ทักษะในการเขียนโครงการการดำเนินโครงการ การทำงานเป็นทีม การประเมินผลโครงการ การรายงานผลโครงการและการนำเสนอผลงาน เป็นทักษะที่จำเป็นสำหรับนิสิตรุ่นใหม่ในศตวรรษที่ ๒๑ การเรียนรู้ผ่านการทำโครงการด้วยการฝึกทำโครงการบริการหรือโครงการบริการชุมชนหรือสังคมจริงๆจะทำให้นิสิตเกิดทักษะดังกล่าวเหล่านั้นในตนเอง

๑) ความหมายและความสำคัญของโครงการ

โครงการคืออะไร

โครงการ (Project) หมายถึง แผนหรือเค้าโครงตามที่กะกำหนดไว้ ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถานพ.ศ. ๒๕๕๒ การเขียนโครงการ คือการเขียนแผนงานหรือเค้าโครงของแผนปฏิบัติงานที่มีกำหนดระยะเวลาและขั้นตอนการดำเนินงานอย่างชัดเจนและรอบคอบมีรายละเอียดที่สามารถสื่อสารกับผู้อนุมัติโครงการและผู้เกี่ยวข้องได้อย่างมีประสิทธิภาพเช่น  ชื่อโครงการ หลักการและเหตุผลวัตถุประสงค์ ผู้รับผิดชอบ กลุ่มเป้าหมาย ระยะเวลาดำเนินงานวิธีการหรือแผนการดำเนินงาน แผนงบประมาณ การประเมินผลโครงการ เป็นต้น


ในปัจจุบันการเขียนโครงการเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการพัฒนางานโดยเฉพาะงานเชิงรุกที่มุ่งให้เกิดผลผลิตและผลลัพธ์ เพื่อเปลี่ยนแปลงสิ่งต่าง ๆให้ดีขึ้น ถือเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทำงานตามวงจรคุณภาพ (Plan-Do-Check-Act;PDCA) ที่ใช้ในระบบการทำงานทั่วไป ดังนั้น ความสามารถในการเขียนโครงการเป็นสิ่งสำคัญมากในการทำงานทั้งในหน่วยงานราชการและเอกชนนิสิตทุกคนจำเป็นต้องศึกษาและพัฒนาตนเองให้สามารถเขียนโครงการได้ด้วยตนเอง

ความสำคัญของโครงการ 

ความสำคัญเบื้องต้นของโครงการ ๕ ประการ ได้แก่ 
  • ๑) เป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นมาเพื่อแปลงแผนงานให้เกิดผลในทางปฏิบัติ 
  • ๒)เพื่อแก้ปัญหา 
  • ๓) เพื่อเป็นเครื่องมือในการพัฒนาองค์กร 
  • ๔)เป็นเครื่องมือหรือตัวแทนที่ใช้ในการถ่ายทอดหรืออธิบายสิ่งที่เจ้าของโครงการต้องการดำเนินการและ 
  • ๕) เป็นเครื่องมือในการบริหารงาน (เช่นช่วยในการวิเคราะห์เพื่อตัดสินใจในการจัดสรรงบประมาณ) 

ความสำคัญของแต่ละโครงการ
จะเป็นเหตุผลที่คนเขียนโครงการต้องนำมาเขียนในหัวข้อ "หลักการและเหตุผล"
โดยเหตุผลหลัก ๆ ในการทำโครงการ คือ เพื่อแก้ปัญหาและเพื่อพัฒนา

๒) ประเภทของโครงการ


โครงการอาจแบ่งหรือจัดหมวดหมู่ได้หลากหลายแบบเช่น แบ่งตามลักษณะกระบวนการดำเนินงาน ได้แก่ โครงการวิจัย โครงการพัฒนา โครงการวิจัยและพัฒนาหรือกำหนดเอาแผนงานเป็นเกณฑ์ ได้แก่ โครงการปกติ โครงการต่อเนื่อง โครงการพิเศษเป็นต้น ไม่มีทฤษฎีกำหนดตายตัวเพื่อให้ง่ายต่อการศึกษาและสะดวกต่อการเขียนหลักการและเหตุผลของโครงการให้เป็นไปในแนวทางเดียวกันขอแบ่งโครงการออกเป็น ๓ ประเภท ตามลักษณะเป้าหมาย ได้แก่ โครงการบนฐานนโยบาย โครงการบนฐานปัญหาและโครงการฐานความคิดสร้างสรรค์ (ผู้เขียน)


