จงใช้ชีวิตเสมือนว่าเป็นวันสุดท้าย

เฝ้าถามตัวเองว่า “ถ้าวันนี้เป็นวันสุดท้ายของชีวิต เรายังจะอยากทำสิ่งที่เราชอบหรือรักรึเปล่า”

มันคงเป็นเพียงคำถามที่ไม่มีคำตอบ เพราะใครๆก็คงไม่อยากได้ยินคำถามเช่นนี้

แต่สำหรับฉันนั้นการใช้ชีวิตโดยเสมือนว่าวันนี้เป็นสุดท้ายที่ต้องอยู่บนโลกนี้ มันส่งผลต่อความรู้สึกและการกระทำของเรากล่าวคือ คอยเตือนเราไม่ให้ประมาทในชีวิต และคอยเป็นกัลยาณมิตร เตือนให้รู้จักไขว่คว้าสิ่งที่ดีสำหรับตนเองซึ่งทำให้เราได้มีโอกาส ทบทวนชีวิตตามความเป็นจริง ทบทวนความบกพร่องที่ผ่านมา และนึกถึงเป้าหมายในอนาคตโดยอาศัยปัจจุบันเป็นจุดเริ่มต้น ที่สำคัญมันจะทำให้เราเต็มที่กับชีวิตในทุกๆวัน 

สำหรับฉัน…ฉันเต็มที่กับชีวิต ฉันทำตามความฝันหรือเป้าหมายของฉันไปทีละขั้นตอนตามช่วงวัย ในวัยเด็กฉันมีเป้าหมายอยากสอบเข้ามหาวิทยาลัยชื่อดังของจังหวัดแล้วฉันก็ทำได้ ต่อมาเมื่อฉันเป็นนักศึกษาในมหาวิทยาลัยนั้นฉันก็มีเป้าหมายว่าต้องเรียนให้จบแล้วหางานทำ แล้วฉันก็เรียนปริญญาตรีจบแล้วก็หางานทำ ตอนนี้ฉันทำงานเป็น “ครู” แต่ฉันยังไม่มีใบประกอบวิชาชีพ ฉันก็ขวนขวายจนตอนนี้ กำลังศึกษาประกาศนียบัตรวิชาชีพครูอยู่ แล้วหลังจากที่ฉันเรียนจบแล้วได้ใบประกอบวิชาชีพครู ฉันก็มีเป้าหมายต่อว่า ฉันจะต้องสอบบรรจุเป็นข้าราชครูให้ได้ พ่อแม่จะได้ภาคภูมิใจในตัวฉัน ฉันจะต้องเลี้ยงดูพ่อแม่ของฉันให้ท่านได้สุขสบายกว่าที่ท่านเลี้ยงฉันมา ฉันใช้ชีวิตในทุกวันอย่างสุดความสามารถเพราะหารู้ไม่ว่า…คนเราทุกคนไม่รู้วันตายหรือวันสุดท้ายของชีวิตตนเอง มันไม่ได้มีสัญญาณเตือนหรือบอกว่าวันนี้คือวันสุดท้ายของชีวิต แต่สิ่งที่ดีที่สุดคือ ทำทุกวันให้เต็มที่และเป็นมิตรกับทุกคน เพื่อที่ตายไปแล้วจะเหลือแต่ความดีประดับไว้ชั่วกาล

 

สุดท้ายนี้ขอฝากข้อคิดไว้เตือนสติทุกคนว่า… 

“จงทำแต่ความดี เพราะเมื่อถึงวันที่เราจากโลกนี้ไป  ไม่มีใครเอาทรัพย์สินเงินทองไปได้  เหลือแต่ความดีงามที่ทิ้งไว้ให้คนเบื้องหลังจดจำ ฉะนั้นทุกวันที่เราลืมตาขึ้นมา จงคิดดี ทำดี ทำให้คนรอบข้างมีความสุข แล้วเราก็จะสุขใจและอิ่มใจ....”