ความจริงสาระทั้งหมดเขียนคุยกับนักศึกษา แต่เห็นว่าอาจมีประโยชน์โดยทั่วไป จึงขอนำมาแลกเปลี่ยนกับเพื่อนฝูงที่ไม่ใช่ลูกศิษย์ด้วยค่ะ 

วันนี้เป็นวันพ่อแห่งชาติ เป็นวันมหามงคลของชาวไทย ความจริงเชื่อว่าทุกคนคงทำสิ่งดีๆเพื่อพ่อของตนเองและเพื่อในหลวงที่รักยิ่งของพวกเราทุกวันอยู่แล้ว แต่วันที่ ๕ ธันวาคม ของทุกปีประชาชนชาวไทยจะรวมตัวกันเพื่อถวายพระพรแด่องค์พระมหากษัตริย์ที่ประเสริฐสุดและทรงดำรงความยิ่งใหญ่ในคุณงามความดีของเรา เป็นวันที่คนไทยทุกคนมีความสุข มีความปิติอย่างล้นเหลือ ครูเองก็มีความสุขและอยากจะคุยเรื่องสบายๆแต่ให้ประโยชน์กับนักศึกษาที่รักทุกคน ขอเว้นวรรคการตามงานและทวงงานไปก่อนในปัจจุบันมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและการแพร่กระจายของข้อมูลข่าวสารอย่างรวดเร็ว วิธีการเรียนก็พัฒนาขึ้นหลากหลาย ฉะนั้นการเรียนให้ประสบความสำเร็จก็ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ที่ครูอยากจะพูดในวันนี้ก็คือเรื่องของวัตถุประสงค์ในการเรียน วัตถุประสงค์ที่สัมผัสได้ก็มี 2 ประการหลักๆ คือเรียนเพื่อเพิ่มพูนความรู้และประสบการณ์ให้ลึกและกว้างขึ้นสำหรับนำไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาองค์กร ชุมชน และสังคม กับเรียนเพื่อนำใบปริญญาบัตรไปพัฒนาความก้าวหน้าของชีวิตและการทำงานของตนเอง ถ้านักศึกษาสามารถปฏิบัติตามกติกาของสถาบันการศึกษาอย่างครบถ้วนแล้ว การที่จะประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ประการหลังนั้นมีความเป็นไปได้สูง แต่วันนี้ครูขอเน้นวัตถุประสงค์ประการแรกโดยเฉพาะกับนักศึกษาปริญญาเอก เพราะครูมองว่าการทำงานและการเรียนควรจะคำนึงถึงความคุ้มค่าด้วย และถ้านักศึกษาสามารถประสบความสำเร็จในการเรียนตามวัตถุประสงค์แรก การบรรลุวัตถุประสงค์หลังก็ย่อมเป็นผลพลอยได้ที่ตามมาอย่างน่าภาคภูมิใจครูเคยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับนักการศึกษาหลายคนรวมทั้งอาจารย์มหาวิทยาลัยที่เก่งมากๆ บางคนก็เป็นศาสตราจารย์ บางคนก็จบปริญญาโท ปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงระดับสูงสุดของทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ สิ่งที่น่าสนใจคือส่วนใหญ่มองตรงกันว่า องค์ประกอบสำคัญที่สุดที่ส่งผลต่อคุณภาพของดุษฎีบัณฑิตโดยทั่วไปนั้นคือ ตัวนักศึกษาเองชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยหรือความเก่ง ความเด่นดังของอาจารย์ผู้สอนเป็นส่วนประกอบสำคัญที่ช่วยเสริมคุณภาพผู้เรียน ถ้านักศึกษาพิจารณาผู้จบมหาวิทยาลัยดังๆ จะเห็นว่าตั้งแต่ขั้นตอนการคัดเลือกผู้เรียนก็เอื้อให้ได้คนเก่ง คนเก่งเหล่านี้ก็มีความขยัน ตั้งใจ พยายามค้นคว้าหาข้อมูลเพื่อเพิ่มพูนความรู้ของตนให้มาก จนบางคนเห็นการศึกษาเป็นการแข่งขัน และละเลยหรือลืมความเอื้ออาทรที่จะแบ่งปันความรู้แก่ผู้อื่นครูมีความเชื่อว่านักศึกษาทุกคนมีศักยภาพไม่แตกต่างกัน เพียงแต่โอกาสในอดีตทั้งด้านครอบครัว เศรษฐกิจ สังคม สภาพแวดล้อม และ วัฒนธรรมการเรียนของแต่ละคนแตกต่างกัน ผลการเรียนตามหลักการวัดและประเมินผล (ที่เรานำของฝั่งมาใช้) จึงมีความแตกต่างกัน ถ้าเรามาเริ่มตั้งต้นใหม่จากความภาคภูมิใจในสถาบันการศึกษาที่เราเลือกเข้ามาเรียน และผ่านการประเมินว่าเราก็เป็นหนึ่งในผู้ถูกเลือกให้เข้ามาเรียน ฉะนั้นจะเรียนอย่างไรให้คุ้มค่ากับเวลา โดยเฉพาะนักศึกษาที่เรียนภาคนอกเวลา ต้องเอาเวลาส่วนตัวและเวลาสำหรับครอบครัวไปให้กับการเพิ่มพูนความรู้แก่ตนเอง คุ้มค่ากับเงินที่ลงทุน เงินส่วนที่เราอาจสะสมไว้เป็นค่าใช้จ่ายจำเป็นอย่างอื่น เผลอๆเงินนั้นไม่ได้ลงทุนเฉพาะค่าเรียนและอุปกรณ์การเรียน แต่อาจลงทุนค่ารักษาพยาบาลเนื่องจากความเครียดด้วย หรือคุ้มค่ากับความเครียด ความกังวล ที่สำคัญที่สุดคือคุ้มค่ากับการตั้งความหวังของชุมชน หน่วยงาน หรือสังคมที่ต้องการให้เรานำองค์ความรู้กลับไปพัฒนางานและสังคมแต่ละแห่งครูคงคุยสั้นๆเป็นการแลกเปลี่ยน โดยพูดในบริบทกว้างๆก่อนว่า เราต้องเริ่มต้นที่ความภูมิใจในสถาบันการศึกษาที่เราเลือกเข้ามาเรียน ไม่ใช่เลือกเพราะคิดว่าเรียนมหาวิทยาลัยนี้แล้วจะทำให้จบง่าย ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม ถ้าคิดแบบนี้นักศึกษาคงต้องพบความผิดหวัง เพราะปัจจุบันมหาวิทยาลัยเน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ แล้วตามด้วยการทำความเข้าใจอย่างชัดเจนกับวัตถุประสงค์ เป้าหมาย ของหลักสูตร การบริหารหลักสูตรของสถาบันการศึกษา บริการที่จะได้รับ สิ่งที่เราต้องปฏิบัติ ผลลัพธ์การเรียนรู้ของแต่ละวิชา นักศึกษาบางคนไม่เคยศึกษา ไม่เคยสนใจอ่าน ตั้งหน้าแต่จะถามอาจารย์อย่างเดียว ทั้งๆที่ข้อมูลทั้งหมดมีในแนวการสอนหมดแล้ว หลังจากนั้นมาวางแผนการเรียน กำหนด Milestone ว่า เราจะต้องเรียนจบในช่วงปีใด แต่ละปี แต่ละภาคเรียน ต้องเรียนวิชาอะไร ทำกิจกรรมอะไรบ้าง แล้วดำเนินการตามวงจรของ PDCA (ขออนุญาตยืมฝรั่งมาใช้) คือวางแผน แล้วทำตามแผน ตรวจสอบหรือติดตามผล ในส่วนนี้นักศึกษาจะพบว่าในช่วงแรกการเรียนของเรามักไม่เป็นไปตามแผน ต้องหาสาเหตุ แล้วปรับแผน ทบทวนแผนการทำงาน แล้วพยายามทำให้ได้ตามแผนที่ปรับให้ได้มากที่สุด