รักที่หลุดพ้น (ตอนที่ 1 ทุกข์ของนิพาดา)

นวนิยายอิงธรรมะ เสริมสร้างศิลปะการดำเนินชีวิตที่มีความสุข... ทะเบียนหนังสือรับรองการแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์เลขที่ ว41627 (4 ก.ค.61)

        

      รักที่หลุดพ้น  เป็นนวนิยายอิงธรรมะที่ผู้เขียน(ธเนศ ขำเกิด)ต้องการสื่อสารให้เห็นถึงความรักอันบริสุทธิ์ของธรรศและนิพาดาที่อยู่ระหว่างเส้นทางการปฏิบัติเพื่อชำระจิตมุ่งสู่ความหลุดพ้นตามคำสอนของสมเด็จพระสัมมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยเส้นทางสายกลางที่ไม่สุดโต่ง   เป็นความรักที่ก่อตัวขึ้นในท่ามกลางธรรมชาติและวิถีชีวิตของผู้คนแต่ละภูมิภาคของเมืองไทย ที่มีความงดงามและเป็นเสน่ห์ดึงดูดใจให้ผู้คนหลงใหลอยากที่จะเข้ามาเยือน          

     หนุ่มสาวทั้งคู่ต่างเข้าใจตนเอง เข้าใจส่วนลึกในจิตใจของกันและกัน โดยไม่ต้องเอ่ยคำว่า “รัก” หลุดออกมาจากปากของคนทั้งสอง  เป็นความรักที่เต็มไปด้วยความมีมิตรไมตรีที่ดีต่อกัน  พร้อมที่จะแบ่งปันความสุขให้แก่กันและกัน และพร้อมที่จะแบ่งปันความรักความเมตตาความปรารถนาดีและมิตรไมตรีแก่ผู้อื่นและสรรพสัตว์ทั้งหลายอย่างไม่มีข้อจำกัด       
     หากข้อเขียนนี้จะเกิดประโยชน์แก่ผู้อ่านบ้างประการใด  ผู้เขียนขออุทิศส่วนบุญกุศลนี้ แด่อาจารย์ทุกท่านที่กรุณาให้ความรู้ ให้การอบรมสั่งสอนผู้เขียนมาด้วยจิตเมตตา ปรารถนาดี และมิตรไมตรีอย่างหาที่สุดมิได้        
     เชิญติดตาม " รักที่หลุดพ้น" ไปจนครบทั้ง 29 ตอนนะครับ                         
           -------------------------------------                                 
                              
           ตอนที่ 1
  ทุกข์ของนิพาดา            
       
      “สวัสดีครับ/ค่ะ...คุณครู”
     
     เสียงนักเรียนกล่าวแสดงความเคารพครูสาวคนใหม่ ขณะเจ้าหล่อนถือหนังสือเรียน เดินตัวเกร็งเข้ามาในห้องเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ด้วยชุดแต่งกายสีฉูดฉาดทันสมัย ดูรูปร่างหน้าตา การแต่งกายของหล่อนน่าจะเป็นนางงามเสียมากกว่าคุณครูที่จะมาสอนวิชาพระพุทธศาสนา          

      “คุณครูสวยจัง” นักเรียนหลังห้องคนหนึ่งโพล่งขึ้นมา  อีกหลายคนพูดคล้อยตาม              
         “สวยจริงๆด้วย เหมือนดาราเลย”
  นักเรียนทั้งห้องยิ้ม และมองเธอไม่วางตา                  
         “เอายังไงดีเรา” เธอคิดในใจ เพราะเธอเองก็ยังนึกเทคนิคการสอนที่เหมาะสมไม่ได้เลย ช่างเป็นความยากลำบากใจและขาดความมั่นใจในการสอนกระไรเช่นนี้  พอนักเรียนยิ้มให้ ช่วยเพิ่มกำลังใจให้เธอมากขึ้น   เมื่อนักเรียนทั้งชายและหญิงร่วม 40 คนกล่าวแสดงความเคารพเสร็จแล้วนั่งลง เธอก็ยิ้มให้กับพวกเขาเป็นการผูกมิตรเบื้องต้น  ภาวนาในใจว่า        
         “ขอให้เราเป็นมิตรที่ดีต่อกันเถอะนะ”
          
