ผู้เขียนได้ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวในการถ่ายโอนอำนาจการจัดการศึกษาจากกระทรวงศึกษาธิการไปสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  ในฐานะที่เป็นคนกลางและไม่มีส่วนได้ส่วนเสียในเรื่องดังกล่าวจึงขอนำเสนอแนวทางและข้อคิดเห็นหากจะเป็นประโยชน์ต่อผู้เกี่ยวข้องสามารถนำไปปรับใช้ได้ตามควรแก่กรณี

การถ่ายโอนอำนาจการจัดการศึกษา เคยมีประวัติศาสตร์อันยาวนาน เดิมการศึกษาเคยอยู่ในรั้วในวังเท่านั้น ต่อมามีโรงเรียนเอกชนของหมอสอนศาสนา และมีการจัดการเรียนการสอนขึ้นตามวัดวาอาราม ซึ่งเด็กผู้ชายมีโอกาสไปเรียนกับพระสงฆ์ที่วัด ส่วนเด็กผู้หญิงจะเรียนรู้การบ้านการเรือนฝึกการเป็นกุลสตรีแม่ศรีเรือนที่บ้านจากนั้นสมัยรัชกาลที่ 6 เริ่มจัดตั้งโรงเรียนสายสามัญขึ้นเป็นแห่งแรก ชื่อโรงเรียนวัดมหรรณพารามและมีโรงเรียนอื่นๆขยายไปตามหัวเมืองต่างๆอยู่ภายใต้การปกครองดูแลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เรียกว่าโรงเรียนประชาบาล ผมยังจำคำขวัญได้ว่า "โรงเรียนประชาบาลเป็นของประชาชน"

เมื่อปี 2523 ได้มีการถ่ายโอนอำนาจการจัดการศึกษาจากโรงเรียนประชาบาลมาอยู่กับสำนักงานการประถมศึกษาแห่งชาติ (สปช.) กระทรวงศึกษาธิการ สมัยนั้นมีครูบางส่วนออกมาเคลื่อนไหวไม่อยากมาอยู่กับ สปช. บางส่วนอยากไป แต่จนแล้วจนรอดก็ไปด้วยดี

ถึงวันนี้บ้านเมืองได้มีการปรับเปลี่ยนให้สอดรับกับบริบทของเศรษฐกิจ สังคม การเมืองที่เปลี่ยนแปลงไปตามกระแสโลกานุวัตน์  รัฐบาลจึงได้บัญญัติตัวบทกฎหมายให้มีการถ่ายโอนอำนาจการจัดการศึกษา บางส่วนไปให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นช่วยแบ่งเบารับภาระในการจัดการศึกษา
ซึ่ง กทม. เทศบาล และเมืองพัทยา ได้แสดงบทบาทหน้าที่ ความรับผิดชอบให้เห็นเป็นประจักษ์แล้วว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็สามารถจัดการศึกษาได้ บางแห่งจัดได้ดีกว่าด้วย

ในฐานะที่เป็นนักการศึกษา อยากจะเห็นก้าวย่างทางการปฏิรูปการศึกษาเป็นไปอย่างมีเอกภาพและภราดรภาพขอความกรุณาท่านผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายตั้งสติก่อน"วางธง" ไม่ใช่ "ฟันธง"
ธงของการจัดการศึกษาอยู่ที่ "ตัวผู้เรียน"  วันนี้เราวางยุทธศาสตร์การศึกษาชาติ ต้องการเห็นเด็กและเยาวชนไทย "เป็นคนดี มีปัญญา และมีความสุข"  ใครก็ตามที่อาสาเข้ามารับผิดชอบหน้าที่ในการจัดการศึกษา เราถือว่าบุคคลหรือหน่วยงานเหล่านั้นต่างก็มีคุณูปการต่อแผ่นดิน ควรแก่การยกย่องสรรเสริญ  เพราะงานการศึกษาเป็นงานใหญ่ เป็นงานที่ต้องการการมีส่วนร่วมทุกภาคส่วน

การจะเดินไปถึงเป้าหมายความสำเร็จในการปฏิรูปการศึกษา ต้องคำนึงถึงประโยชน์ที่จะเกิดกับผู้เรียนเป็นคำตอบสุดท้าย  ฉะนั้นการจะถ่ายโอนหรือไม่ถ่ายโอนอำนาจในการจัดการศึกษาขอให้คำนึงถึงผู้เรียนเป็นสำคัญ