๑๑ ส.ค. ๒๕๖๑ 

"เพราะแม่บังคับ"

           “เอื้อย !” เสียงที่คุ้นหูเป็นประจำทุกเช้า ทำให้รู้ว่าถึงเวลาที่สมควรพอแก่การนอน

          วันนี้เป็นเช้าวันอาทิตย์ เป็นวันหยุดของหลาย ๆ คน ทุกคนต่างก็อยากพักผ่อนให้สบายใจ พักกายในช่วงวันหยุดของสัปดาห์แต่ไม่ใช่ฉัน เพราะไม่ว่าจะเป็นวันไหน ๆ ครอบครัวของฉันจะต้องปลุกให้ตื่นตั้งแต่เช้าเพื่อมาทำหน้าที่ของตนเอง แม่กับพ่อมักจะพูดอยู่เสมอว่า “ตื่นเช้าได้เวียกหลาย ตื่นสายได้เวียกน้อย” คือการตื่นเช้าก็จะทำให้เราได้งานเยอะขึ้น แต่ถ้าหากตื่นสายก็จะเสียเวลากับการนอน ในวันนั้นก็จะได้งานไม่เยอะ ฉันจึงต้องตื่นเช้าอยู่เสมอ จะได้ตื่นสายบ้างก็ต่อเมื่อวันนั้นไม่มีงานบ้านให้ทำ หรือทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว 

          “เอื้อย ๆ ๆ” เสียงของแม่ยังคงเรียนฉันให้ตื่นจากวิมานของฉัน แม่จะเรียกอย่างนี้เสมอจนกว่าฉันจะตื่น พร้อมกับตอบรับแม่

          “จ๋าแม่” ฉันตอบรับแม่ด้วยน้ำเสียงงัวเงีย เพราะยังไม่ตื่นนอนเต็มที่ เมื่อคืนก็ทำการบ้านดึกกว่าจะได้นอนก็เกือบตีหนึ่ง ตอนนี้ก็ตีห้าครึ่ง ได้นอนไม่กี่ชั่วโมงเอง

          ฉันติดนิสัยทำงานตอนกลางคืนเพราะตอนกลางวันต้องไปช่วยทำงานบ้าน และยิ่งช่วงนี้เป็นช่วงของฤดูทำนาแล้ว ทุกเสาร์อาทิตย์หรือวันปกติถ้ากลับจากโรงเรียนเร็วก็ต้องออกไปนาทุกวัน วันนี้ก็เป็นอีกวันที่ต้องออกไปนา เนื่องจากนาของฉันยังปักดำไม่เสร็จเลย เมื่อวานก็ไปถอนกล้าทั้งวัน กว่าจะได้แต่ละมัดลำบากเหลือเกิน เราต้องถอนต้นข้าวเล็กๆ ที่ยังเรียกว่า “กล้า” หรือ “กล้าข้าว” เพราะนำไปปักดำในนาทั้งหมด ฉะนั้นจึงต้องใช้มัดกล้าจำนวนมากเพื่อให้พอต่อแปลงนาของฉันทั้งหมด  แม่สอนให้ฉันถอนกล้าเป็นตั้งแต่เด็ก ๆ บางครั้งฉันก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมต้องบังคับให้ฉันทำตั้งแต่เด็กขนาดนั้น แม้ว่าฉันจะทำต้นกล้าขาด ถอนกล้าไม่ได้เยอะ แม่ก็ยังจะให้ฉันทำอยู่ดี คำพูดที่แม่บอกฉันเสมอคือ “คนเรามันไม่ได้ทำเป็นมาตั้งแต่เกิด ถ้าบ่เฮ็ดจะรู้บ้อ คนอื่นยังเฮ็ดได้เป็นหยังเอื้อยสิเฮ็ดบ่ได้” แม่พยายามบอกฉันว่าคนเราทุกคนไม่ได้ทำทุกอย่างเป็นตั้งแต่เกิด แต่ทุกคนก็ต้องเรียนรู้ที่จะทำ คนอื่นทำได้ทำไมเราจะทำไม่ได้ พอโตมาฉันก็ทำเป็นแทบทุกอย่างที่แม่สอน ยิ่งตอนนี้ฉันโตมากขึ้น ก็ยิ่งต้องเป็นแรงที่สำคัญอีกหนึ่งแรงที่ต้องไปช่วยครอบครัว