  • ๑) โครงการบนฐานนโยบาย (Policy-basedProject) หมายถึง โครงการที่มีเป้าหมายเพื่อทำให้แผนงานของหน่วยงานเช่น แผนกลยุทธ์ แผนปฏิบัติราชการประจำปี ฯลฯ บรรลุเป้าประสงค์ของแผน กล่าวคือเป็นโครงการที่เกิดจากการแปลงแผนกลยุทธ์มาเป็นแผนปฏิบัติ สิ่งที่ได้คือ"แผนดำเนินการ" ซึ่งประกอบด้วยโครงการต่าง ๆ
  • ๒) โครงการบนฐานปัญหา (Problem-basedProject) หมายถึง โครงการที่มีเป้าหมายเพื่อแก้ปัญหาสำคัญว่าต้องมีการศึกษา สำรวจ และวิเคราะห์ปัญหาอย่างดี ให้ได้ปัญหาที่แท้จริงปัญหาที่เข้าท่า เป็นสาเหตุที่แท้จริงของปัญหาสำคัญ คือ เมื่อแก้ปัญหานั้นแล้วไม่ได้ทำให้เกิดปัญหาใหม่ขึ้นตามมาโครงการบนฐานปัญหานี้ อาจแบ่งแยกย่อยไปอีกตามเป้าหมายเน้นของโครงการ ได้เป็น ๓ประเภท (ผู้เขียน) ได้แก่
    • ๒.๑) โครงการเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะด้านคือ โครงการที่มุ่งแก้ปัญหานั้น ๆ ให้ดีขึ้นในระยะเวลาไม่นานโดยการลงมือทำเพียงครั้งเดียว เป็นโครงการระยะสั้น เช่น โครงการฝึกอบรมโครงการค่ายอาสาสร้าง หรือ โครงการบริการชุมชนและสังคม (Service-basedProject) หรือ โครงการบริการวิชาการ ที่มุ่งแก้ปัญหาของชุมชนโดยการถ่ายทอดองค์ความรู้หรือเทคโนโลยีเป็นต้น
    • ๒.๒)โครงการเพื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้ หรือเรียกว่า "โครงงาน" หรือ Projectfor Learning คือ โครงการที่มุ่งศึกษา ค้นคว้าเพื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้ของผู้ทำโครงงานเองมักใช้กับการเรียนการสอนในรายวิชาต่าง ๆ เพื่อฝึกฝนทักษะการเรียนรู้ด้วยตนเอง
    • ๒.๓)โครงการเพื่อการศึกษาค้นคว้าองค์ความรู้ใหม่ หรือเรียกว่า"โครงการวิจัย" หรือ Research-based Project คือโครงการที่มุ่งศึกษาค้นคว้าหาทางแก้ปัญหาที่กำหนดอย่างเป็นระบบ

๓)โครงการบนฐานความคิดสร้างสรรค์ (Creative-based Project) หมายถึงโครงการที่เกิดขึ้นจากความคิดสร้างสรรค์ผู้ต้องการทำโครงการมีฉันทะที่จะพัฒนาสิ่งหนึ่งสิ่งใดขึ้นใหม่ หรือนำสิ่งใหม่ๆนำนวัตกรรม หรือมองไปในอนาคตและทำนายด้วยข้อมูลที่น่าเชื่อถือว่าจะเกิดสิ่งใดขึ้นจึงเขียนโครงการขึ้นเพื่อป้องกัน หรือสร้างสรรค์นวัตกรรมนั้น ๆ ขึ้น ฯลฯ


๓) การเขียนโครงการ

การเขียนโครงการของแต่ละหน่วยงานราชการอาจมีรูปแบบแตกต่างกันไปโดยฝ่ายที่รับผิดชอบเรื่องการจัดทำแผนงานและฝ่ายประกันคุณภาพของหน่วยงานมักจะกำหนดรูปแบบและองค์ประกอบของโครงการขึ้นใช้ให้เป็นไปแนวทางเดียวกันภายในหน่วยงานมหาวิทยาลัยมหาสารคามกำหนดรูปแบบและองค์ประกอบในการเขียนโครงการทั้งหมด ๑๔ ข้อแต่บางข้อผู้เขียนได้พิจารณาแล้วว่าเป็นองค์ประกอบที่กำหนดขึ้นเพื่อวัตถุเฉพาะเกินไปเช่น เพื่อประโยชน์ในงานประกันคุณภาพเฉพาะด้าน ซึ่งยังไม่เกี่ยวข้องกับนิสิตจึงกำหนดองค์ประกอบของโครงการให้นิสิตได้ศึกษาจำนวน ๘ ข้อ ได้แก่
  • ๑.ชื่อโครงการ
  • ๒.ผู้รับผิดชอบโครงการ
  • ๓. หลักการและเหตุผล
  • ๔. วัตถุประสงค์/ตัวชี้วัดความสำเร็จและเป้าหมาย
  • ๕. กลุ่มเป้าหมายและระยะเวลาดำเนินงาน
  • ๖. วิธีการและแผนการดำเนินงาน
  • ๗.แผนงบประมาณ
  • ๘. ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

โดยแต่ละองค์ประกอบมีแนวทางและเทคนิคการเขียนดังต่อไปนี้

๓.๑) การตั้งชื่อโครงการ


การตั้งชื่อโครงการควรระบุให้ทราบถึงแนวทางปฏิบัติและความคาดหวังหรือผลตอบแทนจากการทำโครงการ ผู้อ่านอ่านแล้วถึงแนวทางทิศทางของโครงการ หรือบอกว่าเกี่ยวกับอะไร
  • ถ้าเป็นโครงการบนฐานปัญหา อาจเขียนได้ ๒ แบบ คือ 
    • ๑) เขียนแบบบอกปัญหา เช่น โครงการแก้ปัญหา หรือ 
    • ๒) เขียนแบบบอกทางแก้ไขเช่น โครงการชวนน้องอ่านหนังสือโดยเขียนปัญหาอ่านไม่ออกอ่านไม่คล่องของน้องไว้ในหัวข้อหลักการและเหตุผล ฯลฯ
  • ถ้าเป็นโครงการบนฐานนโยบายควรเขียนให้สอดคล้องกับกลยุทธ์หรือนโยบายนั้นๆ เช่นโครงการส่งเสริมคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ฯลฯ
  • ถ้าเป็นโครงการบนฐานความคิดสร้างสรรค์เขียนให้เห็นภาพฝันหรือภาพแห่งความสำเร็จจะดี เช่น โครงการสร้างโรงไฟฟ้าจากขยะ ฯลฯ
๓.๒) ผู้รับผิดชอบโครงการ

ผู้รับผิดชอบโครงการคือบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่ต้องรับผิดชอบการดำเนินงานให้บรรลุวัตถุประสงค์ของโครงการและรวมถึงผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในการดำเนินโครงการหากเป็นโครงการของหน่วยงาน มักเป็นหัวหน้างานที่ต้องรับผิดชอบสูงสุดในงานนั้นๆ  ในบริบทของรายวิชาหนึ่งหลักสูตรหนึ่งชุมชนซึ่งอาจาย์ผู้สอนจะแบ่งนิสิตออกเป็นกลุ่มย่อยๆและมอบหมายให้จัดทำโครงการบริการวิชาการหรือโครงการบริการสังคมผู้รับผิดชอบโครงการ คือสมาชิกทุกคนในกลุ่มย่อย

๓.๓) หลักการและเหตุผล

หลักการและเหตุผลคือส่วนสำคัญที่สุดที่จะสื่อสารกับผู้พิจารณาซึ่งมีอำนาจอนุมัติหรือไม่อนุมัติโครงการดังนั้นจะต้องเขียนแสดงให้เห็นประโยชน์และความสำคัญของโครงการ เพื่อโน้มน้าวความสนใจและรู้สึกถึงความจำเป็นที่จะต้องอนุมัติโครงการนี้หลักคิดในการเขียนเบื้องต้น คือ เขียนอย่างน้อย ๓ ประเด็น ได้แก่ 
  • ๑) ทำไมต้องทำ 
  • ๒)ทำอย่างไร (คร่าว ๆ พอเข้าใจพอสังเขป) และ 
  • ๓) ทำแล้วประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับคืออะไรส่วนจะเพิ่มเติม เน้นย้ำให้ผู้อ่านสนใจและเชื่อถืออย่างไร สามารถเพิ่มเติมได้


ควรจะเขียนเป็น ย่อหน้าๆ ละประเด็น ย่อหน่าแรกเขียนให้ผู้อ่านเห็น "วิธีคิด"หรือ "กระบวนทัศน์" ย่อหน้าที่สอง เขียนให้เห็น "วิธีการ"หรือ "กระบวนการ" และย่อหน้าที่สาม เขียนให้เห็น "ผลลัพธ์"หรือ "ประโยชน์" ของโครงการแต่ละประเภทของโครงการจะเขียนส่วนย่อหน้าแรกต่างกันตามเหตุผลว่า ทำไมต้องทำดังจะชี้ให้เห็น ดังนี้

การเขียนหลักการและเหตุผลสำหรับโครงการบนฐานนโยบาย
  • ย่อหน้าแรกให้เขียนเกี่ยวกับนโยบาย แผนยุทธศาสตร์ หรือแผนกลยุทธ์ ของหน่วยงาน ในทำนองว่าเป็นเหตุผลที่ทำให้ต้องจัดทำกิจกรรม/โครงการนี้ขึ้น เห็นความเป็นมาของการทำโครงการ
  • ย่อหน้าที่สองให้เขียนรายละเอียดพอสังเขปว่า จะทำอะไร? ที่ใหน? อย่างไร? ให้เข้าใจพอสังเขป เช่นจะเชิญใครมาเป็นวิทยากร มาบรรยายหรืออบรมเรื่องอะไร ด้วยเทคนิคอะไร ทำไมถึงน่าสนใจเป็นต้น สรุปคือ เขียนให้เห็นหลักคิดและหลักปฏิบัติ หรือเห็นหลักการนั่นเอง
  • ย่อหน้าที่สามให้เขียนถึงผลที่คิดว่าจะเกิดขึ้นจากโครงการ เช่น ผลผลิตหรือผลลัพธ์เชิงพฤติกรรมที่จะเกิดขึ้น หัวข้อนี้เสมือนการเอาหัวข้อ "วัตถุประสงค์" และ"ผลประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ"มาเขียนเรียบเรียงเพื่อโน้มน้าวกระตุ้นความสนใจ ทำให้ผู้อ่านเห็นความสำคัญเห็นภาพแห่งความสำเร็จที่จะเกิดขึ้น

การเขียนหลักการและเหตุผลสำหรับโครงการบนฐานปัญหา

  • ย่อหน้าแรก ให้เขียนปัญหาที่มาของปัญหา และบริบทของปัญหา ผู้อ่าน ๆ แล้ว ให้ทราบว่า ปัญหาที่แท้จริงคืออะไรสาเหตุของปัญหานั้น ๆ คืออะไร มีบริบทปัจจัยอะไรที่เกี่ยวข้องบ้าง ควรจะเขียนให้ผู้อ่านรู้สึกว่า


