พอถึงเดือนธันวาคมของทุกๆปี  ดิฉันจะคิดถึงพ่อเป็นพิเศษจากที่คิดถึงอยู่แล้วทุกวัน  เพราะว่าพ่อของดิฉันเสียไปเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม  2542  พ่อป่วยเป็นมะเร็งค่ะ  แต่ไม่เล่าเรื่องเศร้าดีกว่าค่ะ  เพราะว่าระหว่างลูกคนนี้กับพ่อมีเรื่องเล่าดีๆมากมาย  มีอยู่ปีนึงค่ะตอนนั้นดิฉันอยู่ประมาณชั้น ป.2 ป.3 เห็นจะได้ ช่วงวันพ่อนี่แหล่ะค่ะที่ไปที่ไหนก็มีการประดับประดาไฟสวยงามเพื่อเฉลิมฉลองวันเฉลิมชนพรรษา ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ตอนนั้นไม่รู้ว่ายังเด็กหรือไม่รู้ว่าคิดอะไรไม่ค่อยได้  สงสัยแล้วถามพ่อว่า  ไม่รู้เค้าจะติดไฟอะไรกันนักหนาเปลือง !!  เสียไฟฟ้า เห็นรณรงค์ให้ประชาชนประหยัดแต่ดูใช้ประดับซะเยอะแยะเสียดาย  ตอนนั้นคิดแบบเด็กจริงๆค่ะ  พ่อบอกว่าลูกรู้ไหมว่าเราโชคดีมากที่ได้เกิดเป็นคนไทย มีในหลวงที่รักประชาชนมาก นำความเจริญมาให้ประเทศในทุกๆด้าน  การเฉลิมฉลองแค่นี้มันเป็นแค่ส่วนหนึ่งที่เราทำเพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อพระองค์ท่าน เป็นสิ่งเล็กๆน้อยๆ ที่เราทำได้  ปีละครั้งเท่านั้น  แต่สิ่งสำคัญคือการทำความดี  ตอนนั้นก็ตอบว่าเข้าใจแล้วค่ะไปยังงั้นแหล่ะ  พึ่งมาเข้าใจก็ตอนโตขึ้น(แก่ขึ้น) มานี่แหล่ะค่ะ  อาจารย์สุขสันต์  ศรีสุเพชรกุล พ่อของดิฉันเป็นครูค่ะ  แม่ก็เป็นครู  ตา  ปู่  เป็นครูกันหมด  ดิฉันจึงผูกพันกับระบบราชการ  และภาคภูมิใจในอาชีพครูโดยไม่รู้ตัว  พ่อเป็นครูพละค่ะ  พ่อสอนให้ดิฉันดูแลตัวเองให้ได้ไม่ว่าจะอยู่ในสภาวะแบบใดก็ตาม  บางคนมองว่าวิธีสอนของพ่ออาจจะดูโหดไปบ้างตามสไตล์ครูพละ    เช่น  หลายครั้งที่ดิฉันต้องทำอะไรหลายๆ อย่างด้วยตนเอง  อย่างอยากจะกินน้ำมะพร้าว  อยู่บ้านนอกมีกินก็ซื้อไม่ได้นะคะเพราะไม่ค่อยมีอะไรขาย  พ่อก็ไปหามะพร้าวอ่อนมาให้ลูกนึง  เอามีดมาให้ด้วย แล้วก็บอกว่าให้ใช้ความสามารถเอง  ถ้าไม่มีความสามารถก็ไม่ต้องกิน  หรือก็ตอนอยากจะกินปลากระป๋อง  ก็ต้องหัดเปิดเอง ยังนึกอยู่เลยค่ะว่า ถ้าสมัยโน้นมีกระป๋องแบบฝาดึงง่ายๆเหมือนทุกวันนี้นะ จะโชว์ความสามารถให้ดูเลย  แต่ถึงจะดูโหดอย่างนี้ดิฉันก็รู้ว่าพ่อแอบมองอยู่นะ  ถ้าเราพยายามเต็มที่แล้วไม่ได้เขาก็ต้องเข้ามาช่วยเรา  แต่ด้วยนิสัยอยากจะโชว์  อยากจะชนะ  เราก็เลยต้องพยายามให้มันสุดฤทธิ์เหมือนกัน  เป็นอันว่าจริงๆพ่อทำให้เรามีนิสัยบ้าพลัง  ไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ  จนกลายเป็นดื้อไปเลย ตอนน้องชายยังเป็นเด็กเล็กหัดพูด  เขาก็ดูละครทีวีเห็นดาราเรียกพ่อว่า ป๊ะป๋า  เขาก็เรียกพ่อว่า ป๊ะป๋าบ้าง บางทีก็เรียกเป็นฝรั่งว่า Daddy  พ่อบอกว่าพ่อไม่ชอบคำว่าพ่อนี่แหละดีแล้ว  ก็ตามวัฒนธรรมของเรานี่  พ่อเป็นคนโรแมนติกใช้ได้เลยค่ะ  วันดีคืนดีก็พาไปกินข้าวนอกบ้าน  ถ้าพ่อต้องไปกินข้าว (กินเหล้า)กับนาย ร้านไหนที่ดีประทับใจ  เราทุกคนในครอบครัวก็จะต้องได้ไปกินร้านนั้นเสมอ  ดิฉันชอบกินอาหารทะเลมาก โดยเฉพาะกุ้ง  พ่อเป็นคนแกะกุ้ง  ปูให้กินตลอด  ทุกวันนี้เลยไม่กินปูเลยค่ะเพราะไม่มีปัญญาแกะ  (ปูนี่แปลกพ่อไม่บังคับให้หัดแกะเอง...