       เหมือนกับคำภาวนาของเธอจะได้ผล  นักเรียนทุกคนต่างนั่งเงียบ เรียบร้อย ยิ้มให้คุณครู และมองเธอตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างไม่วางตา  พวกเขาคงตื่นเต้นและรอคอยที่จะได้เจอกับครูคนใหม่ ที่โรงเรียนบอกว่าจะเป็นครูที่สาวและสวยมาสอนแทนครูคนเก่า ซึ่งแต่เดิมบางชั่วโมงก็มีพระมาสอนสลับบ้าง เขาก็คงจะเบื่อเรียนวิชานี้เหมือนกับเธอตอนเป็นเด็กเช่นกัน  เธอเริ่มไม่เข้าใจว่า      
      "เขาอยากเจอเราหรืออยากเรียนกับเรากันแน่"   แต่จะยังไงก็เถอะขอให้สถานการณ์นี้เป็นประโยชน์ต่อเธอให้ไปตลอดรอดฝั่งก็พอ                      กำลังใจเธอเริ่มมาแล้ว จึงเริ่มต้นด้วยการกล่าวทักทาย แนะนำตัว แนะนำวิธีเรียนวิธีสอน และการวัดผลประเมินผลกันก่อน  จากนั้นจึงชวนนักเรียนคุยเพื่อความเป็นกันเองในเบื้องต้นก่อนจะเข้าสู่บทเรียน   เรื่องแรกที่เธอเริ่มสอนก็คือเรื่องพุทธประวัติ เธอก็ให้นักเรียนเปิดหนังสือเรียนและเริ่มบรรยายเล่าเรื่องราวเหมือนกับที่เคยเรียนกับครูในตอนเด็ก เด็กๆก็ทำตามอย่างว่าง่าย  มือก็เปิดหนังสือตาไม่ได้มองหนังสือหรอก  แต่ตาจับจ้องมาที่ครู คงนึกในใจว่า ครูสวยจัง ครูแต่งตัวน่ารักจัง มากกว่าฟังเนื้อหาที่ครูสอน          
      ชั่วโมงแรกก็ผ่านพ้นไปด้วยดี  มีกำลังใจขึ้นเป็นกอง  มีรูปเป็นคุณก็ดีไปอย่าง  แต่ยังวิตกว่าชั่วโมงต่อๆไปถ้าเขาเริ่มเบื่อเธอจะทำยังไงดี  เรามิต้องหาชุดสวยๆ แต่งหน้าแต่งผมให้สวยๆ ไม่ซ้ำแบบกันทุกชั่วโมงรึกระมัง นึกในใจว่า เราต้องทำให้เขาสนใจเรียนหนังสือมากกว่าที่จะสนใจตัวเราให้ได้  ไม่งั้นเสียสถาบันที่จบออกมาหมด       
   

