ใช้ชีวิตให้มีความสุขในยุุุค 4.0
โดย...ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
ที่ปรึกษาด้านภาพลักษณ์และการสื่อสาร
คนเราเกิดมาในโลกนี้ ทุกคนต่างก็ต้องพบเจออุปสรรค ปัญหา ความทุกข์ ความสุข ความเศร้า ความเหงา ซึ่งอารมณ์ต่างๆเหล่านี้ เป็นอารมณ์ของมนุษย์หรือปุถุชนที่ต้องพบเจอกัน แต่มนุษย์เราทุกๆคน ก็หวังที่จะมีชีวิตที่เป็นสุขมากกว่าชีวิตที่มีแต่ความทุกข์ บทความฉบับนี้ เราจะมาพูดเรื่อง “ ใช้ชีวิตอย่างไรให้มีความสุข ” ซึ่งเป็นวิธีง่ายๆ สามารถนำไปใช้ได้จริง เริ่มจาก
1.หัดเป็นคนมองโลกในแง่ดี คนที่มองโลกในแง่ดีจะมีความทุกข์น้อยกว่าคนที่มองโลกในแง่ร้าย “ โลกมีไว้เหยียบ ไม่ได้มีไว้แบก ” เป็นคำพูดของคุณขรรค์ชัย บุนปาน ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์มติชน ซึ่งเป็นคำพูดที่ให้แง่คิดที่ดี เพราะบางคนชอบแบกปัญหาเหมือนแบกโลก แต่แท้จริงแล้ว ปัญหาทุกปัญหามีทางออกและทางแก้ ดังนั้นหากอยากมีความสุข ขอให้พยายามมองโลกในแง่ดี
2.ใฝ่ธรรมะ คนที่มีธรรมะในใจ มักมีความสุขมากกว่าคนที่ไม่มีธรรมะ เพราะผู้ที่มีธรรมะเมื่อพบเจอปัญหาอุปสรรคต่างๆ มักจะมองโลกตามความเป็นจริง สามารถปล่อยวางได้ ทำใจได้ แก้ไขปัญหาได้อย่างเยือกเย็นกว่า หากต้องการพบความสุขที่ยั่งยืน เราควรใฝ่ศึกษาหาธรรมะ แต่ในความเป็นจริง คนส่วนหนึ่งมักใฝ่ศึกษาหาธรรมะตอนที่ตัวเองมีความทุกข์ เช่น บางคนอกหักก็เข้าวัด , บางคนมีปัญหาเรื่องการทำงานก็หาหนังสือธรรมะมาอ่าน , บางคนมีปัญหาชีวิตถึงกับบวชไปเลยก็มี แต่ถึงอย่างไรก็ยังดีกว่าคนบางส่วน ที่มีทุกข์ หาทางออกไม่เจอก็ฆ่าตัวตายไปเลยก็มี
3.ลด ละ เลิก อบายมุข ไม่ว่าจะเป็นยาเสพติดประเภทร้ายแรงผิดกฎหมาย(ยาบ้า ฝิ่น เฮโรอิน กัญชา) หรือ ยาเสพติดไม่ร้ายแรงไม่ผิดกฎหมาย(บุหรี่ เหล้า เบียร์ ) การ ลด ละ เลิก อบายมุข จะทำให้ชีวิตมีความสุข อีกทั้งสุขภาพแข็งแรง ทั้งใจและร่างกาย ซึ่งยาเสพติดส่วนมากมักจะมีโทษมากกว่ามีประโยชน์ เมื่อเสพก็มักจะติด ยิ่งเสพก็ยิ่งต้องการเสพมากขึ้น หากสามารถ ลด ละ เลิก อบายมุข ได้ก็จะทำให้ท่านลดค่าใช้จ่ายได้มากขึ้น อีกทั้งไม่ต้องป่วยเป็นโรคต่างๆ
4.ยิ้มและหัวเราะ การยิ้มและหัวเราะ เป็นสิ่งที่สามารถทำได้ง่ายๆ ไม่ต้องเสียเงินลงทุน อีกทั้งมีประโยชน์มากๆกับผู้ที่ปฏิบัติ คนที่ยิ้มเก่งมักเป็นคนที่มีอารมณ์ดี เบิกบานแจ่มใส การหัวเราะก็เช่นกัน ทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้ศึกษาว่า คนที่หัวเราะเป็นประจำจะมีผลดีต่อระบบของหัวใจ ระบบของกล้ามเนื้อ การยิ้มและการหัวเราะ จะทำให้มีเพื่อนมาก คนอยากคบค้าสมาคมมากกว่าคนที่เครียด หน้าบึ้ง ลองหัดยิ้มและหัวเราะทุกวัน ท่านจะพบความสุขมากขึ้นในการดำรงชีวิต