-  เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจริง ๆ
-  เป็นปัญหาที่สำคัญมีผลกระทบกับผู้คนจำนวนมาก หรือเป็นต้นเหตุของปัญหาอื่น ๆ
-  ข้อมูลปัญหาที่เขียน มีการสำรวจสืบค้น สังเคราะห์ หรือวิเคราะห์แล้ว
-  เป็นปัญหาที่ค้นพบ สำรวจ วิเคราะห์โดยเจ้าโครงการเอง
-  แสดงข้อมูลเชิงสถิติ ตัวเลขแสดงให้เห็นความรุนแรง หรือมากน้อย ฯลฯ
  • ย่อหน้าที่สองเขียนวิธีการจะแก้ปัญหานั้น อ่านแล้วให้รู้ว่าจะแก้อย่างไร ใช้ใครหรืออะไร ที่ไหนอย่างไร ... เขียนให้เห็นหลักคิดและหลักปฏิบัติ หรือเห็นหลักการนั่นเอง
  • ย่อหน้าที่สามเขียนเกี่ยวกับผลลัพธ์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้น บอกวิธีประเมินผลพอสังเขป


การเขียนหลักการและเหตุผลสำหรับโครงการฐานความคิดสร้างสรรค์

  • ย่อหน้าแรก เขียนถึงสิ่งที่เป็นเหตุจุดประกายความคิดสร้างสรรค์ที่เกิดขึ้นอาจจะเป็นปัญหาหรือการมองปัญหาในมุมมองของตน หรือเป็นการค้นพบของตนเองหรือเป็นเหตุการณ์ที่สร้างแรงบันดาลใจ หรือแม้แต่เป็น (ประกาย) ความคิดของตนเองที่"ปิ๊ง" ขึ้นมา หรือเป็นประสบการณ์ของตนเองที่ได้เรียนรู้จนตกผลึกมั่นใจ
  • ย่อหน้าที่สองเขียนถึงรายละเอียดของความคิดสร้างสรรค์นั้นให้เห็นพอสังเขป ว่าจะทำอะไร อย่างไร... เขียนให้เห็นหลักคิดและหลักปฏิบัติ
  • ย่อหน้าที่สามเขียนถึงภาพความสำเร็จหรือผลที่จะได้รับจากการสร้างสรรค์งานนั้น ๆ


อย่างไรก็ดีวิธีการเขียนหลักการและเหตุผลที่เสนอมาข้างต้นนี้ เป็นเพียงทางเลือกเท่านั้นการเขียนหลักการและเหตุผล แท้จริงแล้วเขียนแบบใดก็ได้ กี่ย่อหน้าก็ได้ขึ้นอยู่กับผู้เขียนและผู้อ่านโครงการนั้น จะกำหนดให้เห็นเป็นอย่างไร ขอให้เห็น"เหตุผล" และ "หลักการ"


๓.๔) วัตถุประสงค์/ตัวชี้วัดความสำเร็จ และเป้าหมาย

การเขียนวัตถุประสงค์โครงการ

วัตถุประสงค์ คือ สิ่งที่ต้องการให้เกิดขึ้นเนื่องจากการดำเนินโครงการลักษณะที่ดีของวัตถุประสงค์ คือ ชัดเจน ทำได้จริง วัดประเมินได้สามารถบอกเป้าหมายหรือสิ่งที่จะเกิดขึ้นได้ชัดเจนเป็นรูปธรรม หากเป็นการพัฒนาคนต้องระบุได้ว่าพฤติกรรมที่พึงประสงค์คืออะไร

"วัตถุ" คือวัตถุสิ่งที่จับต้องได้ นับได้ มองเห็นเป็นรูปธรรม ส่วนคำว่า "ประสงค์"คือความต้องการ ดังนั้น คำว่า "วัตถุประสงค์" น่าจะแปลว่าความต้องการอะไรที่จำต้องได้เป็นรูปธรรมจากโครงการ ... แต่แปลตามตัวแบบนี้ก็เกินไปเพราะโครงการส่วนใหญ่ ไม่ใช่สร้างวัตถุสิ่งของ โดยเฉพาะโครงการพัฒนาสมรรถนะหรือความสามารถของคนจึงขอให้ยึดหลักว่า วัตถุประสงค์ทุกข้อจะต้องวัดได้ ประเมินได้
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จินดาพรจำรัสเลิศลักษณ์ ผู้ช่วยอธิกาบดีผู้ดูแลรับผิดชอบงานประกันคุณภาพการศึกษา เสนอหลักการเขียนวัตถุประสงค์ว่าต้องมีลักษณะสำคัญ SMART คือ
-         Specific คือมีความเฉพาะเจาะจงลงประเด็นเดียวในแต่ละข้อ
-         Measurable คือต้องสามารถวัดและประเมินผลสำเร็จได้
-         Attianable คือระบุถึงการกระทำที่สามารถปฏิบัติได้ บรรลุผลได้
-         Realistic คือต้องระบุให้มีความเป็นเหตุเป็นผลและสอดคล้องกับความเป็นจริง
-         Time bound คือ มีการกำหนดขอบเขตของเวลาที่จะกระทำให้สำเร็จได้อย่างชัดเจน
โดยวัตถุประสงค์สามารถแบ่งออกได้เป็น๔ ระดับ ได้แก่
  • ระดับที่ ๑ ให้เขียนถึง"ผลผลิต" (Output) คือสิ่งที่ต้องการให้เกิดขึ้นทันทีหลังจบโครงการ ค่อนข้างมั่นใจว่าเกิดขึ้นแน่นอน และต้องสามารถประเมินได้ทันทีหลังจบโครงการเป็นสิ่งที่ผู้ทำโครงการมีความมั่นใจว่าเกิดขึ้นแน่ ๆเพราะเป็นวัตถุประสงค์หลักของโครงการ
  • ระดับที่ ๒ ให้เขียนถึง"ผลลัพธ์" (Outcome) คือการเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมที่เกิดขึ้น เป็นความคาดหวังของโครงการที่อยากให้เกิดขึ้นเช่น ทักษะ ความสามารถ หรือศักยภาพ หรือเจตคติ ฯลฯ
  • ระดับที่ ๓ ให้เขียนถึง"ผลพลอยได้" (By-product) หรือประโยชน์ทางอ้อมที่สำคัญและมีคุณค่าที่สุดที่จะเกิดขึ้นจากโครงการ
  • ระดับที่ ๔ (ถ้ามี...ในกรณีเป็นโครงการต่อเนื่องหรือโครงการระยะยาว) ให้เขียนถึง"ผลกระทบ" (Impact) คือสิ่งที่จะเป็นผลตามมาจากโครงการหรือผลที่เกิดขึ้นต่อจากการมีผลผลิตนั้น ๆ


