เป็นอีกครั้ง ที่ผม ได้ใช้เวลาส่วนหนึ่งของตนเอง ในการสะท้อนมุมมองด้านการใช้ชีิวิต ทั้งจากการรับฟังจากผู้รู้ รวมถึงการศึกษาและการตีความด้วยตนเอง ต้องออกตัวก่อนเลยว่า เหตุที่เขียนบทความ ในรูปแบบที่ไม่เป็นทางการนี้ขึ้นมา มิได้บ่งชี้ว่า ตนเอง เป็นคนดี หากแต่พยายามที่จะบังคับตัวเอง ให้เกิดความสำเหนียกถึงบาปและบุญให้มาก จึงเลือกที่จะนำตัวเองไป ปฏิบัติธรรม เพราะบังคับใจตนเอง ให้เห็นตัวตนของทุกข์ โดยเริ่มจากตนเอง 

เคยถามตัวเองว่า บุญ คืออะไร เกิดได้อย่างไรบ้าง บ้างก็บอกว่า ว่าบุญ เกิดจากปฏิบัติ มี 10 ประการ อันนี้ เป็นสิ่งที่ฟังมาจากพระท่าน จำได้ไม่ครบ เช่น บุญจากการบริจาคทาน การรักษาศีล การภาวนา บุญจากการประพฤติอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้ใหญ่ การขวนขวายในกิจที่ชอบ การให้ส่วนบุญ การอนุโมทนาบุญ และการฟังธรรม บางส่วน ก็ค้นหาข้อมูลออนไลน์บ้าง ด้วยความอยากรู้อยากเห็น

