วันนี้ (๘ มิถุนายน ๖๑) บุคลากรสำนักศึกษาทั่วไป (GE) มีโอกาสได้เรียนรู้เรื่อง R2R (Routine to Reseach) จากวิทยากรรับเชิญ ผศ.ดร.มาเรียม นิลพันธุ์ คณบดีคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เป้าหมายภายใน ๕ ชั่วโมงคือ ภายในบ่ายสองครึ่ง จะต้องได้ proposal หรือเค้าโครงงานวิจัยออกมาให้ได้ โดยแบ่งให้แต่ละกลุ่มงานทำ workshop กัน ผม AAR ว่าตนเองได้ทั้ง delearn เข้าใจผิด relearn เข้าใจมากขึ้น และ plearn เพลินกับการเรียนรู้เทคนิคใหม่ในการบรรยายจากท่าน และประทับใจมาก ... มีแรงบันดาลใจอยากบันทึกแบ่งปันสำหรับใครที่อยากจะฟังท่านบรรยายครับ
R2R คืออะไร
ท่านยกเอาความหมายที่ ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ให้นิยามไว้ ในการบรรยายครั้ืงหนึ่ง ว่า
R2R ย่อมาจาก Routine to Research แปลว่า การพัฒนางานประจำสู่งานวิจัย หมายถึง การทำงานวิจัยจากงานประจำ ทำงานประจำจนเป็นงานวิจัย ทำวิจัยโดยใช้ปัญหาจากงานประจำ ผู้วิจัยคือผู้ที่ปฏิบัติงานประจำ โดยมุ่งเน้นการนำผลการวิจัยไปพัฒนาการทำงานประจำของตนให้ดีขึ้นเป็นลำดับแรก ไม่เน้นความเป็นเลิศทางวิชาการ และไม่ใช้แนวคิดแบบวิทยานิพนธ์
ในการนิยาม R2R เบื้องต้น ท่านเน้นว่า ศ.นพ.วิจารณ์ ย้ำว่า R2R ไม่มีความหมายตายตัว แต่ละหน่วยงานต้องนิยามเอาเองให้เหมาะสมต่อสถานการณ์และความต้องการของตน การอบรมวันนี้เป็นการนำเอาประสบการณ์ในการทำ R2R ของสำนักวิจัยด้านการศึกษาของ ม.ศิลปกร มาแลกเปลี่ยน และท่านเองก็เคยเป็นผู้บริหารที่รับผิดชอบงานวิจัยโดยตรง มีความเชี่ยวชาญเรื่องวิจัยอย่างมาก ด้วยเหตุนี้ การอบรมเชิงปฎิบัติการในวันนี้จึงเข้มข้นไปด้วยระเบียบวิธีวิจัย เทคนิค และเคล็ดวิชาในการกำหนดปัญหาวิจัย การกำหนดกรอบแนวคิดในการวิจัย และความคิดรวบยอดในการเขียนเค้าโครงงานวิจัย
ปัญหาของการวิจัยแบบ R2R
ปัญหาของการวิจัยแบบ R2R คือ ความไม่สอดคล้องของสภาพที่เกิดขึ้นจริงกับเป้าหมายที่ต้องการให้เกิดตามเกณฑ์หรือมาตรฐานที่กำหนด การวิจัยจะช่วยให้ช่องว่างระหว่างเป้าหมายและสภาพจริงลดน้อยลง
สังเกตว่าเป็นการนิยามให้ปัญหาวิจัยมุ่งไปเกี่ยวข้องเฉพาะเรื่องปัญหาหน้างานเพื่อให้เกิดการพัฒนางาน เคล็ดวิชาสำคัญในการมองปัญหาวิจัย คือการมองไปที่ "เหตุและปัจจัย" ที่ส่งผลต่องาน ได้แก่
- ความรู้ความเข้าใจ
- ทักษะในการปฏิบัติงาน/ความสามารถในการปฏิบัติงาน
- ความสามารถในการสื่อสาร
- ความสุขในการทำงาน
- ความสามารถในการแก้ปัญหา
- พฤติกรรมการทำงาน/การแลกเปลี่ยนเรียนรู้
- ความพึงพอใจในการปฏิบัติงาน
- สภาพปัญหาและแนวทางการพัฒนางาน
- การให้บริการ
- ความต้องการ
- การมีส่วนร่วม/ความร่วมมือ
- ฯลฯ
การตั้งชื่อเรื่องงานวิจัย
การกำหนดชึ่อเรื่อง(งาน)วิจัย ต้องสอดคล้องกับปัญหา เรื่องที่ต้องการพัฒนา มีความชัดเจน ชี้ให้เห็นว่าผู้วิจัยต้องการศึกษา/พัฒนาเรื่องอะไร (ตัวแปรที่ศึกษาคืออะไร) กับใครที่ไหน (ประชากร/กลุ่มตัวอย่าง)
ท่านให้เคล็ดวิชาในการกำหนดหัวเรื่องการวิจัยแบบ R2R ที่สำคัญๆ มา ๕ แนวทาง ได้แก่
- การศึกษา ................สำหรับ............................
