"ภาวะโลกร้อน" ความจริงช็อกโลก

ขณะที่บ้านเราเจอภาวะฝนตกน้ำท่วม ไข้หวัดนกระบาด อีกด้านในซีกโลกตะวันตก ผู้คนกำลังเผชิญหน้ากับภาวะโลกร้อน และร้อนในระดับปรอทแทบแตกในความรู้สึกของคนที่อยู่อากาศหนาวมาเกือบชั่วชีวิต ร้อนจนร่างกายทนไม่ไหว บางประเทศมีผู้เสียชีวิตเป็นร้อยราย เดือนที่ผ่านมาสำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า คลื่นความร้อนปกคลุมบริเวณภาคตะวันออกของสหรัฐ จนทำให้มีผู้เสียชีวิตถึงกว่า 160 ราย ในพื้นที่ รัฐแคลิฟอร์เนีย

นอกจากนี้คลื่นความร้อนยังส่งผลให้เมืองใหญ่หลายเมืองไม่ว่าจะเป็น นิวยอร์ก ชิคาโก บัลติมอร์ วอชิงตัน บอสตัน ฟิลาเดลเฟียไปจนถึงแอตแลนตา ล้วนแต่ต้องเผชิญกับอุณหภูมิสูงเกือบ 40 องศาเซลเซียส ซึ่งคลื่นความร้อนดังกล่าว ส่งผลให้ประชาชนใช้พลังงานไฟฟ้าสูงจากเครื่องปรับอากาศ ซึ่งกำลังเป็นปัญหา ที่รัฐแคลิฟอร์เนียกำลังวิตก เกรงว่าพลังงานไฟฟ้าจะไม่เพียงพอต่อประชาชน ปรากฏการณ์ความแปร ปรวนของสภาวะอากาศอย่างสุดขั้ว ในทางวิทยาศาสตร์ระบุว่าสภาพเช่นนี้เป็น “ภาวะโลกร้อน” อันเป็นผลจากการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และก๊าซ อื่นๆ ที่มีคุณสมบัติดักจับความร้อนออกไปยังบรรยากาศของโลก ก๊าซเหล่านี้จะรวมตัวกันจนกลายเป็นผ้าห่มหนาๆ ดักจับความร้อนของดวงอาทิตย์ และทำให้โลกมีอุณหภูมิร้อนขึ้น ยิ่งก๊าซเหล่านี้เพิ่มมากขึ้น ความร้อนก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

ก๊าซเหล่านี้เกิดขึ้น จากการเผาผลาญพลังงานฟอสซิส ไม่ว่าจะเป็นน้ำมัน ถ่านหิน
** ดังนั้นเมื่อเราขับรถ เท่ากับเพิ่มกระบวนการสร้างโลกร้อน **รวมไปถึงการสูญเสียป่าธรรมชาติ เพราะไม่มีต้นไม้ดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ รวมถึงการทำเกษตรและปศุสัตว์ ที่ก่อให้เกิดก๊าซมีเทนก๊าซที่ทำให้โลกร้อนได้เช่นกัน

นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่ามนุษยชาติกำลังนั่งอยู่บนสุสานแห่งเวลา โลกมีเวลาเพียงสิบปีเท่านั้นที่จะปัดเป่าหายนะครั้งใหญ่ ที่อาจทำให้ระบบอากาศของโลกกลายเป็นเครื่องทำลายล้าง อาทิ สภาพอากาศอันรุนแรง น้ำท่วม ความแห้งแล้ง โรคระบาด และคลื่นความร้อนที่มีอำนาจทำลายล้างแรงกว่าที่เคยพบมา

อย่างไรก็ตามมีสถิติทางวิทยาศาสตร์ที่น่าแปลกอันเป็นสัญญาณว่าโลกอาจวิกฤติเกิดขึ้นแล้วก็เป็นได้ โดยมีข้อมูลจากแกนน้ำแข็งที่แอนตาร์คติก เมื่อเร็วๆ นี้ บ่งชี้ว่าปัจจุบันการจับตัวของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มสูงขึ้นกว่าทุกช่วงเวลาในระหว่าง 650,000 ปีที่ผ่านมา ซึ่งไกลเกินกว่าที่มาตรฐานใดๆ จะไปถึงได้

ปี 2005 คือปีที่โลกมีอุณหภูมิร้อนที่สุดเท่าที่เคยมีการวัดอุณหภูมิในชั้นบรรยากาศ เป็นสิบปีที่ถือว่ามีอากาศร้อนที่สุด เท่าที่เคยมีมานับแต่ปี 1990 ในฤดูร้อนปี 2005 หลายร้อยเมือง ในอเมริกามีอากาศร้อนสูงระดับทำลายสถิติตลอด 50 ปีที่ผ่านมา อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มสูงขึ้นในอัตราที่รวดเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ ในปี 2003 คลื่นความร้อนทำให้คนในยุโรปเสียชีวิตถึง 30,000 ศพ และในอินเดีย มีผู้เสียชีวิตไป 1,500 ศพ นับแต่ปี พ.ศ. 2521 ทะเลน้ำแข็งที่ขั้วโลกลดปริมาณลง 9 เปอร์เซ็นต์ต่อทุกสิบปี

เราไม่ได้ต้องการให้คนมีรถเลิกขับรถ แต่เราอยากให้ทุกคนเปลี่ยนไปใฃ้ทรัพยากรธรรมชาติที่ไม่มีผลกระทบต่อโลก เช่น NGV หรือก๊าซธรรมชาติอื่นๆ เสียเงินเพิ่มอีกไม่กี่หมื่น แต่จะช่วยสภาพแวดล้อม เพื่อส่วนรวมเราคิดว่าคุ้มนะ ขอขอบคุนทุกคนที่เปลี่ยนมาใช้ NGV 
SAVE THE WORLD AND HUMAN