          “ฟ้าว ๆ แหน่ มันสวยล่ะเด๊ะ นอนตื่นสวยป่านนี้สิเฮ็ดอีหยังกิน” เมื่อฉันตอบรับเสียงของแม่ ก็มิวายที่จะโดนบ่นว่าตื่นสายทั้งที่ตอนนี้ก็ตีห้าครึ่ง แต่ตีห้าครึ่งช่วงนี้คือตะวันขึ้นแล้ว ท้องฟ้าสว่างอย่างกับเจ็ดโมงเช้า

          “เพิ่งจะตีห้าเคิ่งนึงแม่กะดาย” ฉันก็ตอบแม่ไปว่าเพิ่งจะตีห้าครึ่งเอง ทำไมแม่ต้องรีบปลุกฉันขนาดนั้น

          “ฮ่วย เวลามันสิถ่าผู้ใด๋อยู่บ้อ ตื่นเช้าได้เวียกหลายตื่นสายได้เวียกน้อย กะคือบอกอยู่” แม่บ่นให้ฉันบ้างที่ฉันว่ามันยังเช้าอยู่ ทั้งยังไม่ลืมวลีเด็ดที่บอกกล่าวและย้ำเตือนฉันเสมอ

          “จ้า ๆ เดี๋ยวเอื้อยไปอาบน้ำก่อนซั้น” ก่อนที่แม่จะบ่นไปมากกว่านี้ ฉันจึงขอตัวไปอาบน้ำ ไม่งั้นคงจะโดนบ่นไปมากกว่านี้

          “เดี๋ยว ๆ แม่สิสั่งความไว้ก่อน แม่เตรียมของไว้ในตะกร้าแล้ว ยังแต่ไปซื้อบักพริก ผักหอม ก่อนออกไปไปซื้อแหน่เด้อ แม่สิออกไปนาไปถอนกล้าถ่า จักหน่อยพ่อกะสิอออกมารับคน” แม่สั่งฉันก่อนจะออกไปนาก่อน เพราะเมื่อคืนแม่กับพ่อนอนนา เพื่อเตรียมดำนาและเฝ้าของที่ขนออกไปไว้นา กลัวจะมีคนมาขโมยจึงต้องนอนเฝ้านาด้วย แม่คงออกมาตั้งแต่เช้าเพื่อมาเตรียมข้าวของที่จะใช้ทำกับข้าวเลี้ยงคนที่มาดำนาช่วยบางอย่างที่ยังขาดแม่ก็เตือนให้ฉันไปซื้อไว้ก่อนออกไปนา

          ส่วนพ่อก็จะออกมารับคนงานออกไปดำนา แต่พ่อรอให้แม่ไปถึงนาก่อน พ่อใช้ ‘รถไถนาเดินตาม’ มารับคนงาน คือรถไถที่เราต้องต่อกระบะหลังเอง เนื่องจากบางคนไม่มีรถไปก็ต้องเอารถมารับ บางคนมีรถก็ใช้รถจักรยานยนต์ไป ส่วนฉันก็ต้องเตรียมของทุกอย่างให้พร้อมแล้วเอาขึ้นรถไถไปกับพ่อ และก็คนอื่น ๆ 

          หลังจากที่ฉันอาบน้ำเสร็จเรียบร้อยก็รีบไปซื้อของตามที่แม่สั่งไว้ เพราะถ้าขาดแม้แต่อย่างเดียว มีหวังได้โดนบ่นหูชาทั้งวันแน่ ๆ  เพราะฉันเคยลืมของแล้วโดนแม่บ่นเกือบทั้งวัน “ตอนเฮาเว้าน่ะมันบ่ฟัง เฮ็ดหูทวนลม เป็นจังใด๋บาดนี่ สุดท้ายกะบ่ได้ของ หึย” เสียงของแม่ที่บ่นเมื่อฉันลืมของที่แม่สั่ง บางครั้งก็ต้องขับรถออกมาซื้อในหมู่บ้าน แม่ก็จะบอกว่าเสียเวลาทำงานอีก ถ้าเอามาตั้งแต่แรกก็ไม่ต้องกลับออกไปอีก ซึ่งเมื่อฉันลืมของครั้งเดียวก็ทำให้ฉันจำไปแทบตลอดชีวิต สักพักก็ได้ยินเสียงคนมาหน้าบ้านแล้ว ฉันมองดูนาฬิกาก็เจ็ดโมงพอดี ปกติเขาก็จะมาประมาณเจ็ดโมงไม่เกินเจ็ดโมงครึ่งเผื่อการเดินทางด้วย แปดโมงก็ให้ได้ลงดำนา ฉันจึงเดินออกไปหน้าบ้าน พร้อมกับหิ้วข้าวของที่เตรียมไว้ทั้งหมดออกไปด้วย ทยอยขนของออกไปจากในครัว สักพักหนึ่งก็เห็นรถไถของพ่อมาพอดี รอให้คนงานมาครบก็ออกเดินทางได้

