ระบบการศึกษาใดก็ตาม..ที่แยกที่อยู่ให้กับปัญญาและความรู้..ก็เหมือนร่มที่มีแต่แกน..ร่มแบบนี้จะกันแดดกันฝนไม่ได้..หรือถ้ามีใบ-รมก็คงไม่มีแกน..คนที่อยู่ในร่มเงาของร่มที่ไม่มีแกน..ก็เลยไม่ต่างอะไรไปจาก "กบในกะลา"...

 เช่น  ถ้าเราสอนเด็กว่าทุกๆ 4 ปี  เดือนกุมภาพันธ์จะมี 29 วัน หนึ่งครั้ง..หรือที่เรียนว่า "อธิกสุรทิน"  เพราะฉะนั้นถ้ารู้ว่าปี 2547 เป็นปีอธิกสุรทิน เด็กบวกลบคูณหารได้แน่ๆว่า ปี พ.ศ.2689 นั้น มี 365 หรือ 366 วัน...แต่ถ้าถามเด็กว่าทำไมจำนวนวันของเดือนกุมภาพันธ์ถึงได้ดิ้นไปดิ้นมาอย่างนั้น..จะมีใครบอกเค้าบ้างหนอว่าโลกเราหมุนรอบดวงอาทิตย์ด้วยเวลา 365 วัน กับ 8 ชั่วโมง  พอหมุนครบ 3 รอบหรือ 3 ปี  เศษของวันก็จะรวมกันเป็น 24 ชม. หรือ 1 วันพอดี..ปีถัดจากนั้นจึงต้องเพิ่มวันให้อีก 1 วันในเดือนกุมภาพันธ์  ไม่อย่างนั้นวันมันก็จะเลื่อนไปเรื่อย....

การสอนคนน่าจะหมายถึงการสอนให้เค้าเข้าใจโลก..ไม่ใช่การท่องจำปีปฏิทิน!!

เด็กที่เติบโตมาในระบบการศึกษาแบบนี้  จะเป็นเลิศในการตอบคำถามแบบเลือกตอบ..แต่เมื่อใดก็ตามที่ขึ้นต้นคำถามด้วยคำว่า "ทำไม" หรือลงท้ายคำถามด้วยคำว่า "อย่างไร"  เด็กในระบบการศึกษาแบบนี้จะพากันสอบตก...และถ้ามองลึกลงไปในการสอบตกของเด็กนั้น  เห็นจะมีเพียง 2 สาเหตุ คือ  1..เด็กทำข้อสอบแบบนี้ไม่ได้  หรือ 2..คนที่โตแล้วบางคนตรวจข้อสอบแบบนี้ไม่เป็น...

  ลองถามเล่นๆ คำถามนึงนะว่า  -(-1) = ?   แน่นอนคำตอบคือ 1  เพราะเราท่องกันจนติดปากว่า ลบลบเป็นบวก...

แต่ถ้าลองเปลี่ยนคำถามเป็น..ลบคูณลบกลายเป็นบวกได้อย่าง?

ลองถามครูสอนคณิตศาสตร์ก่อนดีกว่า..ว่าท่านจะว่าอย่างไร?

คำตอบที่ได้..จะบ่งบอกถึงระบบการศึกษาของชาติว่า...ใบร่มและแกนร่มยังคงอยู่ด้วยกันดี.. หรือหย่าขาดจากกันแล้ว??