    “ไปสอนวันแรกเป็นยังไงบ้างนิ”  พอเธอก้าวเข้าบ้านด้วยอาการอิดโรย ราวกับเพิ่งไปสมบุกสมบันกับงานที่หนักหนาสาหัสมาปานนั้น                  “ไม่รู้นิจะไหวรึเปล่าคะคุณแม่” เธอตอบด้วยสุ้มเสียงที่ท้อถอย        
    “สู้ๆนะลูก นิของแม่เก่งอยู่แล้ว”
แม่พยายามพูดให้กำลังใจลูกสาว                                                                             
    นิพาดา เพิ่งเรียนจบปริญญาตรีครุศาสตร์ เอกคณิตศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศมาหมาดๆ  เธอเป็นบุตรสาวคนเดียวของคุณพ่อชนาธิปอาจารย์สอนมหาวิทยาลัย กับคุณแม่สรวงสุดาครูโรงเรียนมัธยมในกรุงเทพมหานคร   แม้ฐานะทางครอบครัวจะไม่ได้ร่ำรวยอะไรมากนัก แต่ก็เป็นแบบอย่างของครอบครัวข้าราชการครูที่มีความรัก ความผูกพันกันตามสังคมยุคใหม่ได้อย่างดีในระดับหนึ่ง       
      ระหว่างนิพาดากำลังรอเตรียมตัวสอบบรรจุเป็นครูอยู่นั้น  คุณป้านุชจรีย์พี่สาวของคุณแม่ที่เป็นเจ้าของโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่ง มีปัญหาครูคนหนึ่งลาออกกระทันหัน จึงขาดครูผู้สอน และใกล้จะเปิดภาคเรียนแล้ว  ป้านุชจรีย์จึงมาขอร้องคุณแม่ ขอให้นิพาดาไปช่วยสอนขัดตาทัพไปก่อนสักเทอมหรือสองเทอมก่อนที่จะได้ครูคนใหม่เข้ามา  คุณแม่สงสารคุณป้าจึงขอให้นิพาดาไปช่วยคุณป้าสักระยะ  เธอเองก็ไม่อยากขัดใจคุณป้าและคุณแม่ จึงต้องยอมจำนน ถือว่าเป็นการฝึกสอนล่วงหน้าอีกรอบก่อนเป็นครูจริงๆก็แล้วกัน  โดยยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคุณป้าจะให้ไปสอนวิชาอะไร         

      พอทราบว่าจะให้ไปสอนวิชาพระพุทธศาสนา ในชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น และนักเรียนที่นี่ก็เป็นเด็กทั่วๆไป ส่วนใหญ่จะเป็นเด็กเรียนอ่อนจนถึงระดับปานกลาง เธอก็แทบลมจับ เพราะเป็นวิชาที่เธอเบื่อที่สุด  ถ้าเป็นวิชาคณิตศาสตร์ก็คงจะดี  แต่คงกลับลำไม่ทันแล้ว เลยต้องตกกระไดพลอยโจน  และคิดว่าอดทนไปหน่อยเถอะอีกไม่นานก็คงผ่านพ้นไป  แต่การเริ่มต้นนี่สิช่างยากลำบากใจจัง         
       มีเวลาอีกไม่นานก็จะเปิดเทอมแล้ว เธอจึงเริ่มไปแสวงหาความรู้เกี่ยวกับหลักสูตรและหนังสือเรียน อาศัยที่เรียนมาทางครูจึงไม่หนักหนาอะไรนัก  จะหนักใจก็ตรงเนื้อหาและวิธีสอนนี่แหละ แม้ตัวเองจะได้ชื่อว่านับถือศาสนาพุทธ แต่ก็คงเหมือนชาวพุทธในสมัยใหม่ทั่วๆไปหลายๆคน  ที่นับถือกันเพียงในนาม ตัวเธอเองตั้งแต่เด็กก็แค่ตามคุณพ่อคุณแม่ไปวัดทำบุญใส่บาตรในบางโอกาส  เวลาฟังพระเทศน์นานๆก็เหน็บกิน เบื่อจะแย่  ถูกคุณแม่บังคับให้สวดมนต์ ไหว้พระ นั่งสมาธิก็ทำไปยังงั้นๆ จึงถูกคุณแม่เอ็ดเอาบ่อยๆ  ตอนเรียนที่โรงเรียนก็เบื่อวิชานี้ที่สุด ครูให้นั่งสมาธิแค่ไม่เกินห้านาทีก็ปวดขาเหน็บจะกิน นึกในใจว่าเมื่อไรจะหมดเวลาเสียที       
       " กรรมคงตามสนองแล้วเรา" เธอคิด