ถ้านักศึกษาทำได้ตามนี้รับรองว่าจะเรียนจบได้ตามแผน อย่างช้าก็ไม่คลาดเคลื่อนจากแผนเกินหนึ่งภาคเรียน ครูกล้าพูดเพราะทำมาแล้ว และก็พบปัญหามากที่ไม่สามารถทำได้ตามแผนในช่วงแรก ต้องปรับทั้งแผนและวิถีชีวิตจนในที่สุดก็สามารถเรียนจบได้ตามแผนขั้นตอนที่ละเอียดกว่านี้คือเรียนอย่างไรให้คุ้มค่า ครูเองนั้นเวลาเรียนจะมีธงว่าเราจะนำความรู้ไปใช้ประโยชน์อย่างไรกับงานในความรับผิดชอบ และงานของสังคมอื่นๆที่ชีวิตต้องเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง ใบปริญญาเป็นผลพลอยได้แห่งความภาคภูมิใจในความตั้งใจและความเพียรพยายาม ฉะนั้นการให้ความสำคัญกับการอ่านมาก ทั้งซื้อหนังสือ รับหนังสือ เปิด website เข้าร่วมประชุมสัมมนาทางวิชาการ (ปัจจุบันครูพบว่านักศึกษามีพัฒนาการด้านนี้สูง เมื่อกลางปีครูไปนำเสนอผลงานวิจัยที่ใช้ mixed methods techniques ที่ประเทศอังกฤษ ครูพบนักศึกษาจากหลายประเทศ เช่น จีน ออสเตรเลีย ฮังการี สหรัฐอเมริกา ลงทุนมาร่วมประชุมปฏิบัติการ บางคนบอกว่ามี 4 วัน ไม่สามารถสมัครในช่วง 2 วันแรกได้ เพราะที่นั่งเต็ม) เก็บรวบรวมความรู้ทั้งหลายทั้งประเภทเอกสาร และ CD จนที่บ้านแทบจะหาที่ว่างไม่ได้แล้ว เวลาเดินทางไปต่างจังหวัด ต่างประเทศ ก็จะหาโอกาสอ่าน และถ่ายเอกสาร นอกจากนี้การพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในที่ประชุม สัมมนานั้นนอกจากจะได้ความรู้และประสบการณ์แล้วยังได้มิตร หรือกัลยาณมิตรเพิ่มขึ้นด้วย ในอนาคตพวกเพื่อนเหล่านี้อาจร่วมมือกันทำงานเพื่อพัฒนาสังคมที่เราเป็นสมาชิกอยู่ ปัจจุบันนักศึกษายังแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผ่านเครือข่ายใยแก้วอย่างที่ครูกำลังทำอยู่ได้ นับว่าโชคดีมาก นักศึกษาต้องอ่านทั้งหนังสือ วารสาร รายงานวิจัยทั้งประเทศไทยและต่างประเทศ และอ่านทุกวัน วันใดไม่มีเวลาซื้อหาหรือไปห้องสมุด คืนนั้นต้องเปิดดูว่ามีอะไรใหม่ๆ และอย่าอ่านเพราะต้องอ่าน แต่พยายามอ่านให้สนุก ลองอ่านในช่วงเวลาผ่อนคลายเช่นเวลาเข้าห้องน้ำตอนเช้า หรือเวลารอรถ รอเครื่องบิน แล้วนักศึกษาจะรู้สึกว่าหนังสือวิชาการนั้นสนุก อย่าอ้างว่าไม่มีเวลา ทำงานหนัก ต้องมีสังคมเพราะเป็นผู้บริหาร หรือต้องดูแลครอบครัว เพราะเมื่อนักศึกษาเป็นคนตัดสินใจมาเรียน นักศึกษาต้องสามารถวางแผนบริหารเวลา และจัดลำดับความสำคัญของชีวิตตนเองในแต่ละช่วงได้  ความจริงส่วนนี้เป็นสิ่งสะท้อนศักยภาพของนักศึกษาปริญญาเอกเป็นอย่างดี การบ้าน หรือ งานที่อาจารย์มอบหมายให้ทำต้องทำส่งตามกำหนดทุกครั้ง อย่าปล่อยให้เป็นดินพอกหางหมู