          คนงานที่มาช่วยดำนาก็จะเป็นคนที่พ่อและแม่ไปช่วยงานเขาแล้วหรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “คนหุ้น” คือการขอแรงกันนั่นเอง เช่น เมื่อวานพ่อไปช่วยดำนาของป้านางวันนี้ป้านางก็มาช่วยพ่อดำนา ซึ่งพ่อไปช่วยคนอื่น ๆ ดำนาหลายคนแล้ว เมื่อถึงคิวตัวเองก็มีคนงานหลาย ๆ คนที่เราเคยไปช่วยเขามาดำนาช่วย จึงทำให้ไม่ได้จ่ายค่าจ้างเยอะ แต่เราใช้แรงของเราเข้าแลกมากกว่า หรือบางคนก็เลือกได้ว่าจะรับจ้างหรือจะเอาหุ้น แต่คนส่วนใหญ่ก็จะเอาหุ้นมากกว่า แต่ก็ต้องนัดคิวกันให้เรียบร้อยคิวดำนาจะได้ไม่ชนกัน 

          ขณะที่นั่งรถออกจากบ้านกำลังจะไปนา พ่อก็จอดซื้อน้ำแข็งร้านค้าทางออกหมู่บ้าน ก็ทำให้ฉันเจอเพื่อน ๆ ที่มาซื้อของ จึงทักทายกันตามปกติ

          “อ้าวแก้ว ปะไปนา” ฉันทักแก้ว เพื่อนที่เรียนโรงเรียนด้วยกันเมื่อตอนเรียนอยู่ประถมศึกษา

          “ไผ เอื้อยบ่” แก้วตอบกลับมา แก้วเดาว่าเป็นฉัน เพราะแก้วไม่แน่ใจเนื่องจากฉันใส่เสื้อแขนยาวขาด ๆ หน่อย กางเกงขายาวดำ ๆ เก่า ๆ เพราะต้องใส่ไปลงโคลน จึงไม่จำเป็นต้องใส่เสื้อผ้าดี ๆ อีกทั้งฉันยังเอาเสื้อมาผูกมัดหน้าเห็นแต่ตาใส่หมวกมัดอย่างแน่น เพราะแม่ให้ฉันใส่ไว้กลัวว่าฉันจะดำถึงแม้ว่าฉันจะดำอยู่แล้ว

          “แม่น ๆ เฮานิล่ะ บ่ได้ไปนาบ้อ” ฉันตอบรับเพื่อนว่าเป็นฉันเอง ฉันจึงถามเพื่อนว่าไม่ได้ไปนาหรือ เพราะดูจากชุดที่ใส่ก็เหมือนแต่งตัวอยู่บ้านมากกว่า แก้วใส่เสื้อแขนสั้นกับกางเกงขาสั้นธรรมดา

          “บ่ ๆ แม่เฮาว่าบ่ให้ไปมันฮ้อนแดด ให้อยู่เฮ็ดการบ้านอยู่เฮือนนี่ล่ะ”  แก้วตอบฉันว่าแม่ไม่ให้ไปนา แต่ให้อยู่บ้านทำการบ้านแทน