วัตถุประสงค์จะเขียนกี่ระดับก็ได้แต่ทุกข้อที่เขียนจะต้องวัดผลและประเมินผลได้ จำนวนวัตถุประสงค์ไม่มากเกินไปและไม่น้อยเกินไปจนทำให้ความสำคัญของโครงการน้อย วัตถุประสงค์ควรจะครอบคลุมสาระสำคัญของโครงการ

ตัวชี้วัดความสำเร็จและเป้าหมาย

หลักการสำคัญในการเขียนตัวชี้วัดความสำเร็จคือ ต้องเขียนให้ต้องสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ สามารถบอกได้ว่าวัตถุประสงค์นั้นสำเร็จหรือไม่และต้องกสามารถวัดได้จริงด้วยวิธีการใดวิธีการหนึ่งหรือเครื่องมือใดเครื่องมือหนึ่งส่วนเป้าหมาย คือ เกณฑ์ที่กำหนดระดับความสำเร็จของแต่ละวัตถุประสงค์ ตัวชี้วัดความสำเร็จอาจแบ่งเป็น ๒ หรือ ๓ ประเภทก็ได้

ถ้าแบ่งเป็น ๒ ประเภท ได้แก่ 
  • ๑)ตัวชี้วัดเชิงปริมาณ คือตัวชี้วัดที่แสดงผลเป็นตัวเลข เช่น จำนวน ร้อยละระดับความสำเร็จ ระดับความพึงพอใจ เป็นต้น และ 
  • ๒) ตัวชี้วัดเชิงคุณภาพที่บ่งบอกถึงคุณภาพและคุณค่าของสิ่งนั้น ๆ ซึ่งนำเสนอออกมาเป็นตัวเลขไม่ได้


ถ้าแบ่งเป็น 3 ประเภท จะได้แก่ 
  • ๑) ตัวชี้วัดเชิงปริมาณ คือตัวชี้วัดที่สามารถนับได้ หรือ เป็นปริมาณเชิงกายภาพที่มีหน่วยวัดเช่น จำนวน ความยาว น้ำหนัก ระยะเวลา เป็นต้น 
  • ๒)ตัวชี้วัดเชิงปริมาณที่ใช้วัดสิ่งที่เป็นนามธรรม คือตัวชี้วัดที่สร้างเกณฑ์ให้สิ่งนามธรรมนั้นเป็นตัวเลข เช่น ระดับความพึงพอใจระดับคุณธรรม ระดับความโปร่งใส ฯลฯ และ 
  • ๓) ตัวชี้วัดเชิงคุณภาพ คือ ตัวชี้วัดไม่ใช่เชิงปริมาณไม่มีหน่วยวัดใด ๆ แต่ใช้การวัดเทียบกับค่าเป้าหมายที่เป็นเกณฑ์ในลักษณะพรรณนาหรือเป็นคำอธิบายของเกณฑ์ซึ่งจะช่วยในการใช้วิจารณญาณของผู้ประเมิน เช่นการมีคุณค่ากับสถาบัน ศักยภาพของผู้เข้าอบรม ฯลฯ


ตัวอย่างตัวชี้วัดความสำเร็จและเป้าหมายเชิงปริมาณเช่น
-         จำนวนผู้เข้าร่วมโครงการไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของกลุ่มเป้าหมาย
-         ระดับความพึงพอใจของกลุ่มเป้าหมายไม่น่อยกว่า 3.51 คะแนน (คะแนนเต็ม 5.00)
-         จำนวนผู้ผ่านการทดสอบความรู้ความเข้าใจเรื่อง.......  ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80
-         เป็นต้น
ตัวอย่างตัวชี้วัดความสำเร็จและเป้าหมายเชิงคุณภาพเช่น
-         กลุ่มเป้าหมายมีเจตคดีที่ดีต่อการ...............
-         เกิดประโยชน์ที่มีคุณค่าต่อชุมชน
-         ได้รับการยอมรับจากชุมชน 
-         เป็นต้น

