<p>            มรณสติ คือ การมีสติหมั่นระลึกถึงความตายวา ความตายจักมีแก่เรา เราจักต้องตาย ชีวิตของเราต้องขาดไป ทั้งเราเองและคนอื่นทั้งหลาย ล้วนแต่มีความตายเป็นธรรม ไม่มีใครล่วงพ้นความตายไปได้ พึงเป็นผุ้มีทั้งสติและปัญญากำหนดพิจารณาให้เกิดความสังเวชสลดใจ ให้ระลึกถึงความตายอย่างนี้ โดยอุบายอันแยบคาย ด้วยอุบายโดยชอบ คือ ให้ประกอบพร้อมด้วยองค์ ๓ คือ </p><p>            ๑ สติระลึกถึงความตาย </p><p>            ๒ ญาณร่าความตายจักมีแก่เราเป็นแน่ ตัวเราเองก็จักต้องตาย และใครๆ อื่นทั้งหายก็จักต้องตาย ไม่มีใครล่วงพ้นความตายไปได้ </p><p>            ๓ เกิดความสังเวชสลอใจ </p><p>            เมื่อระลึกถึงความตายพร้อมก้วยองค์ ๓ อย่างนี้แล้ว ก็จะไม่หลงประมาทมัวเมาในชีวติ และจะช่วยให้สามารถข่มนิวรณธรรมทั้งหลายได้ จิตใจก้จะตั้งมั่นเป็นขณิกสมาธิและอุปจารสมาธิโดยลำดับ สำเร็จเป็นกามวจรกุศลบุญราศีรแก่ตน และจะคุ้นเคยกับ “อนิจจสัญญา” ความหมายรู้ว่าสังขาร (ได้แก่ รูปธรรม นามธรรม คือ ร่างกายและจิตใจนี้ไม่เที่ยง “ทุกขสัญญา” ความมหายรู้ว่าสังขารเป็นทุกข์ และอนัตตสัญญา ความหมายรู้ว่า สังขารธรรมทั้งหลายทั้งปวงเป็นอนัตตา คือมิใช่ตัวตน บุคคล เราเขา ของเรา ของเขาเป็นเหตุปัจจัยให้ไตรลักษณ์ คือ อนิตฺจํ ทุกขํ อนตฺตา เข้าไปตั้งปรากฏชัดแจ้งในสันดานต่อไป ดั้งนี้ </p><p>           มรณสติ จึงนับเนื่องอยุ่ในกายานุปัสสนาสติปัฎฐาน ในขั้น สมถกัมมัฎฐาน การเจริญภาวนาตามแบบที่หลวงพ่อวัดปากน้ำ สอนให้ปฏิบัติถึงธรรมกาย สามารถจะเจริญภาวนาทั้งสมถะและวิปัสสนา เป็นกายานุปัสสนา และธัมมานุปัสสนาสติปฎิฐานอย่างได้ผลดี ดังนี้ </p><p>            ผู้ปฏิบัติที่ได้ถึงเพียนงดวงธรรมที่ทำให้เป็นกาย หรือดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฎฐน ให้หยุดในหยุด กลางของหยุด กลางของกลางๆ ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ กลางของกลางอากาศธาตุ และกลางของกลางวิญญาณธาตุ ให้เห็นใสสว่างชัดเจนดี แล้วจะเห็นสายกำเนิดธาตุธรรมเดิม เป็นสายใยเล็กๆ เหมือนเส้นใยบัว มีลักษณะขาวใส ก็ให้รวมใจ (เห็น จำ คิด รู้) หยุดในหยุดกลางของหยุด กลางของกลางๆๆ สายกำเนิดธาตุธรรมเดิมนั้น ตั้งจิตอธิษฐษนให้เห็นชีวิตอัตตภาพของตนเองสืบต่อไปในระยะ ๒-๓ ปี หือ ๕ ปี ข้างหน้า </p><p>          แล้วก็รวมใจหยุดในหยุด กลางของหยุด กลางของกลางๆๆ นิ่ง ถูกส่วนเข้าศูนย์กลางก็จะขยายว่า </p><p>ออกไป ก็จะปรากฏอัตตภาพ (นิมิตกายมนุษย์หยาบ) ของตน ในช่วงระยะเวลนั้นๆ </p><p>           เมื่อเห็นเล้ว ก็ให้รวมใจ (เห็น จำ คิด รู้) หยุดในหยุดกลางของหยุด ตรงกลางของกลางๆๆ ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์นั้น กลางของกลาง สายกำเนิดธาตุธรรมเดิมอธิษฐานดูชีวิตอัตตภาพของตนสืบต่อๆ ไป แต่ละช่วงของชีวิตเป็นช่วงๆ ไป โดยนัยเดียวกัน จนถึงวันตายของตน ห็หยุดนิ่งกลางของกลางๆ อัตตภาพที่ตายแล้วนั้น ให้เห็นอาการตายของตน และสภาพที่อัตตภาพนั้นจะเสื่อมสบายหมดสิ้นสภาพเดิมของมันไป และถ้าใจสงบใสสวางดีก็ยังจะมีญาณหยังรุ้กำหนดวันตายของตนได้อีกด้วย </p><p>           แล้วยกสังขารนิมิตอัตตภาพแต่ละช่วงชีวิตนั้น ขึ้นพิจารณาสภาวะสังขารธรรมอันประกอบด้วยปัจจัยปรุงแต่ง (มีธาตุ ขันธ์ เป็นต้น อย่างนี้) ให้เห็นธรรมด้วยปัญญาว่ามีความเกิดขึ้น และเสื่อมไปป็นธรรมดา (อุปฺปาทวยธมฺมิโน) ก็จะเกิดธรรมสังเวช และ เห็นสภาวะของสังขารธรรมทั้งหลายทั้งปวงด้วยปัญญาแจ้งชัดว่า เป็นอนจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา ให้เกิดความเบื่อหน่ายในทุกข์ อันเป็นไปเพื่อความหมดจด คือ ความคลายกำหนัดและถึงควมหลุดพ้นได้ต่อไป </p><p>           เมื่อพิจารณาสภาวธรรมแล้ว ก็ให้อธิษฐานถอยกลับตามสายกำเนิดธาตุธรรมเดิม มาสู่ปัจจุบัน </p><p>             สำหรับผู้ทีปฎิบัตได้ถึงเพียงดวงธรรม ก็อาจจะเห็นนิมิตอัตตภาพสืบต่อไปในอนาคต ตามที่กล่าวนั้นได้ยาก ในเบื้องต้น และเห้นไม่ค่อยชัด แต่ถ้าฝึปฏิบติบ่อยๆ ให้ชำนาญก็สามารถเห็นชัดเจนขึ้นได้ </p><p>             ส่วนผุ้ปฏิบัติได้ถึงกายละเอียดต่อๆ เพียงใด ทิพพจักษุ ทิพพโสต เครื่องรู้เห็นก็จะมีประสิทธิภาพสูงขึ้นเพียงนั้น คือให้สามารถรู้เห็นได้ชัดเจนขึ้น ง่ายขึ้น โดยรวมใจหยุดอยู่ ณ ศุนย์กลางกายในกายที่ได้เข้าถึง รู้ เห็น และเป็นที่สุดละเอียดนั้นก่อน แล้วก็รวมใจ (เห็น จำ คิด รู้) ของกายสุดและละเอียดนั้น หยุดในหยุดกลางของหยุด กลางของกลางๆๆๆ ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนาย์หยาบ ดำเนินต่อๆ ไป ตามที่แนะนำ แล้ว ก็จะได้ผลคือสามารถเห็นแจ้งรู้แจ้งได้ชัดเจนง่ายขึ้น </p><p>             สำหรับผุ้ปฏิบัติถึงธรรมกายแล้ว ก็จะสามารถบำเพ็ยกายานุปัสสนา และธัมมานุปัสสนาสติปัฎฐาน โดยเจิรญทั้งสมถะและวิปัสสนาภาวนา