        นิศมาและกรนุช เป็นเพื่อนสนิทของนิพาดาตอนเรียนมหาวิทยาลัย เพื่อนสองคนนี้เป็นคนที่มีกิริยาวาจาดีและแต่งกายสุภาพเรียบร้อย  ทั้งสองคนพอมีเวลาว่างก็จะชวนกันไปปฏิบัติธรรมอยู่บ่อยๆ  จนเพื่อนๆเรียกพวกเธอกันว่าแม่ชี  แต่เธอก็สามารถวางตัวคบหาสมาคมกับเพื่อนๆทุกคนได้อย่างเป็นปกติ  เธอจะขอตัวทุกครั้งที่เพื่อนๆชวนไปช้อบปิ้ง สรวลเสเฮฮา โดยไม่ได้ตำหนิในการกระทำของเพื่อนๆแต่อย่างใด  เป็นการแสวงจุดร่วม สงวนจุดต่างได้อย่างไม่ขัดแย้งกัน   ผิดกับนิพาดาที่ตอนเรียนเธอจะมีกลุ่มเพื่อนหลายกลุ่มทั้งหญิงและชาย  เพื่อนกลุ่มสายรื่นเริงบันเทิงใจของเธอที่คบหากันมาค่อนข้างสนิท ในกลุ่มเพื่อนหญิงก็มี  ขวัญหทัย  ชรัมพร  กนกอร  และกลุ่มเพื่อนชายที่พยายามเข้ามาตีสนิทเธอผ่านทางกลุ่มเพื่อนหญิงก็มีหลายคน  เนื่องจากนิพาดาเป็นคนหน้าตาดี และนิสัยดีด้วยจึงเป็นที่หมายปองของเพื่อนชายที่อยากเข้ามาตีสนิท           
        โดยเฉพาะ ชัชพงศ์ ลูกชายนักธุรกิจในระดับเศรษฐีที่เป็นนักศึกษาต่างสถาบัน ซึ่งเป็นเพื่อนของเพื่อนในกลุ่มนี้ คือธนกฤต จะพยายามอาศัยกลุ่มเพื่อนเข้ามาตามจีบเธออย่างออกนอกหน้าเป็นพิเศษ โดยมีโปรแกรมจูงใจเสนอผ่านทางกลุ่มเพื่อนชายและเพื่อนหญิงบ่อยๆ เช่น ขับรถไปส่ง  พาไปเลี้ยงอาหาร  มอบของขวัญในโอกาสพิเศษต่างๆ หรือพาไปช้อปปิ้ง เป็นต้น  แต่นิพาดาก็คบด้วยในฐานะเพื่อนคนหนึ่งตามมารยาทเพื่อไม่ให้เสียน้ำใจกัน  บ่อยครั้งที่เธอรู้สึกอึดอัดที่ถูกเซ้าซี้ชักชวน  ถ้าขัดไม่ได้จริงๆก็จะยอมไปด้วย แต่ต้องไปกันเป็นกลุ่ม ไม่เปิดโอกาสให้ไปกันสองต่อสอง  ซึ่งเรื่องการคบเพื่อนนี้ คุณพ่อคุณแม่จะให้อิสระแก่ลูก แต่จะคอยเตือนสติให้รู้จักวางตัวอย่างเหมาะสม  คุณพ่อคุณแม่สอนเสมอว่าชีวิตของคนเราจะต้องเจอและคบหากับผู้คนมากมายทุกระดับ แต่ต้องระลึกเสมอว่า อะไรควรอะไรไม่ควร และต้องมีทักษะชีวิตให้สามารถอยู่ในสังคมได้อย่างปลอดภัยและมีคุณค่า  โดยเพื่อนๆทุกกลุ่มจะเคยมาที่บ้านเธอ ได้เจอกับคุณพ่อคุณแม่ของนิพาดากันทุกคน          
       คุณพ่อคุณแม่ออกจะวางใจและชื่นชมนิศมาและกรนุช เป็นพิเศษกว่าใครๆ  สองคนนี้จึงไปมาหาสู่ที่บ้านของเธอบ่อยๆ  จนเหมือนเป็นลูกสาวจริงๆของคุณพ่อคุณแม่ไปด้วย

