พระพุทธเจ้า พระองค์จะไม่ทรงอ้างพระองค์เอง หรือ อ้างอำนาจวิเศษเหนือธรรมชาติอันใด เพื่อนำมาเป็นเครื่องมือยืนยันคำสอนของพระองค์ให้คนเชื่อ นอกจากเหตุผล และข้อเท็จจริง อันพิสูจน์ได้ด้วยตัวของเขาเอง ให้เขาพิจารณาเห็นด้วยปัญญาของเขาเอง(ความจากพระไตรปิฎก ฐาปนา บุญหล้า เรียบเรียง ครูพิสูจน์ ตกแต่งถ้อยคำ)
ประโยชน์ของความเชื่อว่า ชาติหน้ามีจริง
๑. ถ้าชาติหน้า มีจริง ผลกรรมดีที่ทำไว้ก็จะทำให้ไปสู่สุคติ ไปสวรรค์ พรหม ตามวิบากกรรม เป็นความอุ่นใจไว้ก่อน(ถ้าทำชั่วก็ลงสู่อบายภูมิ นรก เปรต อสุรกาย เดรัจฉาน)
๒.ถ้าชาติหน้า ไม่มีจริง ชาตินี้เราทำดี ไม่ทำชั่ว เราก็ไม่มีเวร ไม่เบียดเบียนใคร เราก็สุขใจ อุ่นใจได้
พระพุทธองค์ทรงสอนเรื่องความเชื่อว่า
๑.อย่าเชื่อด้วยเพียงว่าฟังตามกันมา(เขาว่า....อย่างโน้น อย่างนี้)
๒.อย่าเชื่อด้วยเพียงว่าถือสืบทอดกันมา(ประเพณีบางอย่างน่าเกลียดก็มีนะครับ)
๓.อย่าเชื่อด้วยเพียงว่าเล่าลือกันมา(เคยเล่นเกมกระซิบต่อกันไหมครับ)
๔.อย่าเชื่อด้วยเพียงการอ้างว่ามีในตำรา(ในตำราเขียนผิดมากมาย ก็คนเขียนนี่ครับ)
๕.อย่าเชื่อด้วยเพียงการคิดตามเหตุผล (ตรรกะ) (คนที่เรียนคณิตศาสตร์คงเคยพบ เท็จ เท็จ กลายเป็นจริงได้ครับ)
๖.อย่าเชื่อเพียงโดยการหาข้อสรุปจากเหตุผลที่มีอยู่(อนุมาน)(ก่อนเปิดเทอมชุดนักเรียนจะขึ้นราคา ดังนั้นเปิดเทอมปีนี้ค่าชุดนักเรียนจะต้องขึ้น แต่คสช.ห้ามขึ้น การอนุมาน เลยผิดได้ครับ)
๗.อย่าเชื่อเพียงการคิดตรองตามแนวเหตุผล(ของหนักกว่า น่าจะตกถึงพื้นก่อนของที่เบากว่านะ....แต่จริงหรือ)
๘.อย่าเชื่อเพียงตรงกับทฤษฎีที่มีไว้แล้ว(ใครเชื่อตรงกับทฤษฎีของเรา ยิ่งดีใหญ่ใช่ไหมครับ)
๙.อย่าเชื่อเพียงเห็นรูปลักษณะน่าจะเชื่อได้(แต่งสูทเท่ ปริญญา ห้อยท้ายมากมาย รางวัลดีเด่น มากว่าครูปรีชา เชื่อได้ไหมครับ)
๑๐.อย่าเชื่อเพราะนับถือว่าท่านผู้นี้เป็นครูของเรา(ครูเราก็เป็นปุถุชนนะครับ ถ้าเป็นพระอริยะค่อยว่ากัน)
ก่อนเชื่อ ต้องไตร่ตรองโดยแยบคาย รอบคอบ ใช้ปัญญาพิจารณา อย่างระมัดระวัง สิ่งที่เชื่อถือนั้น เป็นสิ่งที่วิญญูชน(คนที่รู้จริง ไม่ลำเอียง) รับรอง และการเชื่อนั้นไม่ทำให้ผู้อื่นและตนเองเดือดร้อน