๓.๕) กลุ่มเป้าหมาย/ระยะเวลาดำเนินการ/สถานที่ดำเนินโครงการ

กลุ่มเป้าหมาย
กลุ่มเป้าหมาย คือ กลุ่มคนผู้ได้รับประโยชน์จากโครงการการเขียนต้องระบุประเภทของกลุ่มคนให้ชัดเจนพร้อระบุจำนวนที่แน่นอนเนื่องจากข้อมูลนี้จะถูกนำไปใช้ในการคำนวณในการทำแผนงบประมาณโครงการ ตัวอย่างการเขียนกลุ่มเป้าหมายเช่น
-         กลุ่มแม่บ้านทอเสื่อกกบ้านดอนมันจำนวน 50 คน
-         ครูโรงเรียนบ้านขามเฒ่า จำนวน 5 คน
-         ชาวบ้านหมู่ที่ 3 บ้านห้วยซัน จำนวน20 คน
-         เป็นต้น
กลุ่มเป้าหมายจะแตกต่างจากกลุ่มตัวอย่างการทำโครงการบริการวิชาการหรือโครงการพัฒนาต่างๆ มักกำหนดเป็นกลุ่มเป้าหมายส่วนโครงการวิจัยหรือโครงการสำรวจมักจะกำหนดกลุ่มตัวอย่าง ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่ถือเป็นตัวแทนของ“ประชากร” หรือกลุ่มคนที่ต้องการจะศึกษาทั้งหมด

ระยะเวลาดำเนินโครงการ
ให้ระบุวันเริ่มต้นและวันสิ้นสุดโครงการเช่น
-         วันเริ่มโครงการ  24 สิงหาคม 2560 วันสิ้นสุดโครงการ 30 สิงหาคม2561

สถานที่ดำเนินโครงการ
ให้ระบุสถานที่ พื้นที่ ที่ตั้ง หรือที่อยู่ที่กระบวนการดำเนินโครงการจะเกิดขึ้น เช่น
-         บ้านดอนนา ต.ขามเรียง อ.กันทรวิชัยจ.มหาสารคาม
-         อาคารพลศึกษา มหาวิทยาลัยมหาสารคามต.ขามเรียง อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม
-  เป็นต้น 



๓.๖) วิธีการดำเนินโครงการและแผนการดำเนินงาน

วิธีการดำเนินโครงการ

ให้เขียนวิธีการและขั้นตอนของการดำเนินงานโครงการประเภทโครงการบนฐานปัญหาหรือโครงการแก้ปัญหาควรจะแบ่งวิธีการดำเนินงานออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่
  • ระยะต้นน้ำเริ่มตั้งแต่การสำรวจปัญหา การกำหนดปัญหา การศึกษาปัญหา การกำหนดวิธีการการแก้ไขการวางแผนงาน และการสร้างเครื่องมือประเมินผลโครงการต่าง ๆ
  • ระยะกลางน้ำเริ่มจากดำเนินโครงการตามแผนงานที่วางไว้ ควรจะแบ่งเป็นขั้นตอนต่างๆ ให้ชัดเจนและกำหนดบทบาทหน้าที่ของแต่ละคนแต่ละฝ่ายอย่างชัดเจน เช่นกำหนดผู้รับผิดชอบหลักในแต่ละขั้นตอน เป็นต้น
  • ระยะปลายน้ำเป็นการประเมินผลการดำเนินโครงการซึ่งเน้นไปที่ผลประโยชน์ที่คาดว่ากลุ่มเป้าหมายจะได้รับและองค์ความรู้ที่เกิดขึ้นจากการดำเนินโครงการ รวมถึงการสร้างสื่อและการนำเสนอองค์ความรู้และแนวปฏิบัติที่ดีเพื่อเผยแพร่ให้เป็นประโยชน์ต่อไป


แผนการดำเนินงาน

การเขียนแผนการดำเนินงานเป็นเหมือนการสรุปวิธีการดำเนินงานลงในตารางแสดงแผนการกำหนดระยะเวลาในการดำเนินการในแต่ละขั้นตอนโดยนำเอาขั้นตอนการทำงานที่สำคัญๆ ทั้งหมดหัวเรื่องวิธีการทำงาน มาเขียนในคอลัมน์แล้วใช้ลูกสอนหรือเส้นสัญลักษณ์แสดงช่วงระยะเวลาที่จะดำเนินงานขั้นตอนนั้นๆดังตัวอย่าง


ที่
ขั้นตอน/กิจกรรม
ปีงบประมาณ พ.ศ. 2561
ต.ค.
พ.ย.
ธ.ค.
ม.ค.
ก.พ.
มี.ค.
เม.ย.
พ.ค.
มิ.ย.
ก.ค.
ส.ค.
ก.ย.
1
ประชุมเตรียมสำรวจ
 











2
ลงพื้นที่สำรวจชุมชน

 










3
กำหนดปัญหา/ชุมชน


 









4
เขียนเค้าร่างโครงการ/ขออนุมัติโครงการ


 









5
ดำเนินโครงการ






 





6
………………………












๓.๗) แผนงบประมาณ

การเขียนแผนงบประมาณถือเป็นเรื่องสำคัญโดยเฉพาะในการเขียนโครงการบนฐานนโยบาย ที่มีแผนงบประมาณของหน่วยงานกำหนดไว้โดยเฉพาะการเขียนโครงการในหน่วยงานราชการการเขียนแผนงบประมาณถือเป็นปัจจัยกำหนดว่าการดำเนินโครงการและการสรุปโครงการจะราบรื่นหรือไม่ แผนงบประมาณที่ชัดเจนจะทำให้การจัดเก็บเอกสารข้อมูลและหลักฐานการเงินเป็นไปอย่างมีระบบดังนั้นผู้เขียนโครงการจำเป็นต้องศึกษาเกี่ยวกับระเบียบด้านการเงินและฝึกตนเองให้มีความรอบคอบถี่ถ้วนในการบันทึกค่าใช้จ่าย  ตัวอย่างแผนงบประมาณในโครงการบนฐานนโยบายแสดงดังตารางด้านล่าง

