เวที สัมมนาอาจารย์ที่ปรึกษาองค์กรนิสิต มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เมื่อวันที่ 29-30 มิถุนายน 2561 ผมและทีมงานจัดกระบวนการเรียนรู้ โดยใช้เครื่องมือหลักของการจัดการความรู้ นั่นคือ การ “แลกเปลี่ยนเรียนรู้” ที่เน้นการ “แบ่งปัน” ผ่าน “เรื่องเล่า” หรือการ “เล่าเรื่อง”
เหตุผลที่เลือกเครื่องมือดังกล่าวก็เพราะผมเชื่อมั่นในพลังของเรื่องเล่าและการแบ่งปันนั่นเอง
ในเวทีที่ว่านี้ ผมและทีมงานออกแบบเวทีการเรียนรู้ในหลายประเด็น หนึ่งในนั้นก็คือ “คุณสมบัติ - บทบาทและหน้าที่ของการเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาองค์กรนิสิต”
รูปแบบของเวที เราเน้นให้อาจารย์แต่ละคนเล่าเรื่องของตัวเองเป็นหัวใจหลัก ผสมผสานกับการซักถามและการทักแซวเป็นจังหวะๆ เพื่อเสริมสร้างบรรยากาศของการเรียนรู้ร่วมกัน โดยทีมงานของผมเป็นเคยนำสู่ประเด็นการสื่อสาร ขณะที่ผมรับผิดชอบการจดบันทึกและเติมข้อมูลเท่าที่จำเป็นและเท่าที่เวลาจะเอื้ออำนวย
การเล่าเรื่องดังกล่าว อาจารย์แต่ละคนจะเล่าไปเรื่อยๆ ผมจะ “ถอดซ้อนถอด” สู่ประเด็นหัวใจหลัก จะไม่บอกว่าตรงประเด็น หรือออกนอกลู่นอกทางให้เสียความตั้งใจ แต่จะพยายามบริหารเวลาไปในตัว

กระบวนการที่ว่านี้ ผมเรียกว่า “ถอดซ้อนถอด”
ถัดจากนั้นจะเป็นการชี้เป้า หรือโฟกัสเข้าประเด็นที่เป็นโจทย์ของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ กล่าวคือ ขั้นตอนนี้อาจารย์แต่ละคนจะสะท้อนแนวคิด > อภิปราย > ยกกรณีศึกษามาสื่อแสดงในตัว
ในบางประเด็นที่คลุมเครือ หรือคลาดเคลื่อนในเชิงความรู้ ผมก็หนุนข้อมูลบางอย่างที่เกี่ยวข้องเข้าไปเป็นจังหวะๆ เช่นเดียวกับในหลายประเด็นจะถูกถักทอขึ้นสู่การ “โสเหล่” อย่างออกรสออกชาติ มีการช่วยกัน “ต่อยอด : เพิ่มเติมกัน” อย่างเข้มข้น สะท้อนให้เห็นถึงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่ไร้พรมแดนและเป็นภาพแห่งการแบ่งปันกันด้วยหัวใจอย่างเป็นเหตุเป็นผล