- การพัฒนา ...............สำหรับ(ของ)..................
- การประเมิน.....................................................
- การสร้าง...........................................................
- การเปรียบเทียบ..............................................
- ฯลฯ
รูปแบบการเขียนเค้าโครงวิจัย
รูปแบบการเขียนเค้าโครงงานวิจัยของแต่ละมหาวิทยาลัยจะแตกต่างกัน สำหรับคณะศึกษาศาสตร์ ม.ศิลปกร ใช้ รูปแบบดังต่อไปนี้
- ชื่อโครงการวิจัย (ระบุทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ)
- ชื่อผู้วิจัย
- ชื่อที่ปรึกษา (ถ้ามี)
- ความสำคัญและที่มาของปัญหาการวิจัย
- กรอบแนวคิดทางทฤษฎีที่ใช้ในการวิจัย หรือ กรอบแนวคิดที่ใช้ในการวิจัย
- วัตถุประสงค์ของการวิจัย
- ขอบเขตของการวิจัย
- นิยามศัพท์เฉพาะ
- ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการวิจัย
- เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง (เขียนย่อๆ)
- วิธีการดำเนินการวิจัย
- ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
- เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย (แยกเป็น ประเภทของเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย และ วิธีการสร้างและตรวจสอบคุณภาพ)
- การเก็บรวบรวมข้อมูล
- การวิเคราะห์ข้อมูล
- สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์
- ระยะเวลาและแผนการดำเนินการวิจัย ให้เขียนเป็น Grant Chart
- งบประมาณการวิจัย
- บรรณานุกรม/เอกสารอ้างอิง
- ประวัติผู้วิจัยและประวัติผลงานวิจัยของที่ปรึกษา (ถ้ามี)
- พัฒนาอะไร แก้ปัญหาอะไร/ผลที่ต้องการให้เกิดขึ้น (ตัวแปรตาม) ค้ออะไร
- ใช้เทคนิค/วิธี/นวัตกรรมกลยุทธ์รูปแบบใด (ตัวแปรต้นหรือตัวแปรอิสระ)
- ทำกับใคร+ที่ไหน (ประชากร/กลุ่มเป้าหมาย)
- มีความสำคัญอย่างไร ใครว่าสำคัญบ้าง(ให้อ้างอิง)
- อ้างความสำคัญจากทฤษฎี แนวคิด ผลการวิจัย
- รู้ได้อย่างไรว่าเป็นปัญหาและปัญหานั้นสำคัญอย่างไร
- ปัญหานี้มีสาเหตุมาจากอะไรบ้างจะแก้ไขที่สาเหตุใด
- วิธีใดนวัตกรรมใดดีที่สุด
- ให้เขียนเสนอในเชิงสังเคราะห์ โดยสังเคราะห์เป็นของผู้วิจัยเอง
- แสดงความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรต้นและตัวแปรตาม
- สังเคราะห์เป็นของผู้วิจัยเอง
- ได้จากการสังเคราะห์ทฤษฎี แนวคิด และผลการวิจัย
- เรียบเรียงแล้วเสนอเป็นแผนภูมิ แผนภาพ
- สอดคล้องกับปัญหาวิจัย เรื่องที่วิจัย
- สั้นกระทัดรัด ได้ใจความ
- ครอบคลุมสิ่งที่ต้องการศึกษา
- ตอบปัญหาโจทย์วิจัย
- ทำแล้วต้องการผลอะไร แก้ปัญหาอะไรได้ พัฒนาอะไร (ตัวแปรตาม)
- ทำกับใคร ประชากร/กลุ่มตัวอย่าง วิธีการสุ่มตัวอย่าง
- ทำเมื่อไหร่/ที่ไหน ระะยะเวลาเท่าใด สถานที่ใด
- เรื่องอะไร เนื้อหาสาระ มาตรฐาน ตัวชี้วัด สมรรถนะที่สำคัญ คุณลักษณะอันพึงประสงค์
- ฯลฯ
- ประชากร เช่น นักศึกษาจำนวน....... คน ภาคเรียนที่ ..... ปีการศึกษาที่..... คณะ.........
- กลุ่มตัวอย่าง เช่น นักศึกษาจำนวน......คน ภาคเรียนที่.....ปีการศึกษาที่..... คณะ........
- วิธีการสุ่มตัวอย่าง เช่น สุ่มนักศึกษาด้วยวิธีการสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย (Simple Randoทm Sampling) แบบจับสลาก
- เนื้อหา เช่น งาน........
- ระยะเวลา เช่น ระหว่างเดือน......... ภาคเรียนที่..... ปีการศึกษาที่.....
- ตัวแปรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ เช่น ตัวแปรต้น คือ ........................... ตัวแปรตาม คือ .................ง
- เป็นต้น
- ตัวแปรที่จะศึกษา ตัวแปรต้น ตัวแปรตาม
- ประชากร/กลุ่มตัวอย่าง
- สิ่งอื่นที่สำคัญและเกี่ยวข้อง
- อาจารย์มี.....................
