ขอบพระคุณคณาจารย์ทั้งอาจารย์ผู้ควบคุมการฝึกปฏบัติงานทางคลินิกและอาจารย์ประจำหลักสูตรที่มีความตั้งใจนำพาจิตมุ่งมั่นพัฒนากระบวนการเรียนรู้จากประสบการณ์วิชาชีพกิจกรรมบำบัดสู่การสร้างแรงบันดาลใจให้นักศึกษากิจกรรมบำบัดทั้งม.เชียงใหม่ด้วยสัมพันธภาพกับม.มหิดล

ในการฝึกงานทางคลินิกของนักศึกษากิจกรรมบำบัด ม.มหิดล ปี 3-4 แบ่งเป็น 4 รายวิชา ในหลักสูตรเดิมปีการศึกษา 2555 ตัวแรกแบ่งเป็น 2 สถานที่ฝึกงาน เริ่มปลายมี.ค.ถึงกลางพ.ค. รวม 270 ชม. และจะปรับลดเหลือ 240 ชม.ในหลักสูตรปรับปรุงปีการศึกษา 2559 ตัวสองจะพิจารณาให้นศ.ผ่านประสบการณ์จากตัวแรกให้ครบทั้ง 3 กลุ่มผู้รับบริการที่มีความบกพร่องทางร่างกาย จิตสังคม และการพัฒนาเด็ก ใน 1 สถานที่ฝึกงานภูมิภาค รวม 225 ชม. (หลักสูตรเดิม) และปรับเพิ่มเป็น 300 ชม. (หลักสูตรปรับปรุง) ต่อมาคืออีก 2 สถานที่ฝึกงานในเทอม 1 และ 2 ของปี 4 ที่เน้นทักษะการให้เหตุผลทางคลินิกและเครื่องมือมาตราฐาน รวมเทอมละ  270 ชม. (หลักสูตรเดิม) และปรับลดเป็น 240 ชม. (หลักสูตรปรับปรุง)


คำถามทีหนึ่ง คือ อาจารย์ผู้ควบคุมการฝึกปฏิบัติงานทางคลินิกจะให้คะแนนในความสามารถการประยุกต์ความรู้สู่ทักษะการปฏิบัติ พฤติกรรมการให้บริการ และการสอบกรณีศึกษา/การนำเสนอกรณีศึกษา รวม 60% ถึง 80% แต่จะจัดกระบวนการเรียนรู้อย่างไรให้นศ.เพื่อเชื่อมโยงความรู้ทางวิชาการในห้องเรียนกับความรู้ทางวิชาชีพในสถานพยาบาล 

