ห้องเรียนสร้างสรรค์ ฟื้นฟูคู่การเรียนรู้

          แม้จะมีข้อจำกัดทางด้านร่างกายหรือสติปัญญาที่บกพร่อง แต่ใช่ว่าความบกพร่องนี้จะเป็นอุปสรรค์ต่อการเล่าเรียนของเด็กๆ เหล่านี้ได้ เพราะยังมีศักยภาพและความสามารถที่ซ่อนมากมาย

            โรงเรียนที่เปิดการเรียนการสอนเพื่อเด็กกลุ่มเฉพาะนี้ จึงเป็นสถานที่เฉพาะสำหรับดูแลเด็กให้ได้รับการเรียนเฉกเช่นเด็กปกติทั่วๆ ไป ซึ่งจะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีก่อนออกไปใช้ชีวิตในสังคมร่วมกับคนปกติได้ ดังเช่นที่โรงเรียนศรีสังวาล ของมูลนิธิอนุเคราะห์คนพิการ ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทรา บรมราชชนนี เป็นโรงเรียนประเภทเอกชนการกุศลวัตถุประสงค์พิเศษ เปิดการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลจนถึงระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น

            ที่นี่รับดูแลเด็กซึ่งมีความบกพร่องทางด้านร่างกาย หรือการเคลื่อนไหว ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการใช้ชีวิต แต่พบว่ายังมีเด็กอีกหลายรายที่ ยังมีความพิการซ้ำซ้อน คือมีความบกพร่องทางสติปัญญา และการรับรู้ร่วมด้วย ทำให้เด็กกลุ่มนี้ไม่สามารถเรียนรู้ทักษะทางวิชาการ รวมทั้งทักษะในการช่วยเหลือตัวเองและการดำรงชีวิตประจำวันไปพร้อมๆ กับเพื่อนร่วมชั้นเดียวกันได้ จึงเรียนซ้ำชั้นอย่างนั้นมาหลายปี

            “ด้วยระบบชั้นเรียนในรูปแบบเดิม ทำให้เด็กที่มีปัญหากลุ่มนี้ไม่สามารถก้าวข้ามไปได้ เพราะอย่าลืมว่าเด็กนั้นมีความพิการร่วม พื้นฐานยังไม่แน่น การเรียนรู้จึงช้ากว่าเพื่อนในชั้น ครูก็ไม่มีเวลาดูแลใกล้ชิดเพราะต้องดูแลเด็กในห้องอีกหลายสิบคน” อัญชลี ใจกุศลดำรง ครูโรงเรียน ร.ร.ศรีสังวาลย์ กล่าวถึงสาเหตุส่วนหนึ่ง

เมื่อการเรียนรูปแบบเดิมไม่ประสบผลสำเร็จ ก็ต้องมีกระบวนการเรียนรู้ใหม่และหลากหลายเข้ามาช่วย จึงเป็นที่มาของ “ห้องเรียนสร้างสรรค์” ซึ่งโรงเรียนได้คิดทำ เพื่อให้เด็กได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพควบคู่กับการศึกษาไปพร้อมๆ กันได้ อย่างเต็มศักยภาพ  โดยมุ่งเน้นทักษะการช่วยเหลือตัวเอง มากกว่าทักษะทางด้านวิชาการ

อัญชลี ในฐานะครูห้องเรียนสร้างสรรค์ อธิบายถึงห้องเรียนสร้างสรรค์ ว่า คือการรวมบูรณาการกิจกรรมทั้งการเรียนและการฟื้นฟูกายภาพเข้าด้วยกันไว้ที่ห้องเดียว ซึ่งแต่เดิมเด็กที่มีปัญหา ก็จะเรียนร่วมกับเพื่อนในชั้นเรียนปกติ แต่พอถึงชั่วโมงกายภาพก็จะต้องแยกตัวออกไปแล้วค่อยกลับเข้ามา ยิ่งทำให้เรียนช้ากว่าเพื่อน