5.รักษาสุขภาพ โดยยึดหลักทางสาธารณสุข 5 อ. อันได้แก่ 1.อาหาร 2.อากาศ 3.ออกกำลังกาย 4.อุจจาระ 5.อารมณ์ (1.อาหาร ควรรับประทานให้ครบ 5 หมู่ 2.อากาศ ควรหาโอกาสในการนำเอาอากาศบริสุทธิ์เข้าไปในระบบหายใจมากๆ 3.ออกกำลังกาย ควรหาเวลาในการออกกำลังกายประมาณ 20-30 นาที ต่อวัน และ สัปดาห์ละ 3-5 ครั้ง 4.อุจจาระ ควรขับถ่ายทุกวันในตอนเช้า ไม่ใช่ 5-6 วันครั้ง ก็จะทำให้สุขภาพย่ำแย่ สำหรับบางคนมีปัญหาเรื่องของระบบการขับถ่ายที่ไม่ดีเนื่องจากการรับประทานกากอาหารเข้าไปน้อยดังนั้นควรทานผัก ผลไม้ ให้มากขึ้น และ 5.อารมณ์ อย่าปล่อยให้อารมณ์เสียนานและบ่อยๆ เพราะทำให้เกิดภาวะความเครียดได้ )
6.ใช้จ่ายอย่างประหยัด ในภาวะสังคมปัจจุบันเป็นยุคของสังคมที่เรียกว่า “บริโภคนิยม” ซึ่งผู้คนส่วนใหญ่มักใช้จ่ายฟุ่มเฟือย แข่งขันกันบริโภคสินค้าแปลกๆ ใหม่ๆ ทันสมัย ทำให้เกิดหนี้สินขึ้นมาอย่างมากมาย บางคนไม่มีเงินใช้หนี้ทำให้เกิดความทุกข์ขึ้นภายในใจ การหาเงินเก่งไม่สำคัญเท่ากับการเก็บเงินเก่ง เนื่องจากบางคนมีเงินเดือน 100,000 บาทต่อเดือนแต่ใช้ไป 120,000 บาทต่อเดือน สู้คนที่หามาได้เดือนละ 9,000 บาท แต่รู้จักเก็บออมเงินได้เดือนละ 1,000 บาทไม่ได้
ฉะนั้น สุขหรือทุกข์ ขึ้นอยู่กับตัวเราเอง ขึ้นอยู่กับแง่คิด ทัศนคติในการมองโลก อีกทั้งการประพฤติปฏิบัติของแต่ละบุคคล หากต้องการพบความสุขหรือหากท่านต้องการพบความทุกข์ ท่านไม่ต้องไปเที่ยวหาที่อื่นไกล ความสุขหรือความทุกข์ ท่านสามารถพบหรือสัมผัสได้จากตัวท่านเองทั้งสิ้น
สำหรับผู้ที่เกษียณอายุสิ่งที่ผู้เกษียณอายุจะต้องเจอก็คือ 4 จ. คือ
1.จ.จิตใจ หมายถึง การต้องมีการปรับเปลี่ยนหรือปรับตัวใหม่ครั้งใหญ่ เนื่องจากการทำงานหลายๆคนได้สวมหัวโขนในตำแหน่งต่างๆ เช่น คุณครูผู้สอน ผู้อำนวยการ ปลัดอำเภอ นายอำเภอ ผู้ว่าราชการ อธิบดี ผู้บังคับบัญชาการทหารบก ฯลฯ แต่เมื่อหลังเกษียณ ตำแหน่งเหล่านี้ไม่สามารถติดตัวตามไปได้ คงต้องปล่อยวางหรือถอดหัวโขนทิ้ง แต่ผู้เกษียณบางคน ยังติดยึดกับหัวโขนนั้นอยู่ จึงทำให้เกิดความทุกข์ ความยึดมั่นถือมั่น ดังนั้น ถ้าผู้ที่เกษียณอายุต้องการความสุข ก็ต้องมีการปรับตัว ปรับจิตใจ ของตนเอง อีกทั้งควรเอาเรื่องของศาสนาเข้ามาช่วยเพื่อให้เกิดความสุขขึ้นภายในจิตใจและช่วยให้การดำเนินชีวิตอย่างมีความสุข
2.จ.เจ็บ หมายถึง บุคคลทีเกษียณอายุมีจำนวนมาก หลังเกษียณอายุเกิดอาการเจ็บป่วย เนื่องมาจากอายุเริ่มมากขึ้น สภาพร่างกายเริ่มเข้าสู่ความเสื่อม ความชรา บุคคลที่เกษียณอายุจึงควรรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง เพื่อจะไม่ได้เป็นภาระให้แก่ลูกหลาน เช่น ยึดหลัก 5 อ.