อิ อิ)  อยู่บ้านนอก พ่อกลัวว่าลูกจะไม่ทันคน  ไม่ทันโลกภายนอก  ทุกปิดเทอมจะส่งไปเรียนพิเศษที่ขอนแก่น ส่งไปคนเดียวค่ะ  ให้ไปหาเพื่อนใหม่ พ่อสอนว่าข้างหน้ามีคนให้เรารู้จักอีกเยอะ...พ่อคงกลัวลูกจะไม่มีมนุษยสัมพันธ์ เพราะอยู่บ้านก็เหมือนกบในกะลา  แต่พ่อก็บอกอีกว่าในกะลาของเรามันสวยงาม  แต่เราก็ต้องไปเก็บเกี่ยวโลกภายนอกด้วยโดยที่ไม่ลืมสิ่งดีๆในบ้านของเรา   พ่อเป็นครูพละ  เป็นโคชฟุตบอล  โคชบาส  แล้วแต่ว่าปีไหนจะได้เป็นโคชอะไร  พ่อจะเป็นโคชอะไรก็โหดเหมือนกันค่ะ...ซ้อมหนักมาก...ผู้ปกครองบางคนไม่เข้าใจ  อาจจะเป็นเพราะไม่ชอบสไตล์แบบนี้ พ่อบอกว่าเป็นสิทธิของเขาที่จะคิดอย่างนั้น พ่อไม่ได้อยากได้เหรียญทอง  นักกีฬาต่างหากที่อยากได้  พ่อแค่พาเขาไปถึงเป้าหมาย ด้วยวิธีของพ่อเอง  พ่อทุ่มเทกับการซ้อมมากค่ะ  สมัยนี้เห็นครูเก่งๆหลายคนที่รับโค้ชนอกเวลาทุกอย่างต้องมีค่าเรียนพิเศษ  แต่กับพ่อนอกจากจะไม่เคยได้รับแล้วทุกอย่างยังต้องจ่ายเอง ไม่มีงบประมาณเรื่องชุดกีฬา อาจารย์สุขสันต์ก็ซื้อให้  ไปหาสปอนเซอร์ให้  (สปอนเซอร์ที่ว่าก็คืออาจารย์ราตรี  ศรีสุเพชรกุล แม่ของดิฉันเองค่ะ  จะเพิ่มมาอีกหน่อยก็ ป้าวาส พี่สาวของแม่ค่ะ)   พี่ๆนักเรียนนักกีฬาทุกคนก็เลยรักพ่อเรา  แล้วก็พลอยดูแลเอาใจใส่เราเป็นอย่างดีเสมอ ดังนั้นตอนที่เรียนอยู่โรงเรียนเดียวกัน  ใครที่กล้าคิดรังแกส้มโอ...ต้องผ่านพี่ทีมฟุตบอลก่อนเสมอ  เป็นเรื่องดีๆที่ได้รับมาถึงลูกเลยค่ะ... เรื่องการเรียนอาจารย์สุขสันต์ไม่มีเงินเรียนปริญญาโท เพราะต้องเก็บตังค์ไว้ลูกๆเรียน  แต่จบปริญญาตรี 3 ใบ  คือ  สังคมศาสตร์ (มสธ.)  พละศึกษา (มศว.)  และนิติศาสตร์ (มสธ.) ก็จะเห็นได้ว่าเรียน มสธ. เป็นส่วนใหญ่ เพราะถูกดี รับปริญญาแค่ครั้งแรก เพราะครั้งต่อๆไปไม่มีเงินมารับที่กรุงเทพฯ  พ่อเรียนนิติศาสตร์เพราะจะได้อ่านหนังสือเป็นเพื่อนลูกค่ะ  เพราะตอนนั้นดิฉันก็เริ่มอ่านหนังสือเตรียมสอบเข้า ม.4  (เริ่มมาตั้งแต่ ม.2)  ดึกๆ จะได้อ่านหนังสือเป็นเพื่อนลูก  แต่ผลออกมาไม่ใช่อย่างที่คิด  ปลุกลูกมานอนหลับอยู่ข้างๆนั่นแหล่ะ  มีเรื่องเล่าอีกเยอะจัง  เล่าทั้งชีวิตคงจะไม่หมด...เล่าได้ทุกวัน...อาจจะไม่มีประโยชน์ในด้านความรู้...แต่หวังว่าถ้าใครด้านอ่านแล้ว คงกลับไปดูแลพ่อของคุณ  อยากทำอะไรให้ท่านก็รีบๆ ทำเถอะค่ะ ..ส่วนดิฉันวันนี้หรือทุกวันพ่อก็อยู่กับเราทุกวัน...คิดถึงพ่อมากค่ะ...