จะด้วยเหตุผลกลใดก็ตามแต่ กระบวนการเรียนรู้ในประเด็นเหล่านี้ล้วนลื่นไหลไปด้วยดี ก่อเกิดรูปธรรมของข้อมูลอย่างน่าชื่นชม ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะแต่ละคนมีต้นทุนที่พร้อมนำเสนอ หรือแชร์อยู่แล้ว รวมถึงการที่แต่ละคนรู้สึกคุ้นเคยกันอยู่บ้างแล้วก็มีส่วน หรือแม้แต่การกระตุกกระตุ้นของกระบวนกรก็น่าจะใช่ด้วยเช่นกัน ---
เรียกได้ว่า เป็นเวทีง่ายงาม เป็นกันเอง หรือแม้แต่เป็นเวทีที่มีอรรถรสของการเรียนรู้อย่างน่าประทับใจ จนก่อให้เกิดผลพวงการเรียนรู้ที่แจ่มชัดบนฐานวัฒนธรรมของเราเอง โดยคุณสมบัติที่ถูกกล่าวถึงก็เชื่อมโยงภาพความเป็นบทบาทและหน้าที่ของอาจารย์ที่ปรึกษาองค์กรนิสิตไปในตัวเสร็จสรรพ ยกตัวอย่างเช่น
-
ความรู้ (Knowledge)
- ความรู้ภาคทฤษฎีเกี่ยวกับการพัฒนานิสิตผ่านกิจกรรมนอกหลักสูตรและในหลักสูตร เป็นต้นว่า Active Learning,Project-Based Learning,Problem- Based Learning, Community Based Learning, Participatory Learning, Soft skills & Hard skills, Student-centered
- ความรู้เชิงนโยบายของมหาวิทยาลัย เป็นต้นว่า ปรัชญา เอกลักษณ์ อัตลักษณ์นิสิต ค่านิยมนิสิต นโยบายเชิงรุก แผนพัฒนานิสิต
- ความรู้กระแสหลักของสังคม เป็นต้นว่า Thailand 4.0, ศตวรรษที่ 21, Soft skills
- พี่เลี้ยง (Mentor) เช่น โค้ช กระบวนกร นักออกแบบการเรียนรู้ นักจัดการความรู้ นักสร้างแรงบันดาลใจ
- ประสบการณ์ (Experience) เช่น ประสบการณ์เคยเป็นผู้นำนิสิตนักศึกษาด้านการเป็นนักกิจกรรม หรือเคยเป็นที่ปรึกษาด้านกิจกรรมนิสิต
- จิตอาสา (Volunteer) เช่น จิตวิญญาณความเป็นครู –ผู้ปกครอง เสียสละ ทุ่มเท มีเวลา
- สุขภาพ เช่น สุขภาพกาย ใจ อารมณ์ สังคม ปัญญา
เป็นที่น่าสังเกตว่า กรณีตัวอย่างที่หยิบยกมาเขียนถึงแม้จะสะท้อนเรื่อง “คุณสมบัติ” ก็จริง แต่ก็เชื่อมทะลุถึงประเด็น “บทบาท-หน้าที่” ไปในตัวอย่างไม่ต้องสงสัย
อีกทั้งในประเด็น “ความรู้” ก็มีกลิ่นอายประมาณว่าไม่ติดยึดว่าต้องมีประสบการณ์ด้านกิจกรรมนิสิตมาตั้งแต่การเป็นนิสิตนักศึกษาเสมอไปก็ได้ หากแต่หมายถึงการมีความพร้อมที่จะ “เรียนรู้” เพิ่มเติมจากปัจจุบัน เฉกเช่นการเป็น “นักเรียนรู้” หรือ “ผู้เรียนรู้อยู่ตลอดเวลา” นั่นเอง
ถึงตรงนี้ ผมก็ยังยืนยันว่าประเด็นที่เหล่าบรรดาอาจารย์ที่ปรึกษาองค์กรนิสิตได้สะท้อนออกมาจาก “วงเล่า” หรือ “วงโสเหล่” ในครั้งนี้ “ไม่มีผิด” เป็นแน่แท้ เพราะหลอมรมมาจากประสบการณ์ มุมมองของแต่ละคน รวมถึงมุมมองเชิงวิสัยทัศน์ที่ “คาดหวัง” ว่า “ควรต้องมี” เพื่อเป็น “เครื่องมือ” ในการบ่มเพาะนิสิตสู่การเป็นพลเมืองของสังคมไทย สังคมโลก
แต่ที่แน่ๆ สัมผัสได้ชัดเจนว่า แต่ละคนล้วน “มองบวก” ต่อประเด็นเหล่านี้ด้วยกันทั้งนั้น ไม่มีใครคิดหรือใช้กิจกรรมนิสิต หรือนิสิตเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนการเมืองในมหาวิทยาลัย เพียงแต่การมองว่านิสิตต้องตระหนักต่อการรับผิดชอบต่อตนเองและสังคมส่วนรวมอย่างมี “วุฒิภาวะ” (Maturity)

ขั้นตอนต่อไป ผมและทีมงานจะสังเคราะห์ข้อมูลเหล่านี้อีกรอบ เพื่อนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการพัฒนานิสิต และคณะกรรมการบริหารมหาวิทยาลัยมหาสารคามตามลำดับขั้น มิใช่พบปะสังสรรค์แล้วจากลาโดยมิมีการต่อยอดใดๆ

เขียน : จันทร์ที่ 9 กรกฎาคม 2561
ภาพ : กองกิจการนิสิต มหาวิทยาลัยมหาสารคาม / นิสิตจิตอาสา










ง่ายงาม แต่สาระอัดแน่น พร้อมยกระดับถ่ายทอดให้รุ่นต่อ ๆ ไป เรียนรู้ไวขึ้นนะคะ
สวัสดีครับ พี่หมอ ธิ
แท้ที่จริงแล้ว กิจกรรมนี้ คือการจัดการความรู้ร่วมกันบนฐานของเครือข่าย ซึ่งผมมองว่าความเป็นเครือข่ายในะรบบงานต้องเริ่มจากเครือข่ายฐานใจเสียก่อน จึงออกแบบกระบวนการให้อาจารย์แต่ละท่านเปิดเปลือยประวัติตนเอง-แบ่งปันต่อกัน จากนั้นก็เชื่อมเข้าสู่ประเด็นเชิงวิชาการ ทั้งในเรื่องบทบาท หน้าที่และคุณสมบัติ
แต่ในอีกนัยสำคัญก็คือ กระบวนการนี้ ผมสังเกตว่ากลายเป็นเครื่องมือบัดบำและเสริมพลังอาจารย์แต่ละท่านได้เป็นอย่างดี การเล่ากลายเป็นการปรับจูนชีวิตตัวท่านเองไปในตัว
ขอบพระคุณครับ