          หลังจากที่แก้วบอกฉัน พ่อก็ออกรถพอดีฉันกับแก้วจึงโบกมือลากัน ฉันได้แต่มองแก้วจนลับตาแล้วหันมามองชุดเสื้อผ้าที่ตนเองใส่ และก็รู้สึกอิจฉาแก้วที่แก้วได้อยู่บ้านไม่ได้ออกไปนาตากแดดแบบฉัน บางครั้งฉันก็สงสัยนะว่าทำไมพ่อแม่เพื่อนคนอื่น ๆ ทำไมเขาไม่เห็นบังคับลูก ๆ ไปนาเหมือนแม่ฉันเลย ฉันละอิจฉาเพื่อน ๆ ที่ได้อยู่บ้านในวันเสาร์อาทิตย์ ได้ทำการบ้านตอนกลางวันอยู่บ้านไม่ต้องตากแดดให้ตัวดำเหมือนฉัน ฉันเคยขอแม่ไม่ไปนา แต่แม่ก็ไม่ยอมทั้งที่บางวันไปนาก็ไม่ได้ทำอะไร แต่แม่ก็ไม่ให้อยู่บ้าน นอกจากไม่มีอะไรทำจริง ๆ จึงจะได้อยู่บ้าน แต่เมื่อได้อยู่บ้านก็ไม่ได้อยู่เฉย ๆ ต้องทำงานบ้านทุกอย่าง แม่พ่อกลับมาบ้าน บ้านต้องเรียบร้อย ถึงจะสามารถไปเล่นกับเพื่อนได้ มีครั้งหนึ่งฉันเคยไปเล่นกับเพื่อนตอนเลิกเรียน แล้วลืมเวลากลับมาก็ค่ำ ข้าวก็ไม่ได้นึ่ง ฉันโดนด่าโดนบ่นจนจำขึ้นใจเลยล่ะ ทุกวันนี้กลับจากโรงเรียนก็ต้องทำงานบ้านให้เรียบร้อย ซักผ้า นึ่งข้าว ทำความสะอาดบ้านเสร็จก็ค่ำพอดี ฉันจึงไม่มีเวลาได้ไปเล่นกับเพื่อน ๆ เหมือนคนอื่น ๆ เขา และยิ่งเสาร์อาทิตย์ก็อย่าได้หวังเลย

          ขณะที่พ่อขับรถไปเรื่อย ๆ เสียงผู้ใหญ่ก็คุยกันถึงเรื่องไปดำนาแต่ละวัน บ้างก็ดินแข็งมากจะทำให้เจ็บหัวแม่มือหรือนิ้วโป้งที่เราใช้ยัดต้นข้าวลงดิน หรือพูดถึงกล้าที่ดำนา บางนากล้าก็สวยมาก บางนากล้าก็ไม่สวย หรืออีกอย่างหนึ่งก็มักจะเล่าถึงกับข้าวกับปลาที่เจ้าของนาแต่ละนาทำให้กิน บางนาก็อิ่มหนำสำราญ บางนาก็มีพอได้กินก็ดีมากแล้ว ผู้ใหญ่พูดคุยกันฉันก็หัวเราะไปด้วยบ้าง ฉันนั่งหย่อนขาอยู่ท้ายรถจึงทำให้ฉันเห็นย่า ย่ากำลังปั่นจักยาน ย่าน่าจะเข้าไปบ้านเพื่อไปทำธุระสักอย่าง เนื่องจากย่ามานอนอยู่นากับปู่สักพักแล้ว ปู่ไม่ชอบอยู่ในหมู่บ้าน ก่อนหน้านั้นปู่ก็ปั่นจักรยานไปกลับนานเหมือนกัน แต่พอปู่โดนรถชนปู่ก็มองไม่ค่อยเห็นอีก ย่าจึงเป็นคนปั่นจักรยานแล้วซ้อนปู่ไปด้วยทุกวัน ลูก ๆ ก็ตั้งใจจะซื้อรถจักยานยนต์ให้ใหม่ แต่ปู่กับย่าก็ไม่ยอม ตอนแรกก็บอกว่าจะไม่ออกมานาแล้ว แต่ก็ทำไม่ได้เพราะมันเป็นกิจวัตประจำวันไปแล้ว สุดท้ายปู่กับย่าก็ออกมาอยู่นาถาวร พอฉันเห็นย่าก็โบกมือให้ย่า แล้วก็ทำให้ฉันคิดถึงตอนที่ฉันยังเด็กอยู่ ป.๓

          “เอื้อย ๆ แล้วละบ่ เอื้อย” เสียงของย่าเรียกฉันอยู่หน้าบ้าน ฉันกำลังไล่ดูของที่แม่สั่งซื้อว่าครบไหม เพราะถ้าหากไม่ครบฉันต้องโดนด่าแน่ ๆ พอดีกับเสียงเรียกของย่าฉันก็นับของเสร็จพอดี