ถ้ามีเหตุจำเป็นจริงๆไม่สามารถทำให้เสร็จตามกำหนดเวลาได้ต้องแจ้งอาจารย์ผู้สอนเป็นครั้งๆไป พึงระลึกเสมอว่าความจำเป็นหรือเหตุจำเป็นไม่ใช่สิ่งที่เกิดเป็นประจำ ถ้ามีข้อสงสัยต้องรีบติดต่ออาจารย์ผู้สอน ในกรณีที่อาจารย์ผู้สอนสอนไม่เข้าใจ ให้เกรดไม่ยุติธรรม หรือเห็นว่าบริการของสำนักงานหรือของมหาวิทยาลัยไม่เอื้อต่อการเรียนอย่างเพียงพอ นักศึกษาสามารถพูดคุยกับอาจารย์หรือมหาวิทยาลัยได้ ครูเชื่อว่าอาจารย์ทุกคนในยุคปัจจุบันและมหาวิทยาลัยทุกแห่งพร้อมที่จะยอมรับและปรับปรุง เพราะทั้งมหาวิทยาลัย อาจารย์และนักศึกษาล้วนมีความปรารถนาดีต่อกันและต่อสถาบันหรือมหาวิทยาลัยทั้งนั้น มีบางคนเคยพูดกับครูว่า ถ้าพูดความจริงกับมหาวิทยาลัยแล้วอาจารย์หรือกรรมการบริหารหลักสูตรอาจไม่พอใจ และมีผลต่อการจบของตนเอง ขอบอกว่าปัจจุบันเป็นยุคของความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ไม่มีใครมีอิทธิพลต่อการได้ตกของนักศึกษา นอกจากตัวนักศึกษาเอง ฉะนั้นถ้าคิดแบบนี้อาจตีความได้ว่าไม่รักมหาวิทยาลัยจริง นักศึกษาระดับปริญญาเอกก็มีฐานะเป็นบุคลากรที่มีคุณค่าของมหาวิทยาลัย ถ้าเรื่องแค่นี้นักศึกษาไม่กล้าช่วยมหาวิทยาลัย แล้วต่อไปถ้านักศึกษาทราบว่ามีคนกำลังจะรังแกสังคมส่วนรวมหรือประเทศชาติ แต่ถ้าพูดหรือดำเนินการเพื่อความถูกต้องหรือปกป้องผลประโยชน์ส่วนรวมแล้วอาจมีผลกระทบต่อความก้าวหน้าทางการงานของนักศึกษา นักศึกษาก็นิ่ง ปล่อยให้สังคมและประเทศชาติถูกทำลาย แล้วคิดว่าในที่สุดตนเองจะมีความสุขหรือ การศึกษาไม่ได้พัฒนาองค์ความรู้แก่ผู้เรียนอย่างเดียว แต่ต้องพัฒนาระดับจริยธรรมและการคิดวิเคราะห์ในการนำกระบวนการทางจริยธรรมไปพัฒนาส่วนรวมด้วย สิ่งที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งคือนักศึกษาต้องช่วยกันหาความรู้ใหม่ๆ แล้วนำความรู้เหล่านั้นมาแลกเปลี่ยนกัน หรือจะนำความรู้ที่ตนเองมีอยู่เดิมมาแลกเปลี่ยนกันก็ได้ และควรทำบ่อยๆ ขอให้เป็นการเรียนแบบร่วมด้วยช่วยกัน อย่าเรียนแบบแข่งขันใคร เกรดดีกว่ากันหวังว่าความคิดเห็นนี้คงมีประโยชน์ต่อนักศึกษาบ้าง และขอให้นักศึกษาทุกคนประสบผลสำเร็จในการเรียน ทำให้การเรียนมีความคุ้มค่า เป็นพลังสำคัญในการสร้างประโยชน์ให้สังคมและประเทศชาติต่อไป ท้ายที่สุดครูเชื่อว่านักศึกษาจะเป็นผู้มีส่วนสำคัญในการทำให้สถาบันการศึกษาหรือมหาวิทยาลัยที่เรียนจบเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ และของโลก เพราะมีศิษย์เก่าซึ่งเก่งและดีที่สร้างสรรค์ประโยชน์ต่อสังคมและมวลมนุษยชาติรักและเป็นกำลังใจให้ศิษย์ทุกคน ...ครูจิตราภา ©©©