1.อ.อาหาร พยายามกินอาหารที่มีประโยชน์และให้ครบทุกหมู่ ที่สำคัญไม่ควรกินอาหารที่ซ้ำซากหรือกินสิ่งที่เราชอบตลอดเวลาหรือทุกๆวัน จะทำให้เกิดการสะสมแล้วเป็นโรคต่างๆได้ เช่น หลายคนกินไอศครีมทุกๆวันเนื่องจากชอบ ทานจนเป็นโรคเบาหวาน , หลายคนชอบกินเค็มกินทุกๆวัน จนเป็นโรคไต , หลายคนชอบกินเหล้าหรือสุรา ทุกๆวันกินจนเป็นโรคตับ เป็นต้น
อีกทั้งควรกินอาหารที่มีอายุสั้น อายุของเราถึงจะยืน เช่น ผัก ผลไม้ มีอายุสั้นเก็บได้แค่วันสองวันสามวันก็เสียแล้ว หากว่าเราทาน ผักผลไม้มากๆ อายุของเราก็จะยืนยาว
แต่ถ้าเรากินอาหารที่มีอาหารยืน อายุของเราจะสั้น เช่น กุนเชียง อาหารกระป๋อง หรืออาหารที่เก็บไว้ได้นานหลายๆเดือน หลายๆปี ถ้ากินอาหารจำพวกนี้เข้าไปมากๆก็จะทำให้อายุของเราสั้นลง
กินน้อยตายยาก กินมากตายง่าย คือ ถ้าเรากินอาหารให้พอเพียงกับความต้องการไม่น้อยไปหรือมากไป อายุของเราจะยืนยาว แต่ถ้าเรากินมากเกินความต้องการของร่างกาย ก็จะทำให้เราอ้วน โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันมีการทำโปรโมชั่นอาหารบุฟเฟ่ต์ ทำให้หลายๆคนจำนวนมากเมื่อจ่ายเงินไปแล้วต้องทานอาหารให้คุ้มค่า เลยทานมากกว่าความต้องการของตนเอง โดยปกติ ทานแค่จานเดียว แต่พอเป็นอาหารแบบบุฟเฟ่ต์เสียเงินไปแล้วต้องทานให้คุ้มค่า ถ้าทานแบบนี้บ่อยๆมีโอกาสเสียชีวิตเร็วขึ้นครับ เมื่อสุขภาพร่างกายเกิดความเจ็บป่วยก็จะทำให้เกิดความทุกข์ทรมานในการใช้ชีวิตในวัยหลังเกษียณอายุ แล้วเป็นภาระให้แก่ลูกหลานในการที่จะต้องดูแลผู้ป่วย
3.จ.จน หมายถึง คนเกษียณอายุจำนวนมาก ไม่ได้มีการวางแผนไว้ล่วงหน้าหรือไม่มีระเบียบวินัยในการใช้จ่ายเงิน จึงทำให้ชีวิตหลังเกษียณเกิดหนี้สินขึ้นมาอย่างมากมาย ต้องมาใช้หนี้ทำให้เกิดความทุกข์ เกิดความเครียด และทำให้ความสุขในวัยหลังเกษียณอายุลดน้อยลงไปด้วย
4.จ.จัดการ หมายถึง คนเกษียณอายุเมื่อไม่ได้ทำงานประจำหรือไม่มีงานทำแล้ว เราต้องรู้จักการจัดการตนเอง จัดการเวลา จัดการชีวิตเสียใหม่ เช่น จะทำอะไรภายหลังเกษียณ เลี้ยงหลาน หารายได้พิเศษ อาสาสมัครช่วยเหลือสังคม ฯลฯ เป็นต้น
โดยสรุป การใช้ชีวิตให้มีความสุขหลังเกษียณ ไม่มีสูตรตายตัว ซึ่งคนที่จะเกษียณอายุจะต้องออกแบบชีวิตของตนเอง บางคนอาจอยากที่จะทำงานต่อ บางคนอยากที่จะไปท่องเที่ยวทั่วโลก บางคนอยากที่จะเป็นอาสาสมัคร บางคนอยากที่จะอยู่บ้านเลี้ยงหลาน ฯลฯ แต่โดยส่วนตัวของกระผม กระผมชอบทางสายกลางซึ่ง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงสอนไว้ ท่านเปรียบเทียบกับการตั้งสายของพิณหรือถ้ายุคปัจจุบันก็คือการตั้งสายของกีต้า ถ้าเราตั้งหย่อนไปเสียงก็ไม่ไพเราะ ถ้าตั้งตึงไปอาจจะทำให้สายนั้นขาดได้ ดังนั้น ถ้าอยากให้เสียงของพิณหรือเสียงของกีต้าออกมาไพเราะ ก็ต้องตั้งให้เกิดความสมดุล ชีวิตหลังวัยเกษียณก็เช่นกัน หากทำแล้วเครียดก็ควรหยุดทำ หรือถ้าไม่มีอะไรทำ เบื่อหน่ายก็ควรหาอะไรทำเพื่อให้ตนเองมีคุณค่า