          “แล้ว ๆ ย่า คราวนึงเด้อ” ฉันบอกย่าว่าเสร็จแล้ว แต่ให้ย่ารอก่อนครู่หนึ่งเนื่องจากกำลังจะยกของทั้งหมดออกไปใส่กะละมัง คือแม่มัดกะละมังใส่ท้ายรถจักยานของฉันไว้หลังเลิกเรียนตอนวันศุกร์ แล้วแม่ก็จดข้าวของเครื่องใช้ที่ฉันต้องไปซื้อในเช้าวันเสาร์ เนื่องจากมีตลาดนัดตอนเช้าวันเสาร์ แม่เขียนใส่กระดาษพร้อมกับเอาเงินไว้ให้ เนื่องจากแม่ต้องออกไปนอนนา แม่ก็จะทำแบบนี้ไว้เสมอ ฉันจึงขนของออกมาใส่กะละมังที่มัดติดกับท้ายรถไว้ พอขนของมาใส่เรียบร้อยแล้วรถก็ค่อนข้างหนัก แต่ฉันก็บอกว่าย่าว่ายังไหว

          “โอ้ว ย่ากับหลานไปไสแต่เช้าแท้” เสียงเรียกทักของคนในหมู่บ้านที่เห็นฉันปั่นจักยานตามหลังย่าไป

          “ไปนา ๆ” เสียงก็ย่าตอบรับที่เขาถาม

          “กะละมังอีหยังคือใหญ่แท้ ขายของบ่” เสียงคนต่อมาเห็นกะละมังที่ท้ายรถฉันก็สงสัยว่าขายของหรือเปล่า

          “บ่จ้า กะละมังใส่ของไปนาหาแม่” เสียงของฉันที่ตอบเขาไป

          “เฮ็ดดีเนาะ ช่างคึดออก” ฉันได้ยินเสียงของคนที่ทักบอกว่าทำดีเนาะ ช่างคิดที่จะมัดกะละมังไว้ท้ายรถ

          เนื่องจากรถของฉันมีตะกร้าหน้ารถค่อนข้างเล็ก จึงใส่ของไม่ได้มาก แม่จึงทำแบบนี้ให้ฉัน พร้อมทั้งจะเอากะละมังไปใช้อยู่นาด้วยจึงทำแบบนี้

          ระหว่างที่ฉันคิดถึงเรื่องราวของฉันตอนเด็ก ๆ ไม่นานก็ถึงนาพอดี ทุกคนพากันขนข้าวของของตนเองลงจากรถ มีเพียงฉันกับพ่อที่ช่วยกันขนของที่เอามาจากบ้านลงจากรถ แม่ที่รออยู่นาก็ทำกับข้าวรอทุกคน เมื่อทุกคนมาถึงก็ได้เวลาทานข้าวพอดี กับข้าวที่กินก็จะเป็นแกงไก่ใส่ฟัก อาหารเช้า ก็จะมีกาแฟให้บ้าง แม่ก็ให้ฉันไปต้มน้ำไว้รอ เพราะฉันกินข้าวเสร็จก่อนทุก ๆ คน พอกินข้าวเสร็จ ทุก ๆ คนก็เปลี่ยนเสื้อผ้าใส่ชุดพร้อมจะลงนา ส่วนฉันเมื่อต้มนำเสร็จ ก็เก็บจานชามแล้วก็เอาไปล้าง ส่วนพ่อก็จะไปหาบกล้าให้ก่อน

          การหาบกล้า ต้องหาบกล้าจากแปลงนาที่ลงเมล็ดพันธุ์ข้าวไว้ คือแปลงนา หรือ ‘ตากล้า’ ที่ฉันกับแม่กำลังถอนกล้านั่นเอง แล้วก็เอามัดกล้าไปวางเตรียมไว้ในแปลงนาที่จะดำ ซึ่งหาบกล้าแต่ละหาบก็ค่อนข้างหนัก ฉันเคยหาบได้เต็มที่ก็แปดถึงสิบมัด ส่วนพ่อได้เกือบยี่สิบมัดแต่ละรอบ คือจะมีไม้หาบ ใช้ไม้ที่แข็งแรงหรือใช้ไม้ไผ่ที่ตรง แล้วเอากล้าใส่ข้างหน้ากับข้างหลัง ส่วนตรงกลางก็เหลือที่ไว้ให้คนหาบ ถ้าแปลงนาปักดำใกล้กับแปลงตากล้าก็หาบแป๊บเดียว แต่ถ้าแปลงปักดำไหนอยู่ไกลก็ต้องหาบไปไกลมาก ปวดไหล่เลยล่ะ บางแปลงฉันถึงขนาดหยุดพักก่อน เพราะหนักมากไหล่รับไม่ไหว