เจริญปัญญารู้แจ้งในสถาวธรรมจากการที่ได้ทังเห็นและทั้งรุ้โดยชัดแจ้ง ดังต่อไปนี้ </p><p>            ให้รวมใจของทุกกายอยู่ ณ ศุย์กลางธรรมกายองค์ที่เอียดที่สุดก่อน แล้วพิสดารกายเจริญฌานสมาบัติ (รูปนาม) โดยอนุโบมและปฏิโลม ให้บริสุทธิ์ผ่องใสจากกิเลสนิวรณ์ ควรแกงาน </p><p>             แล้วจึงใช้ญาณรัตนะของธรรมกาย เพ่งลงทีกลางของกลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายหรือดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฎฐานของกายมนุษย์ หยุดในหยุดกลางของกลางอากาศธาตุและวิญญาณธาตุ เห้นสายกำเนิดธาตุธรรมเดิม แล้วน้อมจิตไปเพื่อ “อนาคตังสญาณ” ตามสายกำเนิดธาตุธรรมเดิม พิจารณาดูชีวิตอัตตภาพของตนในแต่ละช่วงชีวิต เช่น ใน ๒-๓ ปี หรือ ๕ ปี ข้างหน้าต่อๆ ไป ตามวิธีที่ได้แนะนำแล้ว ก็จะเห้ฯนิมิตอัตตภาพของตนในแต่ละช่วงชีวิตนั้น ๆไปจนถึงวันตาย แล้ว </p><p>             กำนดใจถามที่ศุนย์กลางธรรมกายที่ใสริสุทธิ์ (ถ้าไม่ใสบริสุทธิ์ ก้ให้รวมใจคือ เห็น จำ คิด รู้ หยุดในหยุดกลางของหยุด ให้ใสบริสุทธิ์ก่น) ก้จะทราบกำหนดวัน เวลาตายของตนได้แม่นยำ แล้ว </p><p>             ยกสังขารนิมิตอัตตภาพแต่ละช่วงของชีวิตขึ้นพิจารณาสภาวะสังขารธรรมนั้นก็จะเห็นธรรม คือความเกิดขึน และความเสื่อมไปของสังขารธรรมนั้นด้วยปัญญา และเห็นแจ้งสภาวะของสังขารธรรมนั้น ว่าเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ตามะรามชาติที่เป็นจริงชัดเจน เป็นวิปัสสนาปัญญาแล้ว </p><p>             อธิษฐานกลับคืนตามสายกำเนิดธาตุธรรมเดิมมาสู่ปัจจุบัน เจริญฌานสมาบัติพิจารณา อริยสัจ ๔ ต่อไป ดังที่ได้เคยแนะนำ แล้ว เสร็จแล้วพิสดารธรรมกายอรหัตในอรหัตๆๆ ออกจากฌานสมาบัติ ทำนิโรธ (ดับสมุทัย) ปหานอกุศลจิตของกายในภพ ๓ จนเป็นแต่ของธรรมกายอรหัตในอรหัตที่บริสุทธิล้วนๆ ตกศูนย์เข้าอยาตนะนพิพาน ซ้อนหยุดนิงแน่น เข้ากลางของกลางๆๆ พระนิพพาน และจักรพรรดิ (ภาคผุ้เลี้ยง)  ต่อญาณทัสสนะต่อแว่นต่อหล้อง เข้าไปในสุดรู้สุตญาณ ของพระพุทธเจ้าและจักพรรดิ ฟังรุ้ที่ตรัสรู้ในนิโรธ ของพระพุทธเจ้า คำนวณรุ้ที่ตรัสรู้ในนิโรธของพระพุทธเจ้า และจักรพรรดิ (ภาคผู้เลี้ยง) นับอสงไขยอายุธาตุ อายุบารมีไม่ถ้วน จนถึงพระพุทธเจ้ต้นธาตุต้นธรรม ในอายตนะ นิพพานเป็น ต่อๆ ไปจนสุดละเอียด…”หลักและวิธีเจิรญสมถะและวิปัสสนากัมมัฎฐานเบื้องต้น ถึง ธรรมกาย”</p>