คำตอบ คือ 

  1. ปี 1-2 ฝึกสัมภาษณ์คนทั่วไป ฝึกรับฟังด้วยหัวใจของความเป็นมนุษย์ ฝึกสังเกตการทำงานของรุ่นพี่ และ/หรือ ช่วยเคสกับพี่คล้ายการฝึกผู้ดูแลเคส
  2. Small Talk หรือ Brief Case เพื่อลดการตื้นเต้นในการเข้าหาเคส และพี่เลือกเคสที่ไม่ยากเกินไปพร้อมเห็นความก้าวหน้าหลังบริการชัดเจน
  3. ในบางรพ.เริ่มเปิดกลุ่มผู้รับบริการเพิ่ม เช่น รพ.ตำรวจ มีการให้บริการเด็กเพิ่มจากกิจกรรมบำบัดผู้ใหญ่ รพ.กรมสุขภาพจิต มีทั้งจิตเวชผู้ใหญ่กับเด็ก อยากให้ม.มหิดลระบุเลยว่าต้องการให้นศ.ผ่านประสบการณ์ด้วยสัดส่วนผู้ใหญ่ต่อเด็ก 70% ต่อ 30% และระบุ Medical Conditions เพิ่มเติมตลอดช่วงวัย ตามมาตราฐานวิชาชีพ และให้เห็นสุขภาพแบบองค์รวม
  4. รุ่นพี่เป็นต้นแบบสาธิตให้นศ.กล้าแสดงบทบาทวิชาชีพเข้าหาเคส นำเสนอการให้เหตุผลทางคลินิกแบบองค์รวม ควรทบทวนวรรณกรรมในการเขียนรายงานกรณีศึกษาว่า ผลกระทบของ Medical Conditions ต่อระบบ Anatomical, Physiological, & Recovery Progression อย่างไร พร้อมตั้งเป้าหมายทั้งทักษะพื้นฐานการทำกิจกรรมและทักษะสำคัญในการทำกิจกรรมการดำเนินชีวิตที่หลากหลาย 
  5. เมื่อรุ่นพี่และนศ.ได้เข้าใจแล้วว่า OPP หรือ Occupational Performance Profile ต่อยอดเป็นกรอบการทำงานทุกๆ 5 ปี คล้ายพจนานุกรมวิชาขีพจนปัจจุบันคือ OTPF หรือ Occupational Therapy Practical Framework จะตั้งเป้าหมายประกอบกับการให้เหตุผลทางคลินิกและกรอบอ้างอิงที่เน้นภาพรวมของ Person-Environment-Occupation และภาพลึกที่มีชีวิตของ Model of Human Occupation หรือ MOHO ส่วนกรอบอ้างอิงเชิงกระบวนการการรักษาจนถึงการเตรียมความพร้อมในการฝึกฝนทักษะพื้นฐานต่อกิจกรรมที่มีหลายบทบาทต่อหนึ่งเป้าหมายชีวิตที่ชัดเจนแบบ "Independence ได้ด้วยการปรับพฤติกรรมสุขภาพ/รูปแบบของการทำกิจกรรมการดำเนินชีวิตของตนเอง (Occupational Behavioral/Pattern) ด้วยการปรับสภาพแวดล้อม ด้วยการปรับสิ่งแวดล้อมที่มีปฏิสัมพันธ์กับผู้ดูแล ด้วยการปรับอุปกรณ์เทคโนโลยีเครื่องช่วยตามบริบทสถานการณ์ชีวิตจริง หรือด้วยความรู้สึกถึงสุขภาพที่พึงพอใจในคุณภาพชีวิตกับความเป็นอยู่ที่ดี (Health & Wellness) หรือการมีส่วนร่วมทำกิจกรรมการดำเนินชีวิตกับผู้ดูแล/ผู้อื่น (Co-Occupation) 
  6. อจ.ไม่ควรสอนความรู้จากตำรามากเกินไป ควรส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติและค้นคว้าความรู้ด้วยตนเองจนเข้าใจกระบวนการสัมผัสเคส เมื่ออจ.ฝึกตั้งคำถาม อะไร ทำไม อย่างไร ตามข้อเท็จจริงและบริบทความต้องการที่แท้จริงเหมาะสมกับเคสต่างๆ 
  7. โดยธรรมชาติหลังจากนศ.จบจากมหาลัย ก็จะใช้เวลาเรียนรู้จากการทำงานจริงสัก 3-5 ปี ก็จะสะสมและเข้าใจความเป็นตัวเองในการสื่อสารพลังวิชาชีพตามบทบาทและศักยภาพที่พอดีต่อใจ (Role Competency) ดังนั้นรุ่นพี่ควรใช้ Sandwich Feedback พร้อมบันทึกคำแนะนำว่า นศ.แต่ละท่านควรพัฒนาตนเองอย่างไรบ้าง 

คำถามที่สอง คือ Template ของ AOTA ที่ครอบคลุมตาม OTPF 

มีความเหมาะสมให้นศ.ใช้ประเมินแรกรับใน 15-45 นาทีของการให้บริการเคสอย่างไร

คำตอบ คือ 

  1. Template ของ AOTA เหมาะสำหรับนักวิชาชีพที่มีประสบการณ์ แต่รุ่นพี่ควรสาธิต Therapeutic Use of Self-Conscious & Relationship (RAPPORT) สร้างสัมพันธภาพอย่างมีสติและมีเมตตากรุณา เอาใจเขามาใส่ใจเรา ฟังมากพูดน้อย และสังเกตความสามารถความสุขของเคสขณะทำกิจกรรมง่ายๆ และท้าทายขึ้นเรื่อยๆ โดยเพิ่มแรงจูงใจทั้งตัวเคส ตัวอจ.รุ่นพี่ และตัวนศ. 
  2. รุ่นพี่ควรฝึกการตั้งคำถามง่ายๆ เป็นกันเอง ไม่วิชาการมากไป และไม่นามธรรมไป (เช่น คุณค่าของเคส) 
  3. รุ่นพี่ไม่ควรคาดหวังสูงต่อการคิดคำถามปลายเปิดของนศ. ปล่อยให้เกิดการเรียนรู้แบบผู้ให้ผู้รับตามธรรมชาติ ให้เกิดความรู้ความเข้าใจ "ความสามารถที่มีอยู่ตามบริบทจำลองสถานการณ์สู่การแก้ปัญหาชีวิตจริง - ทักษะการรับรู้สึกเคลื่อนไหวทำสิ่งใดๆ ทักษะการรู้คิดทำสิ่งที่มีเป้าหมาย ทักษะการสื่อสารกับผู้อื่น นิสัย ความชอบ เวลาที่ใช้ ความรับผิดชอบ และความต้องการช่วยเหลือจากผู้อื่น"