          ฉันล้างถ้วยจานให้เรียบร้อย เก็บของทุกอย่างให้เรียบร้อย แล้วค่อยลงไปดำนาก็คนอื่น ๆ เขา วันนี้แม่ได้คนงานสิบเจ็ดคน ถ้ารวมฉัน แม่ แล้วก็พอก็เป็นยี่สิบคนพอดี แต่ฉันว่าน่าจะเป็นสิบเก้าคนมากกว่า เพราะถึงฉันลงไปช่วยดำนาก็เป็นคนที่ทำช้า ๆ กว่าคนอื่นเขา พ่อลุงแม่ป้าก็พลอยพูดหยอกล้อฉันไปด้วย กลับกลายเป็นว่าฉันเป็นคนที่ทำให้คนทุกหัวเราะไปได้ เพราะความช้า เงอะ ๆ งะ ๆ ของฉัน

          การที่ชาวนาเขาหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน ก็ไม่ได้แปลว่าพวกเขาจะทุกข์เสมอไป พวกเขากลับมามีรอยยิ้มแบ่งปันให้กับเพื่อนร่วมอาชีพเดียวกันเสมอ ถึงแม้ว่าแดดจะร้อน ฝนจะตก ซึ่งดินฟ้าอากาศก็ไม่แน่ไม่นอน หรือบางครั้งก็ไม่เป็นใจให้กับชาวนาเอาเสียเลย แต่พวกเขาก็ไม่ได้ย่อท้อต่อความยากลำบากเหล่านั้นสักนิด พวกเขาเลือกจะเดินถอยหลังปักดำต้นกล้าที่พร้อมจะให้ผลผลิต เพื่อประทังชีวิตให้กับใครหลาย ๆ คนบนโลกใบนี้ เพราะพวกเขาคือชาวนา

          พอตกบ่ายมัดกล้าก็เหลือน้อยลง ฉันและแม่กับป้า ๆ อีกสามคนก็ไปช่วยกันถอนกล้าอีกครั้ง ส่วนคนอื่น ๆ ก็ดำนาต่อไป แม่กับป้า ๆ ก็คุยกันไปเรื่อย ๆ จนถึงเวลาเลิกงาน

          หลังจากที่ทุกคนดื่มเครื่องดื่ม และพูดคุยกันพอได้พักเหนื่อย แม่ก็ตักกับข้าวที่เหลือเมื่อตอนกลางวันให้กับทุก ๆ คน เพราะว่าอาหารที่ทำตอนกลางวันนั้นเยอะมาก แม่จึงให้ฉันอุ่นไว้ แล้วตักให้กับทุก ๆ คน แม่ชอบทำกับข้าวเผื่อคนเยอะ ๆ เพราะแม่เคยบอกว่า “เหลือดีกว่าขาด” มีเหลือก็ยังได้กินต่อ แต่ถ้าขาดหรือไม่พอก็จะโดนว่าลับหลังว่าขี้เหนียว อาจจะโดนครหาได้

          สภาพหลังจากการดำนาวันนี้ บอกได้เลยว่าปวดเมื่อยมาก ทรมานเหลือเกิน ปวดไปทั้งตัวโดยเฉพาะต้นขา ปวดมาก ยิ่งฉันนอนบนบ้าน แทบไม่อยากจะเดินขึ้นบันไดเลยสักนิด เพราะปวดทรมานมาก หลังจากกลับมาบ้านเก็บของที่ขนไปนาเรียบร้อยแล้ว ฉันก็อาบน้ำนอน ข้าวไม่กินเพราะเหนื่อยมาก พรุ่งนี้วันพระ ฉันกับครอบครัวก็จะไปทำบุญที่วัดเป็นประจำ

หลังจากที่ฉันและครอบครัวไปวัดทำบุญกันเรียบร้อยแล้ว ก็กลับมาบ้านตั้งใจว่าจะทำความสะอาดบ้าน ให้เรียบร้อย เพราะวันหยุดที่ผ่านมาก็ไม่ได้ทำ ทั้งยังไม่ได้ทำการบ้านด้วย กะว่าจะรีบทำแล้วก็จะรีบไปทำการบ้าน เผื่อว่าพรุ่งนี้แม่บังคับให้ไปนาอีก ขณะที่ฉันทำความสะอาดอยู่ในบ้านก็ได้ยินเสียงแม่คุยกับป้าบ้านใกล้ ๆ