งบรายจ่าย -รายการ
งบประมาณ (บาท)
ค่าใช้จ่ายภายในประเทศ

1. ค่าตอบแทนวิทยากร 
วันอังคารที่ 26 มิถุนายน 2561  จำนวน 2 คน  จำนวน 3 ชั่วโมง  (2 คน x 600 บาท x 3 ชั่วโมง)

3,600
2. ค่ารับรองวิทยากร
วันอังคารที่ 26 มิถุนายน  2561     จำนวน 2 คน 

800
6. ค่าอาหารกลางวัน
วันอังคารที่ 26 มิถุนายน 2561         (130 บาท x 110 คน x 1 มื้อ)      

14,300
7. ค่าอาหารว่าง
วันอังคารที่ 26 มิถุนายน 2561         (30 บาท x 110 คน x 2 มื้อ)      

6,600
8. จ้างพิมพ์เกียรติบัตร  จำนวน 100 แผ่น (แผ่นละ 5 บาท x 100 แผ่น)
500
รวม
25,800

จะเห็นว่าการตั้งงบประมาณระบบราชการในการจัดโครงการ จำเป็นต้องระบุว่า ต้องการจ่ายค่าอะไรวันที่เท่าใด ราคาต่อหน่วยเท่าไหร่ จำนวนกี่คน(ซึ่งจำเป็นต้องสอดคล้องกับจำนวนกลุ่มเป้าหมายของโครงการ)คิดเป็นงบประมาณรวมในแต่ละรายการเท่าใด รวมเป็นเงินทั้งสิ้นเท่าใด

๓.๘ ผล/ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

ส่วนนี้สำคัญมากเพราะผู้อ่านโครงการจะให้ความสนใจว่าผู้เขียนโครงการมั่นใจถึงความสำเร็จของโครงการอย่างไรบ้างถ้าผลที่คาดว่าจะได้รับไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ นั่นแสดงว่าผู้ขออนุมัติโครงการไม่เข้าใจและถ้ามีวัตถุประสงค์แต่ไม่มีในผลที่คาดว่าจะได้รับ นั่นแสดงว่าผู้ขออนุมัติโครงการไม่มั่นใจว่าจะเกิดขึ้น

ให้เขียนผลที่จะเกิดตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ให้เห็นเป็นรูปธรรมที่สุด ให้ระบุผลผลิต ผลลัพธ์ หรือผลพลอยได้ตามวัตถุประสงค์แต่ละข้อ โดยนำเอาผลการประเมินตัวชี้วัดความสำเร็จที่วัดด้วยเครื่องมือต่าง ๆ เช่น แบบสอบถาม แบสัมภาษณ์ แบบทดสอบ ฯลฯ มาเขียนรายงานเป็นข้อ ๆ

๔) การประเมินโครงการ


๔.๑) ความหมายและประเภทของการประเมินโครงการ

มีผู้ให้ความหมายของ"การประเมินโครงการ" ไว้มากมาย ท่านที่สนใจ สามารถสืบค้นได้จากงานเขียนวิทยานิพนธ์หรือเล่มงานวิจัยทางศึกษาศาสตร์ได้ไม่ยาก หลังจากอ่านหลายๆ ความหมาย สามารถสังเคราะห์ให้ครอบคลุ่มที่สุดได้ดังนี้

การประเมินผลโครงการ หมายถึงกระบวนการค้นหา รวบรวม และวิเคราะห์ข้อมูลแล้วพิจารณาตัดสินความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ของโครงการ ความคุ้มค่า คุณค่าและการพัฒนาที่เกิดขึ้นจากการดำเนินโครงการ เพื่อให้ได้สารสนเทศที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินการให้ดีขึ้นต่อไปหรือตัดสินใจยุติโครงการ
ประเภทของการประเมินโครงการมีหลากหลายแบบสาระสำคัญที่น่าสนใจคือ การแบ่งประเภทของการประเมินตามเวลาการลงมือประเมิน ซึ่งแบ่งได้เป็น๓ ประเภท ได้แก่
  • การประเมินก่อนดำเนินโครงการ (PreliminaryEvaluation) โดยควรประเมิน ๒ ลักษณะ ได้แก่ 
    • การประเมินความต้องการหรือความจำเป็น (Needs Assessment) และ
    • การประเมินความเป็นไปได้(Feasibility Study) เพื่อนำสารสนเทศที่ได้ไปประกอบการตัดสินใจในการทำแผนหรือปรับแผนการดำเนินโครงการ
  • การประเมินระหว่างการดำเนินโครงการ (On going Evaluation) เป็นการประเมินความก้าวหน้าหรือการพัฒนาของโครงการ(Formative Evaluation) ว่า เป็นไปตามแผนของโครงการหรือไม่มีปัญหาหรืออุปสรรคอย่างไร
  • การประเมินเมื่อโครงการสิ้นสุด (Pay-off Evaluation) เป็นการประเมินเพื่อผลรวมสรุป(Summative Evaluation) หลังจากการดำเนินโครงการเสร็จสิ้นแล้วเป็นการประเมินความสำเร็จของโครงการตามตัวชี้วัดหรือวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ เช่นการประเมินผลผลิต (output) ผลลัพธ์ (Outcome) หรือ ผลกระทบ (Impact) อันเป็นผลมาจากโครงการ