ข้อคิดที่ดีงามเกี่ยวกับตัวชี้วัดทางการให้บริการทางคลินิกและผลลัพธ์เชิงสมรรถนะของนักกิจกรรมบำบัดรุ่นใหม่ ซึ่งร้อยเรียงอุปลักษณ์จากการเสวนาแรงบันดาลใจในความสำเร็จของรุ่นพี่ที่เป็นวิทยากรและเข้าประชุมทุกท่าน ได้แก่ 

  • INPUT ต้นน้ำ เริ่มต้นวัดผลผู้เรียนรู้ (นศ. เคส และรุ่นพี่) ว่ามีบุคลิกภาพจำแนกตามการทำงานของสมองและจิตอย่างไร คลิกที่นี่ เพื่อประเมินตัวเองพร้อมบันทึก % ของแต่ละคู่ของบุคลิกภาพย่อย โดยบุคลิกภาพที่นักกิจกรรมบำบัดควรแสดงออกได้อย่างมีสุขภาพดี ได้แก่ SPIRIT ประกอบด้วย Sensing (รับรู้ข้อเท็จจริง), Perceiving (คิดยืดหยุ่น), Introvert (สุขุมรอบคอบ), Review (ทบทวนข้อดีข้อพัฒนาในตัวเอง), Intuition (ปิ๊งแว๊ปสะสมประสบการณ์ได้ลุ่มลึก) และ Thinking (คิดมีเหตุมีผล)
  • PROCESS กลางน้ำ กระบวนการพัฒนาควรเพิ่มทักษะปัญญาเมตตาผ่านการสือสารภาษากาย อารมณ์มั่นคง คิดบวกยืดหยุ่น และปรับตัวแก้ปัญหาได้รวดเร็วและมีประสิทธิผล ได้แก่ OT หรือ OPEN TALENT เปิดใจให้ผู้เรียนมีสติจดจ่อการเข้าร่วมทำสิ่งใดๆที่เป็นบวกในปัจจุบันขณะ Occupying Positive Engagement Now และทำงานร่วมคิดกับคนอื่นอย่างเห็นอกเห็นใจกันและมีความหมาย TEAM - Thinking Empathetic & Altruistic Meaning ด้วยการศึกษาแบบมีชีวิตชีวาผ่านการลงมือทำจนคิดตกผลึกความรู้ และใคร่ครวญเป็นผู้ริเริ่มเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งๆภายในให้ปัจจัยภายใน (Intrinsic Factors) สมดุลกับปัจจัยภายนอก (Extrinsic Factors) อย่างดีขึ้นได้ด้วยตนเอง (Self-Occupational Balance) Active Lifelong Education New Transformation  
  • OUTPUT ปลายน้ำ ผลจากกิจกรรมบำบัดศึกษาผลิตบัณฑิตนักกิจกรรมบำบัดให้เสริมสร้างสุขภาพและสุขภาวะองค์รวมแก่ประชาชนไทย ซึ่งเกิดความรับผิดชอบด้วยหัวใจของความเป็นมนุษย์อย่างต่อเนื่องจนวาระสุดท้ายของชีวิต 

ดังนั้น OUTCOME ผลลัพธ์แท้จริงยั้งยืน  คือ  Therapeutic Use of Self-Conscious  การเจริญสติสัมปชัญญะเพื่อพัฒนาตนอย่างต่อเนื่อง เพื่อเกิดทักษะปัญญาเมตาในการสื่อสารสร้างสัมพันธภาพแก่ทุกๆคนอย่างมีความหมาย ซึ่งสอดคล้องกับจิตวิทยาเชิงบวก PERMA หรือ Positive Emotion Engagement Relationship Meaning & Purpose และ Achievement & Accomplishment ศึกษาเพิ่มเติมที่นี่ และกราบขอบพระคุณท่านอาจารย์พรเพ็ญและพี่นำชัย ผู้เป็นต้นแบบนักกิจกรรมบำบัด เช่นเดียวกับพี่พิมพ์ใจ ผู้จุดประกายการสื่อสารกิจกรรมบำบัดศึกษาแก่มวลชน ที่สะท้อนประสบการณ์สร้างสรรค์ "Occupational Well-Being from Media & Meaningfulness" ได้ปราณีตดีงามและทำให้ผมสรุปบทเรียนด้วยความสนใจ ดังนี้

