เมื่อได้ทราบถึงธรรมชาติ ๔ อย่าง ดังกล่าวแล้ว ก็จะเห็นว่า เวทนา และจิต นั้นมีความสัมพันะ์กันอย่างใกล้ชิด กล่าวคือ "จิต" ทำหน้าที่คิดหรือน้อมไปสู่อารมณ์และปรุงแต่งอารมณ์ต่างๆ ว่า น่ารัก น่าใคร่ น่ายินดี หรือ ไม่น่ารัก ไม่น่ายินดีร หรือ เฉยๆ จึงเรียกว่า สังขาร ส่วนเวทนานั้นเล่า ก็ทำหน้าที่เสวยอารมณ์ และในท่ามกลางจิตก็มี วิญญาณ ทำหน้าที่รู้ หรือรับรู้อารมณ์ และภายในเวทนานั้นก็มี สัญญา ทำหน้าที่รวบรวมและจดจำอารมณ์
ธรรมชาติทั้ง ๔ อย่างนี้ แม้แต่ส่วนใดส่วนหนึ่ง เมื่อกระทบกับอายตนะภายนอกหรืออารมณ์ ก็จะต้องกระทบกระเทือนถึงกันหมด คือ ทำหน้าที่สัมพันะ์กันหมด ประดุจดังข่ายของใยแมงมุม ซึ่งไม่ว่าจะมีอะไรมากระทบส่วนใดส่วนหนึ่งของข่ายนั้น ก็จะกระเทื่อนถึงกันหมดทั้งข่าย
เพราะฉะนั้น เมื่อจะพูดถึงเรื่องเวทนา ก็จะต้องพูดเกี่ยวพันไปถึงเรื่องของจิตด้วยและเมื่อจะพูดถึงเรื่องของจิต ก็จะต้องเดี่ยวข้องพาดพิงไปถึงธรรมชาติอื่นอีก คือ เวทนา สัญญา และวิญญาณด้วย แต่เรื่อง วิญญาณ หรือ วิญญาณธาตุนั้น จะได้แยกการพิจารณา ไว้ในธัมมานุปัสสนา ต่อไปข้างหน้า
เพื่อให้ท่านได้ศึกษาให้ข้าใจในธรรมชาติของใจ ทั้ง ๔ อย่างนี้ ก็ต้องแยกพิจารณากันเป็นอยางๆ โดยเฉพาะเรื่องเวทนา และ จิต แล้วจึงค่อยสรุปรวมกันอีกทีหนึ่ง ก็จะเข้าใจได้ง่าย
พระพุทธพจน์ว่าด้วยเวทนานุปัสสนา
"กถญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ เวทนาสุ เวทนานุปัสฺสี วิหรติ. อิธ ภิกฺขเว ภิฺขุ สุขํ วา เวทนํ เวทยามาโน สุข๊ เวทนํ เวทยามีติ ปชานาติ ทุกขํ วา เวทนํ เวทยามาโน ทุกขํ เวทนํ เวทนยามีติ ปชานาติ อทุกฺขมสุขํ วา เวทนํ เวทยมาโน อทุกฺขมสุขํ เทนํ เวทยามีติ ปานาติ. สามิสํ วา สุขํ เวทนํ เวทยามาโน สามิสํ สุขํ เวทนํ เวทยามีติ ปชานาติ. สามิสํ วา ทุกขํ เวทนํ เวทยมาโน สามิสํ ทุกขํ เวทนํ เวทยามีติ ปชานาติ นิรามิสํ วา ทุกข์ เวทนํ เวทยามาโน นิรามิสํ ทุกขํ เวทนํ เวทยามีติ ปชานาติ สามิสํ วา อทุกฺขมสุขํ เวทน เวทยามาโน สามิสํ อทุกฺขมสุขํ เวทนํ เวทยามีติ ปชานาติ. นิรามิสํ วา อทุกฺขมสุขํ เวทนํ เวทยามาโน นิรามิสํ อทุกฺขสุขํ เวสทนํ เวทยามติ ปชานาติ
อิติ อชฺฌตฺตํ วา เวทนาสุ เวทนาปุปสฺสี วิหรติ. พหิทฺธา วา เวทนาสุ เวทนานุปสฺสี วิหรติ อชฺฌตฺตพหิทธา วา เวทนาสุ เวทนานุปสฺสี วิหรติ สมุทยธมฺมานุปสฺสี วา เวทนาสุ วิหรติ. วยธมฺมานุปสฺสี วา เวทนาสุ วิหรติ สมุทยวยธมิมานุปสฺสี วา เวทนาสุ วิหรติ
อตฺถิ เวทนาติ วา ปนสฺสส สติ ปจฺจุปฎฺบิตา โหติ ยาวเทว ญาณ มตฺตาย ปฏิสฺสติมคฺคาย อนิสฺสีโต จ วิหราติ น จ กิญจิ โลเก อุปาทิยติ
เอวํ โข ภิกฺขเว ภิกขุ เวทนาสุ เวทนานุปสฺสี วิหราติ
" ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่อย่างไรเล่า ภิกษุ ในธรรมวินัยนี เสวยสุขเวทนาอยุ่ ก็รู้ชัดว่า เราเสวยสุขเวทนา หรือ เสยทุกขเวทนา ก็รู้ชัดว่า เราเสวยทุกขเวทนา หรือเสวยอทุกขมสุขเวทนา ก็รู้ชัดว่า เราเสวยอทุกขมสุขเวทนา หรือเสวยสุขเวทนามีอามิส ก็รู้ชัดว่า เราเสวยสุขเวทนาีอามิส หรือเสวยสุขเวทนาไม่มีอามิส ก็รุ้ชัดว่า เราเสวยสุขเวทนาไม่มีอามิส หรือเสวยทุกขเวทนามีอามิส ก็รู้ชัดว่า เราเสวยทุกขเวทนาไม่มีอามิส หรือเสวยอุทุกขมสุขเสวนามีอามิส ก็รู้ชัดว่าเราเสวยอทุกขมสุขเวทนามีอามิส หรือเสวย อทุกขมสุขเวทนาไม่มีอามิก ก็รู้ชัดว่ าเราเสวยอทุกขมสุขเวทนาไม่มีอามิส ดังพรรณามาฉะนี้
ภิกษุย่อมพิจารษเห็นเวทนาในเวทนาภายในบ้าง พิจารษาเ็นเวทนาใเวทนาภายนอกบ้าง พิจารณาเห็นเวทนาในเทนา ทั้งภายในทั้งภายนอกบ้ง พิจารณาเห็นธรรมคือความเกิดขึ้นในเวทนาบ้างพิจารณาเห็นธรรมคือความเสื่อมในเวทนาบ้าง พิจารณาเห้นธรรมคือท้งความเกิดขึ้นและความเสื่อมในเวทนาบ้าง อนึ่ง สติของเธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่า เวทนามีอยุ่ ก็เพียงสักว่าความรู้ เพรียงสักว่าอาศัยระลึกเท่านั้น เธอเป็นผู้อันตัณหาและทิฎฐิไม่อาศัยอยุ่แล้ว และไม่ถือมั่นอะไรๆ ในโลก ภิกษุทั้งหย อย่างยีแล้ ภิกษุชื่อว่า พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่..."หลักและวิธีเจริญสมถะและวิปัสสนากัมมัฎฐานเบื้องต้น ถึง ธรรมกาย"