๔.๒) เครื่องมือประเมินโครงการ

เครื่องมือประเมินโครงการ คือเครื่องมือในการศึกษา ค้นหา รวบรวม และวิเคราะห์ข้อมูลต่าง ๆเพื่อให้เป็นสารสนเทศในการตัดสินใจ ตัดสินคุณค่า ความคุ้มค่า หรือการพัฒนาของโครงการเช่น แบบสังเกต แบบสัมภาษณ์ แบบบันทึก แบบสอบถาม แบบทดสอบ แบบวัดความพึงพอใจรายงานโครงการ และรวมถึง การถอดบทเรียน ฯลฯไม่เครื่องมือใดดีที่สุดสำหรับทุกโครงการ ผู้ประเมินต้องเลือกใช้อย่างเหมาะสมหรือจะดีที่สุดคือ ออกและสร้างเครื่องมือด้วยตนเอง ซึ่งจะมีกระบวนการสร้างอย่างเป็นขั้นตอนซึ่งจะได้นำมาแลกเปลี่ยนในบันทึกต่อ ๆ ไป

สำหรับกิจกรรมนิสิตโครงการส่วนใหญ่เกิดจาก "จิตอาสา"และจุดมุ่งหมายสำคัญนอกจากวัตถุประสงค์ของแต่ละโครงการซึ่งจำเป็นต้องประเมินให้ครอบคลุมและครบถ้วนตามตัวชี้วัดและวัตถุประสงค์ทุกข้อแล้วทุกกิจกรรมยังมุ่งให้นิสิตฝึกฝนพัฒนาทักษะและภาวะผู้นำในตนเองจึงควรต้องมีการประเมินผลการเรียนรู้ (Learning Evaluation) ซึ่งหนึ่งในเครื่องมือที่สำคัญก็คือ"การถอดบทเรียน" นั่นเอง

๔.๓) การเขียนรายงานผลการประเมินโครงการ

รูปแบบการเขียนรายงานผลการประเมินโครงการของแต่ละหน่วยงานหรือองค์กรอาจไม่เหมือนกันและแตกต่างกันตามแต่ละประเภทของโครงการด้วยรูปแบบที่จะกำหนดให้นิสิตได้ฝึกเขียนรายงานการประเมินโครงการครั้งนี้ปรับจากแบบฟอร์มการเขียนรายงานผลการดำเนินโครงการของกองบริการวิชาการและวิจัยของมหาวิทยาลัยมหาสารคามและแบบฟอร์มการเขียนโครงการของมหาวิทยาลัยมหาสารคามโดยตัดให้เหลือเฉพาะบางหัวข้อที่สำคัญเกี่ยวข้องกับการพัฒนาทักษะการคิดและการเขียนสำหรับพัฒนาภาวะผู้นำของนิสิตมีองค์ประกอบทั้งหมด ๑๐ ข้อดังนี้

  • ๑)ชื่อโครงการ
  • )ผู้รับผิดชอบโครงการ
  • )หลักการและเหตุผล
  • )วัตถุประสงค์ของโครงการ
  • )ตัวชี้วัดความสำเร็จและเป้าหมาย
  • )กลุ่มเป้าหมาย/ระยะเวลา/สถานที่ดำเนินโครงการ
  • ๗) ผลการดำเนินโครงการ
    • ให้เขียนรายงานกระบวนการดำเนินงานตามแผนดำเนินงานที่เขียนไว้ในโครงการตามลำดับเวลาและขั้นตอนโดยเขียนให้เห็นกระบวนการการดำเนินงานของแต่ละขั้นตอน ประกอบผลงาน ชิ้นงานหรือภาพถ่าย โดยเน้นสอดคล้องกับการทำงานจริง ให้ยึดเอาขั้นตอนการทำงานจริง ๆเป็นหลัก ดังนั้น ขั้นตอนการทำงานของแต่ละกลุ่มอาจแตกต่างกันได้ตามกระบวนการทำงานเป็นของกลุ่ม
  • ๘)ผลการประเมินโครงการ
  • ๙) สรุปรายงานงบประมาณ
    • เขียนรายการและจำนวนเงินของแต่ละรายการและรวมงบประมาณทั้งหมด ในกรณีของโครงการเสริมการเรียนรู้โดยไม่ต้องแนบหลักฐานใดๆเว้นแต่อาจารย์ผู้สอนจะกำหนดเพื่อให้ได้เรียนรู้วิธีการทางงบประมาณของหน่วยงานราชการไทย
  • ๑๐)รายชื่อผู้จัดทำรายงาน
    • ให้เขียนเฉพาะรายชื่อ ผู้มีส่วนในการเขียนสรุปรายงานและประเมินโครงการ  ไม่จำเป็นต้องมีรายชื่อนิสิตทุกคนในกลุ่มและให้ผู้ทำหน้าที่เลขานุการ (ผู้รวบรวม เรียบเรียง) เป็นผู้ลงรายมือชื่อ  ร่วมกับหัวหน้าโครงการ


สุดท้ายนี้ ขอย้ำว่ารูปแบบการเขียนรายงานผลการประเมินโครงการนั้น ไม่มีรูปแบบตายตัวขึ้นอยู่กับลักษณะของโครงการและนโยบายของหน่วยงานนั้น ๆ จะกำหนด จึงขอให้ผู้อ่านศึกษาเอาหลักการ เทคนิค และคำนึงถึงเหตุผลของการเขียนในแต่ละครั้งเสมอ