บทนำ ตอน : KM. ในมิติของชุมชน   ตั้งแต่รู้จัก KM. ผมสะดุดตอโง่ตัวเองสม่ำเสมอ ผมเจอคลื่นสนามแม่เหล็กความรู้ ผมฉุกคิดระหว่างทาง ผมเกิดการสันดาปความรู้ ผมตกหลุมรักของ KM. แต่ผมก็ยังไม่รู้เรื่อง KM.อยู่เหมือนเดิม          ท่านพันธมิตรสายKM.ทุกท่านครับ  วันนี้สารภาพและสัญญาว่าตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป  ผมจะมารายงานการจัดการความรู้ระดับชุมชนอย่างสม่ำเสมอ  ที่ผ่านมามีปัญหาเรื่องติดหล่มรักของKM.กินยาผีบอกหมดไปหลายหม้อ บัดนี้อาการคุ้มดีคุ้มร้ายค่อยยังชั่วขึ้นมาบ้างแล้ว  ก็จะติดเทอร์โบเดินเครื่องอย่างเต็มอัตรากำลังเสียที            ที่จริงเรื่องของKM.ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพียงแต่ถ้าจะมาคุยกันในยุคนี้อาจจะต้องปรับตัวปรับใจให้เข้ากับวิทยาการการจัดการความรู้  ในหลักการ วิธีการ ระบบและกระบวนการอธิบายในมิติสากลมากขึ้น  การเรียนรู้ต้องมีอิสระอยู่แล้ว เพียงแต่ว่ารู้แล้วจะอธิบายอย่างไรให้คนอื่นรู้เรื่อง  มีเหตุมีผล มีภูมิคุ้มกัน ไม่เลอะเทอะจนเกินงามได้อย่างไร            ถามว่าทำไมต้องจัดการความรู้  โลกปัจจุบันก้าวเข้าสู่ยุคดิจิตอล การปฏิวัติแห่งยุคสมัยกำลังระบาดไปทั่วโลก เฉกเช่นเมื่อครั้งยุคอุตสาหกรรมรุ่งเรือง แต่ก่อนที่วิวัฒนาการจะก้าวล้ำไปกว่านี้ เราควรหันมามองเกษตรกรรมอาชีพแท้จริงที่คุ้มปากคุ้มท้องชาวเรามาทุกยุคทุกสมัย โดยเฉพาะประเทศไทยที่ได้ชื่อว่า เมืองอู่ข้าวอู่น้ำ ที่มีประชากรส่วนใหญ่อยู่ในภาคการเกษตร แต่นับวันสารพันปัญหากำลังจะบานปลายมากขึ้นเรื่อยๆ            ไม่ว่าจะเป็นสภาพดิน ฟ้า อากาศแปรปรวน ถูกเอารัดเอาเปรียบจากพ่อค้าคนกลาง ราคาขายตกต่ำจากภาวะสินค้าล้นตลาด และการช่วยเหลือของรัฐบาลที่ไม่ทั่วถึง ฯลฯ  แต่ถ้าจะอธิบายในมิติการจัดการความรู้ ก็ขอฟันธงว่า ..ความรู้เราไม่พอใช้   เรามีชุดความรู้ที่ผิดปกติ ทำให้เกิดวิธีทำมาหากินแบบสุกเอาเผากิน ทำแบบได้อย่างเสียอย่าง ทำแบบไม่มีวิชาความรู้  โครงการจัดการความรู้จึงก่อเกิดขึ้นมาเพื่อที่จะค้นหาคำตอบ  ในเรื่องการใช้ความรู้ในด้านต่างๆ ไปสร้างคนให้มีความรู้ที่ถูกต้องและเหมาะสมกับถิ่นฐานที่อยู่อาศัย และเพื่อขยายมนุษย์สายพันธุ์ KM.