       เมื่อเรียนจบนิศมาก็ไปทำงานในมูลนิธิส่งเสริมการวิปัสสนากรรมฐาน  ซึ่งญาติผู้ใหญ่ของเธอชักชวนไปร่วมทำงาน และถือโอกาสได้ปฏิบัติสมาธิวิปัสสนาไปด้วย   ส่วนกรนุชก็รอสมัครสอบบรรจุเป็นครูเช่นเดียวกับนิพาดา ระหว่างที่รอการสอบบรรจุ นิศมาเลยชวนให้กรนุชมาช่วยทำงานที่มูลนิธิฯไปพลางๆก่อน และได้ปฏิบัติสมาธิวิปัสสนาด้วยกันเป็นประจำ          
       พอนิศมาและกรนุชได้ข่าวว่านิพาดาต้องถูกให้ไปสอนวิชาพระพุทธศาสนาก็แทบขำกลิ้ง  แต่ก็รู้สึกดีและหวังว่าจะเป็นบุญกุศลให้เธอมีโอกาสได้รื้อฟื้นซึมซับคำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้มากขึ้น  จึงเข้ามาเยี่ยมให้กำลังใจแก่เพื่อนบ่อยๆ  และพยายามคิดหากิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวทางพุทธศาสนาหรือทางประวัติศาสตร์ที่นิพาดาชอบมาชักจูงและชักชวนให้เธอเข้าร่วมด้วยความสมัครใจ  แต่กระนั้นก็ยังได้รับการผัดผ่อนจากนิพาดาเรื่อยมา         
       จนเมื่อกระแสละครเรื่องบุพเพสันนิวาสดังกระหึ่มไปทั่วเมือง  พวกเธอจึงอาศัยกระแสนิยมนี้ชวนนิพาดาแต่งกายชุดไทยแบบย้อนยุค ตามรอยแม่การะเกดในเรื่องบุพเพสันนิวาสไปชมกรุงเก่ากัน โดยเสนอสถานที่สำคัญแห่งหนึ่งของโปรแกรมเพื่อจูงใจ แบบรู้ใจเพื่อนคือวัดไชยวัฒนาราม  นิพาดาตื่นเต้นและตกลงที่จะไปกับโปรแกรมนี้ทันที  โดยนัดหมายกันว่าจะไปในวันหยุดสัปดาห์หน้า และนิศมาอาสาจะเป็นโชเฟอร์ขับรถพาไปเที่ยวชมในครั้งนี้ด้วย          
       พอไปขออนุญาตคุณพ่อคุณแม่ ท่านก็ตกลงทันทีเพราะไว้วางใจเพื่อนสองคนนี้อยู่แล้ว  ทั้งสามคนตื่นเต้นกับการไปหาเช่าชุดไทยแบบย้อนยุคสวยๆกัน จนได้ชุดที่ลองสวมแล้วพอใจกันทุกคน                                                                 
                                                                           (จบตอนที่ 1)

       

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ธเนศ ขำเกิด

คำสำคัญ (Tags)#นวนิยาย#ธเนศ ขำเกิด#ศิลปะการดำเนินชีวิต#อิงธรรมะ#รักที่หลุดพ้น

หมายเลขบันทึก: 649449, เขียน: 10 Aug 2018 @ 09:05 (), แก้ไข: 11 Aug 2018 @ 09:04 (), สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง, ดอกไม้: 1, อ่าน: คลิก


ความเห็น (0)