหลายกลีบที่แนมกินกับมันปูนั่นมันหึ่งออกมาจนล้นลมหายใจผมเลยเหรอเนี่ย

ธนพันธ์ ชูบุญลมหายใจหอมหึ่ง

๗ พย ๖๑

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ผมเอง

คำสำคัญ (Tags)#มารดา#mch#ตั้งครรภ์#แท้ง

หมายเลขบันทึก: 657593, เขียน: 08 Nov 2018 @ 15:50 (), สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง, ดอกไม้: 1, ความเห็น: 1, อ่าน: คลิก


ความเห็น (1)

เขียนเมื่อ 

น่าสงสารหมอ มากกว่าคนไข้นะครับ