- นักศึกษามี..................
- ได้..............................
- เป็นแนวทาง................ในการพัฒนา..................
- ฯลฯ
- แนวคิด ทฤษฎี เกี่ยวกับการบริหารจัดการ....................
- บริบทและข้อมูลทั่วไปของหน่วยงาน..........................
- งานวิจัยที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศ .................. ควรจะเป็นงานวิจัยย้อนหลังไปไม่เกิน ๕ ปี ยกเว้น ผลงานวิจัย classics มีการอ้างอิงมาอย่างต่อเนื่อง
- ฯลฯ
ท่านเน้นให้ เขียนวิธีการดำเนินการวิจัย แบบสรุปรวมและนำเสนอแบบตารางความสอดคล้องระหว่าง วัตถุประสงค์ วิธีการ กลุ่มตัวอย่าง เครื่องมือ และ การวิเคราะห์ข้อมูล ดังตารางด้านล่าง
และเน้นอีกว่า การเขียนแผนการดำเนินการวิจัย ให้เขียนเป็นแบบแผนผัง Grant Chart ดังรูป
การเขียนงบประมาณการวิจัย
ท่านแนะนำว่า การเขียนให้ชัดเจนและแยกเป็นหมวดๆ เช่น
- ค่าตอบแทน แบ่งเป็น ค่าตอบแทนนักวิจัย ค่าตอบแทนผู้ทรงคุณวุฒิ/ผู้เชี่ยวชาญ ค่าตอบแทนที่ปรึกษา ฯลฯ
- ค่าใช้สอย เช่น ค่าพิมพ์เอกสาร ค่าจัดทำเล่มรายงาน ฯลฯ
- ค่าวัสดุ เช่น ค่าหมึกพิมพ์ ค่ากระดาษอัดสำเนา ฯลฯ
การเขียนบรรณานุกรมหรือเอกสารอ้างอิง
ส่วนใหญ่มักใช้แบบ APA style ตัวอย่างดังภาพ
- เพื่อศึกษาสภาพการให้บริการห้องเรียนรวมของสำนักศึกษาทั่วไป
- เพื่อประเมินประสิทธิผลของการพัฒนางานบริการบริการห้องเรียนรวมตามคำขวัญ "เปิดง่าย ใช้ดี มีสำรอง"
- เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนางานบริการห้องเรียนรวมของสำนักศึกษาทั่วไป
- ขอบเขตด้านประชากร: ประชากร บุคลากรและนิสิตผู้ใช้งานห้องเรียนรวมทั้งหมด กลุ่มตัวอย่าง เป็นอาจารย์ผู้สอนรายวิชาศึกษาทั่วไปและตัวแทนนิสิตกลุ่มการเรียนละ ๒ คนต่อกลุ่มการเรียน โดยเลือกแบบเจาะจง
- ขอบเขตด้านเนื้อหา: ประเมินเฉพาะประสิทธิผลของการให้บริการสื่อและโสตทัศณูปกรณ์ที่ติดตั้งในห้องเรียนรวมที่สำนักศึกษาดูแลเท่านั้น ไม่รวมอุปกรณ์ที่ให้บริการเสริมพิเศษ
- ขอบเขตด้านระยะเวลา: ระยะเวลาในการเก็บข้อมูลเฉพาะภาคเรียนที่ ๒๕๖๑ ตั้งแต่เดือนสิงหาคม ๒๕๖๑ - กันยายน ๒๕๖๒
- การให้บริการห้องเรียนรวม หมายถึง ....
- สภาพการให้บริการห้องเรียนรวม หมายถึง....
- ปัจจัยที่ส่งผลต่อการให้บริการห้องเรียนรวม หมายถึง...
- แนวทางการให้บริการห้องเรียนรวม หมายถึง...
- อาจารย์ผู้สอนรายวิชาศึกษาทั่วไป หมายถึง ...
- นิสิต หมายถึง ...
- เจ้าหน้าที่ บร. หมายถึง ...
- นิสิตผู้ช่วยอาจารย์ หมายถึง ...
- แม่บ้าน หมายถึง ...
- สื่อโสตทัศณูปกรณ์ หมายถึง อุปกรณ์ที่ติดตั้งให้บริการให้ห้องเรียนรวมต่อไปนี้ ๑) เครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (PC) ๒) เครื่องฉายโปรดเจ็คเตอร์ ๓) ระบบเสียงภายในห้อง ได้แก่ ไมค์ เครื่องขยายเสียง ลำโพง
- ห้องเรียนรวม หมายถึง....
- การพัฒนางานห้องเรียนรวม หมายถึง ...
- ประสิทธิผลของการพัฒนา หมายถึง ....
- ทราบสภาพปัจจุบันของการให้บริการห้องเรียนรวม
- ทราบประสิทธิผล
- ทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง ควรอ้างอิงงานวิจัยย้อนหลังไม่เกิน ๕ ปี เว้นแต่เป็นงานวิจัย