สมัยเด็ก ๆ ทุกครั้งที่ไปวัดกับแม่ ได้มีโอกาสฟังธรรมะ หลวงพ่อเทศน์เสมอว่า การนั่งสมาธิ กำหนดลมหายใจของตนเองและตามรู้ หากกุศโลบาย ไม่ว่าจะเป็น ยุบหนอ พองหนอ บ้างก็บอกให้ท่องพุทโธ อีกหลายวิธีเลย ก็คงเพื่อให้สติของเรา กำกับไปพร้อมกับอริยาบทกระมัง หลวงพ่อ มักพูดว่า บุญจากการกระทำนี้ มีอนิสงส์มาก มากกว่าการให้ทานเสียอีก ผมเอง ก็ไม่ใช่คนที่รู้เยอะในด้านนี้เสียด้วยสิ แต่ก็ไม่ได้ละความพยายามที่จะหาคำตอบ ด้วยการคิดไตร่ตรองด้วยเหตุและผลของตนเอง
นอกจากนี้ยังได้ยินพระท่านพูดว่า การให้ทาน มีทั้งทานที่เป็นทรัพย์ และทานที่เป็นการใช้กำลังของเรา บางคนไม่มีทรัพย์มาก ก็ทำบุญ ด้วยการช่วยเหลือด้วยกำลังแรง ช่วยเก็บกวาดและทำความสะอาดสถานที่สงฆ์ ก็เกิดเป็นบุญเช่นกัน หากนำมาตรองดูก็จริงนะ อันนี้ คือ มุมมองของผมเอง หากชาตินี้ เราไม่ได้คนร่ำรวย อ่านหนังสือไม่ได้ เราจะทำบุญได้อย่างไร สวดมนต์ก็คงทำได้ยาก ยกเว้นจะเข้าวัดบ่อย จนจำบทสวดได้ หากพิจารณากันที่จำนวนทรัพย์มาเป็นสิ่งบ่งชี้ ถึงบุญมากและบุญน้อย สำหรับผมเอง ผมก็ว่า ผมก๋็อาจได้บุญไม่มาก จริง ๆ แล้ว ในประเด็นนี้ เคยได้ยินเรื่องราวที่พระท่าน หยิบยกมาสอนเช่นกัน แต่จำไม่ได้แล้ว ท่าน เพียงแต่บอกว่า แม้มีเงินสลึงเดียว แต่เงินนั้น ได้มาด้วยความบริสุทธิ์ จิตใจที่บริสุทธ์ เปี่ยมไปด้วยศรัทธามาก ย่อมมีอนิสงส์มาก เมื่อเทียบกับสิ่งที่เป็นตรงกันข้าม
มีสองคำ ที่มักได้ยินเสมอ คือ การเจริญด้านวัตถุและด้านจิตใจ เชื่อว่า หลายคน เคยได้ยิน มันคืออะไรกันแน่ ประเด็นที่ผมคุ้นคิดเสมอ คือ เหตุใด การภาวนาจิต เช่น การนั่งสมาธิหรือการกำหนดจิตของตัวเอง จึงมีอนิสงส์มาก ผม ค้นหาคำตอบ บนพื้นฐานความคิดของตัวผมเอง อาจจะแตกต่างจากหลาย ๆ ท่านก็อาจเป็นไปได้ ผม คิดบนพื้นฐานง่าย ๆ มีใครสักกี่คน จะใช้เวลามานั่งสมาธิ กำหนดจิต และพยายามเอาตัวเองไปลำบาก หากไม่ถึงขั้น ชีวิตวุ่นวาย จนหาที่พึ่ง หรือไม่ก็ย่างสู่วัย ที่ไม่อยากได้อยากมีแล้ว ต้องการตัดความห่วง ความกังวล และมุ่งสู่การปล่อยวางแบบเต็มรูปแบบ
การไปปฏิบัติธรรมของผมนั้น ผม เห็นส่วนใหญ่ มักเป็นสุภาพสตรี สัดส่วนมากกว่าสุภาพบุรุษหลายเท่าตัว หากพิจารณาที่อายุ ก็โน้มไปทางมีอายุมากสักหน่อย แต่ก็ไม่ได้แปลว่า จะไม่มีวัยรุ่นหรือวัยกลางคนเลย
กลับมาที่ประเด็นที่ผมคุ้นคิดและพยายามเชื่อมโยง หากคนสักคน บังคับตัวเองให้เกิดความเข้าใจเหตุของทุกข์ได้ กำหนดจิตตัวเองได้ มองเห็นทุกอย่างเป็นสัจธรรม แยกแยะถูกและผิดด้วยใจไม่ลำเอียงได้ ท่านว่า สังคม จะเป็นอย่างไร? สังคม ควรจะเป็นสังคม ที่ให้อภัยกัน ไม่นินทา อิจฉาริษยากัน ไม่ฟ้องร้องกัน ไม่โกง ซื่อสัตย์ มันจะเป็นแบบนี้ไหม อันนี้ ใช่ไหม ที่เขาเรียกว่า การเจริญด้านจิตใจ ผม ไม่รู้ว่าตัวเองเข้าใจถูกต้องหรือไม่
จากประวัติที่ผ่าน ที่ได้ฟังเรื่องราวของพระพุทธองค์ อาจไม่ได้รู้ทั้งหมด เท่าที่ฟังเทศน์มา พระพุทธองค์ ตรัสรู้ได้ด้วย การเพียรภาวนา ซึ่งอาจจะยืนยันอะไรได้ว่า อนิสงส์ที่ยิ่งใหญ่ ที่เหนือกว่าการทำบุญด้วยการปฏิบัติใด ๆ เป็นมนุษย์ เพียงนั่งสมาธิ ไม่ถึงนาที ความคิดก็ฟุ้งกระจาย คิดดีบ้าง คิดไม่ดีบ้าง ไหนจะปวดเมื่อยไปทุกส่วน เลยต้องมีคำกล่าวว่า มารไม่มีบารมีไม่เกิด เห็นจะจริง จะมีใครสักคน จะหันมารู้จักตัวเอง มากกว่า จะรู้เรื่องราวของคนอื่น จนสามารถเขียนเป็นหนังสั้น ได้เป็นเรื่อง ๆ
ทุกวันนี้ การเจริญด้านวัตถุ มีแนวโน้มจะเด่นขึ้น เราเอาตานอก ในการตัดสินทุกอย่าง จึงอาจจะสังเกตจากเหตุการณ์ใกล้ตัว ไม่ชอบใคร ก็ฆ่าฟันกัน ไม่พอใจอะไร ก็ฆ่าฟันกัน อันนี้ ก็ไม่รู้เหมือนกัน ว่ามันเกิดจากสาเหตุอะไร ก็คงต้องตรองดูเอาเอง

โดยสรุป บุญ ก็เกิดได้หลายวิธี และหากรู้จักตัวเองดี ก็จะรู้ว่า บุญที่แท้จริง คืออะไร และอนิสงส์ที่แท้จริง คือ อะไร ก็คงเป็นเช่นนั้นละครับ ทุกอย่าง เป็นเช่นนั้นเอง
หมายเหตุ: เรื่องราวนี้ เป็นมุมมองของผู้เขียนเอง ซึ่งแตกต่างหรือเหมือนกันหลายคนก็เป็นได้ ก็ตรองดูนะครับ ท่านผู้อ่านทั้งหลาย