คิดเป็นระบบ กับคิดเชิงระบบ ไม่เหมือนกัน
(Systems Thinking VS Systematic Thinking)
.
.
การคิดเป็นระบบ (Systematic Thinking) คือ การคิดแบบมีขั้นมีตอน เป็นลำดับชัดเจน ฟังแล้วก็เข้าใจง่าย เพราะมีตรรกะ แต่ละขั้นตอนจะมีเหตุมีผลซึ่งกันและกัน และเป็นลำดับไป
.
.
การคิดเป็นระบบเหมาะสำหรับออกแบบกระบวนการทำงาน รวมไปถึงการคลี่คลายปัญหาหรือข้อสงสัยที่ไม่ซับซ้อน มีมิติความสัมพันธ์ของต้นสายปลายเหตุเชิงเดี่ยวที่ชัดเจน เช่น บุคคลหนึ่ง กำลังอยู่ในวังวง “จน-เครียด-กินเหล้า” ถ้าจะเลิกจนก็ต้องเลิกเหล้า เพื่อตัดวงจรนั้นให้หมดสิ้นไป เป็นต้น
.
.
การคิดในลักษณะนี้ อาจเปรียบได้กับการคิดแบบอริยสัจในพุทธศาสนา คือ จะแก้ทุกข์ ก็ต้องดับที่ต้นเหตุแห่งทุกข์ อยากได้ผลการทำงานที่ดี ก็ต้องเริ่มต้นจากเหตุปัจจัยที่ดี เป็นต้น
.
.
ส่วนการคิดเชิงระบบ (Systems Thinking) คือ การคิดแบบเห็นองค์รวมที่เชื่อมโยงกัน เนื่องจากปัญหาเชิงเดี่ยว หรือ ปัญหาเอกมิติ ไม่มีอยู่จริงนอกห้องทดลองทางวิทยาศาสตร์ เพราะเราไม่สามารถควบคุมปัจจัยภายนอกที่เกี่ยวข้องได้ทั้งหมด
.
.
ยกตัวอย่างวังวน “จน-เครียด-กินเหล้า” อีกครั้ง
.
.
จะพบว่าในความเป็นจริงยังมีปัจจัยอื่นที่ส่งผลต่อการเลิกจน เลิกเครียด เลิกกินเหล้าอีกมากมาย อาทิ สังคมเพื่อน ความสุขและความเข้มแข็งของครอบครัว สื่อประชาสัมพันธ์ โฆษณาแฝง พื้นฐานทางเศรษฐกิจ อาชีพการงาน ไปจนถึงค่านิยมของสังคม ฯลฯ
.
.
ทั้งหมดที่กล่าวมา เป็นปัจจัยแวดล้อมในเชิงระบบที่เชื่อมโยงกับวังวน “จน-เครียด-กินเหล้า” แทบทั้งสิ้น และมีอิทธิพลอย่างมากต่อผู้ที่พยายามเลิกเหล้า
.
.
การแก้ไขปัญหาเชิงเดี่ยวไม่อาจทำให้วงจรดังกล่าวยุติลงได้ ตัวอย่างเช่น บุคคลหนึ่งพยายามเลิกเหล้า แต่เพื่อนร่วมงานชวนไปสังสรรค์ทุกวัน กลับมาถึงบ้านก็มีเรื่องทะเลาะบาดหมางกับภรรยา ไปทำงานก็เครียดเพราะถูกเจ้านายกดดัน ฯลฯ จะเห็นว่า ในโลกความเป็นจริง สถานการณ์ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิดไว้ตอนแรก และถ้าเราไม่คิดเชิงระบบ เราก็จะไม่เข้าใจว่าทำไมบุคคลนั้นเลิกเหล้าไม่ได้เสียที
.
.
การคิดเชิงระบบ (Systems Thinking) จึงเป็นส่วนสำคัญที่ใช้ในการทำความเข้าใจองค์รวมที่ซับซ้อน ยุ่งเหยิง อีรุงตุงนัง โดยค่อยๆ วิเคราะห์คลี่ส่วนต่างๆ ออกจากกัน และค้นหาความเชื่อมโยงที่พัวพันนัวเนียกันอยู่ด้วยการคิดแบบเป็นระบบ (Systematic thinking)
.
.
เมื่อผ่านกระบวนการคิดข้างต้นแล้ว ก็จะค้นพบเหตุแห่งทุกข์ที่แท้จริง ซึ่งอาจไม่ใช้เพราะจนจึงติดเหล้า ติดเหล้าแล้วทำให้จน แต่อาจเป็นเพราะขาดความอบอุ่นในครอบครัว ทะเลาะหมองใจกับภรรยา หรือเป็นเพราะความเครียดจากการทำงาน ฯลฯ ซึ่งมีมิติที่แตกต่างกันไปในแต่ละคน
.
.
ด้วยเหตุนี้ การทำความเข้าใจปรากฏการณ์ต่างๆ จึงไม่สามารถมองแบบแยกส่วน ต้องมองให้ละเอียดถี่ถ้วน ให้เห็นทั้งเหตุและผล เห็นองค์รวม เห็นความสัมพันธ์ของสิ่งหนึ่งที่สัมพันธ์กับสิ่งใดๆ และทั้งหมดที่กล่าวมาคือส่วนหนึ่งของการคิดแบบโยนิโสมนสิการของพระพุทธศาสนานั่นเอง
___________
พีธากร ศรีบุตรวงษ์
วิทยากรกระบวนทัศน์
เวทีอบรมพัฒนาศักยภาพบุคลากรโรงเรียนอนุบาลพรละมัย จ.นครปฐม


ขอบันทึกคิดนอกระบบ ต่อน่ะครับ