ห้องเรียนสร้างสรรค์ จึงเป็นการรวมตัวของทุกสหวิชาชีพเข้ามาจัดกระบวนการเรียนรู้ และบูรณาการกิจกรรมสำหรับเด็กร่วมกัน ทุกอย่างจบในห้องเดียว ไม่ต้องแยกไปตัวไปไหน คือเรียนควบคู่การกายภาพบำบัดไปด้วยกัน เด็กที่มีปัญหาทางด้านร่างกายส่วนไหนนักภายภาพและครูก็ต้องมาออกแบบท่าทางหรืออุปกรณ์ให้เอื้อต่อการเรียน

วิชาที่เรียนก็จะแตกต่างจากเด็กปกติ โดยมี 5 กิจกรรมหลักในแต่ละวัน คือ 1.นิทานคุณธรรมนำชีวิต  2.เสริมประสบการณ์ (ฟัง พูด อ่าน เขียน เรียนวิชาการและแก้ไข การพูด)3.ศิลปะสร้างสรรค์ ดนตรี กิจกรรมกายภาพบำบัดและกิจกรรมฟื้นฟู 4.ทำด้วยมือกิจกรรมกายภาพบำบัดและกิจกรรมฟื้นฟู และ5.กีฬาพัฒนาสมรรถนะ + กิจกรรมกายภาพบำบัดและกิจกรรมฟื้นฟู

 “เราไม่มุ่งหวังทักษะวิชาการ แต่เน้นกิจกรรมสร้างความสุข ทำให้เด็กไม่มีความเครียด การเรียนรู้ก็จะไปได้ไวกว่า เพราะถ้าเขาชอบและมีความสุข ก็เอื้อให้เขาเกิดการเรียนรู้ได้มากขึ้น และส่งผลดีต่อพัฒนาการทางด้านอื่นๆ ตามมา” ครูห้องเรียนสร้างสรรค์ กล่าว

          ด้าน ขันทอง แสงสวัสดิ์ ครูโรงเรียนศรีสังวาลย์ ย้ำถึงเป้าหมายของห้องเรียนสร้างสรรค์ที่แท้จริง ว่า ทุกๆ กิจกรรม ที่ทำขึ้นก็เพื่อมุ่งเน้นทักษะการช่วยเหลือตัวเอง ลดการพึ่งพาคนดูแล  สามารถสื่อสาร และสามารถใช้ชีวิตที่บ้านและร่วมกับสังคมได้ให้มากที่สุดเท่าที่ศักยภาพเด็กคนหนึ่งจะทำได้ เพราะทักษะวิชาการเขามีขีดจำกัด แต่เราจะส่งเสริมทักษะให้เขาอยู่รอดในสังคมได้

            แม้โรงเรียนจะเป็นบ้านหลังที่สอง แต่บ้านหลังแรกก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน เพราะพ่อแม่คือส่วนเสริมที่จะช่วยให้เด็กมีพัฒนาการที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

            ขณะที่ อำไพร สุฤทธิ์ นักกิจกรรมบำบัด บอกถึงส่วนนี้ว่า  พ่อแม่พาลูกมาที่โรงเรียนก็ฝากความหวังไว้ที่ครูว่าลูกจะดีขึ้นได้ แต่ไม่ใช่เลย เราต้องทำควบคู่กันทั้งพ่อแม่และโรงเรียน เด็กจะได้รับการฝึกกายภาพเพียงแค่วันละ 1 ชั่วโมงเท่านั้น แต่หากกลับไปที่บ้านไม่มีการต่อยอด  หรือฝึกต่อ เด็กก็จะฟื้นฟูได้ช้า ยังไม่รวมถึงเรื่องของอารมณ์และสังคม ที่พ่อแม่ ผู้ปกครองจะต้องช่วยหนุนเสริมด้วยเช่นกัน

          ด้วยรูปแบบและกิจกรรมของห้องเรียนสร้างสรรค์ จึงเสมือนการสร้างรากฐานให้แน่น ทำให้วันนี้เด็กในห้องเรียน ทั้ง 20 คน มีพัฒนาการที่ดีขึ้นทั้งร่างกายและสติปัญญา ซึ่งจะช่วยให้สามารถช่วยเหลือตัวเองและสามารถอยู่ร่วมกับสังคมได้อย่างปกติสุข