“เป็นหยังโตคือบังคับให้ลูกโตเฮ็ดซู่อย่างแท้ บ่หลีโตนมันบ้อ ผู้อื่นเขากะยังบ่บังคับลูกท่อโตเลย” เสียงของป้าที่ถามแม่ว่าทำไมแม่ถึงบังคับให้ฉันทำนั้นโน่นนี่ทุกอย่าง เพราะคนที่อยู่บ้านใกล้ ๆ จะรู้ว่าแม่บังคับให้ฉันทำงานบ้านตั้งแต่เด็ก ๆ ไปนากับแม่เริ่มหัดทำงานเหมือนผู้ใหญ่ตั้งแต่เด็ก ๆ ไม่เหมือนกับเด็ก ๆ คนอื่น ๆ  ที่พ่อแม่คอยทำให้ โตมาก็ให้ทำบ้าง ฉันก็อยากได้ยินคำตอบจากแม่เหมือนกันว่าทำไมถึงบังคับฉันนักหนา

“กะถ้ามันบ่สำเร็จในทางที่มันเลือก อย่างน้อยมันกะมีอาชีพติดโตมันเด๊ะเอื้อย งานเวียกนำเฮือนถ้าบ่สอนตั้งแต่น้อย ๆ ใหญ่มามันสิเฮ็ดเป็นบ้อ เคยได้ยินบ่ ‘ไม้อ่อนดัดง่าย ไม้แก่ดัดยาก’ ฉันกะบ่อยากบังคับมันดอก แต่ฉันบ่ได้อยู่นำมันไปตลอดชีวิตเด๊ะ อย่างน้อยสิ่งที่ฉันสอนมันก็สิติดโตมันไปตลอดชีวิต ถ้ามันไปอยู่นำคนอื่น ถ้ามันเฮ็ดหยังบ่เป็น มีแต่คนสิด่าว่าพ่อแม่บ่บอกบ่สอน บ่แม่นฉันบ่ฮักมัน กะย้อนว่าฮักจั่งบังคับให้มันเฮ็ดเป็นซู่อย่าง ภายภาคหน้าสิเป็นจังใด๋ ฉันกะสอนมันได้ส่ำนี้ ฉันบ่ได้อยู่สอนมันไปตลอด”

            ฉันแอบยืนฟังเหตุผลที่แม่ต้องบังคับฉันก็เพราะอยากให้ฉันทำเป็นอย่าง เพราะแม่ก็จะไม่ได้อยู่กับฉันไปตลอดชีวิต แม่ยอมทุ่มเททุกอย่างที่แม่มีเพื่อถ่ายทอดให้ติดตัวฉันไปตลอดชีวิต เพื่ออนาคตของฉันเอง อยู่ ๆ ตาฉันก็เริ่มพร่ามัว แล้วมีน้ำใส ๆ ไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว ตลอดเวลาที่ผ่านมาฉันแอบน้อยใจแม่ เพราะคิดว่าแม่ไม่รักบังคับให้ฉันทำนั้นโน่นนี่ทุกอย่าง ไม่เหมือนคนอื่น ๆ ที่ไม่บังคับลูกให้ลูกอยู่สบาย แต่ตอนนี้ฉันกลับอยากอยากเดินไปกอดแม่ 

             ฉันอยากบอกแม่ว่าวันนี้ฉันทำเป็นทุกอย่างแล้ว เพราะคำสอนของแม่  เพราะแม่เคี่ยวเข็ญฉันจนฉันเป็นฉันทุกวันนี้ ที่ทำทุกอย่างเป็นมีอาชีพติดตัวเพราะแม่และยายสอน แม่จะไม่ต้องอายใครว่าลูกของแม่ทำอะไรไม่เป็นแต่แม่จงภูมิใจในสิ่งที่แม่พร่ำสอนเสมอมา หลังจากวันนั้นฉันก็ไม่น้อยใจแม่อีกเลย แม่สั่งให้ทำอะไรฉันก็ทำทุกอย่าง เพราะสิ่งที่แม่พร่ำบอกพร่ำสอนก็เพราะแม่รักฉัน