  • เป้าหมายหลักทางกิจกรรมบำบัด คือ พัฒนาศักยภาพด้วยกระบวนการเรียนรู้ (Education Process) และการให้คำปรึกษา - โค้ช (Consultation Process) ตลอดทุกช่วงวัย (ความสุขความสามารถ) ที่มีอยู่ภายในตัว ทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว (เพราะไม่มีโอกาสได้ดึงออกมาใช้แก้ปัญหาชีวิตอย่างท้าทาย) เรียก Enhancement (Sustainable Development) และ พัฒนาความสามารถที่บกพร่องให้กลับมาใช้ชีวิตได้ด้วยความมั่นใจและมีคุณค่าเพิ่มขึ้น (Purposeful Occupation/Activities) สมดุลอิสระ (Independent Occupational Balance) กับ กระบวนการต่างๆ ได้แก่ เตรียมความพร้อม (Preparatory Methods & Tasks) ดัดแปรปรับเปลี่ยนบริบทที่แท้จริงหรือสิ่งแวดล้อมที่สัมพันธ์กับคนๆนั้นขณะทำกิจกรรมใดๆ ที่มีความหมายแบบมีส่วนร่วม (Participation) หรือ เข้าร่วมทำเอง (Engagement) หรือ มีอุปกรณ์ช่วย หรือ มีคนช่วยเหลือดูแล (Co-occupation) เรียก Development (Better Improvement) โดยตระหนักรู้ความต้องการที่แท้จริง Want to ความจำเป็นที่แท้จริง Need to และความคาดหวังที่แท้จริง Expect to 
  • สื่อกิจกรรมบำบัดที่มีความหมายต่อผู้รับบริการ (Therapeutic Use of Occupation/Goal-directed multiple activities)  ประกอบด้วย การวิเคราะห์สังเคราะห์ด้วยกระบวนการเรียนรู้ขณะตั้งใจทำกิจกรรมใดๆ (Tasks related Roles Performance Analysis) ด้วยความคิดบวก อารมณ์บวก และสื่อสารภาษากายกับภาษาพูด (สุ จิ ปุ ลิ) บวก เช่น กิจวัตรประจำวัน ออกกำลังกายนันทนาการ ศิลปะหัตถกรรม กิจกรรมกลุ่มสังคม กิจกรรมแสดงบทบาทชีวิต กิจกรรมการรับรู้สึกเคลื่อนไหวต่างๆ คลิกเรียนรู้หัวข้อกิจกรรมทางกายของคนไทยที่นี่  
  • ประโยชน์สุขเพื่อมนุษยชาติ (ฺBeneficial Happiness for Mankind) อ่านได้จากคำสอนของท่านอาจารย์พรเพ็ญ คือ "กิจกรรมบำบัด เชื่อว่า กิจกรรมการดำเนินชีวิต หรือกิจกรรมที่มีความหมายสามารถเสริมสร้าง เพิ่มพูนทักษะความสามารถ สุขภาวะและศักดิ์ศรี คุณค่าของตนเอง โดยการทำกิจกรรมช่วยให้ ได้เรียนรู้โลกรอบตัว ทดสอบความรู้ความสามารถที่มี ฝึกฝนทักษะที่มี แสดงความคิดความรู้สึก สร้างความสุขความพอใจ การดูแลตนเองและอยู่รอด พัฒนาความสามารถ บรรลุความสามารถในการควบคุมตนเองไปสู่เป้าหมาย (Occupation Based Practice)"
  • นอกจากนี้นักกิจกรรมบำบัดควรปรับกระบวนการเรียนการสอนแก่ตัวเอง นศ. และผู้รับบริการทุกคน อย่างมีศิลปะแบบเอาใจเขามาใส่ใจเราตามจริตและบุคลิกภาพของผู้เรียนที่หลากหลาย เรียก Therapeutic use of self: 6 modes ประกอบด้วย 1) Advocating mode 2) Collaborating mode 3) Empathizing mode 4) Encouraging mode 5) Instructing mode และ 6) Problem – solving mode
  • นักกิจกรรมบำบัดมีบทบาท Advocacy จิตอาสาและสื่อสารเพื่อสังคม เกิดความรู้ความเข้าใจตลอดชีวิตโดยเพิ่มพูนงานวิจัยและพัฒนากระบวนการทางกิจกรรมบำบัดบูรณาการกับศาสตร์และศิลป์แห่งสุขภาวะ ตัวอย่าง คลิปการวิจัยการจัดการความล้าเริ่มแรกของผม คลิปการวิจัยการจัดการความล้าในคนไทยที่มีผลลัพธ์การวัดเชิงปริมาณและคุณภาพมากขึ้น คลิปการแปลความรู้กิจกรรมบำบัดศึกษาในการรับมือพฤติกรรมเด็ก คลิปการแปลความรู้กิจกรรมบำบัดศึกษาในการเตรียมตัวก่อน/หลังเกษียณ เป็นต้น