ถอดบทเรียน : โครงการเสริมทักษะอ่านเขียนเรียนภาษา บริการวิชาสู่ชุมชน
กิจกรรมการเรียนรู้นอกห้องเรียน เป็นกิจกรรมที่มีคุณค่ามากในการขยายขอบข่ายของความคิด ความรู้ และเพิ่มพูนทักษะของผู้เรียนนับเป็นกิจกรรมที่ช่วยผสมผสานในการเรียนการสอนในห้องเรียนให้ได้ผลสมบูรณ์อย่างแท้จริง
โครงการเสริมทักษะอ่านเขียนเรียนภาษา บริการวิชาสู่ชุมชน เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ช่วยให้นิสิตได้พัฒนาตนเอง ฝึกการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ในการศึกษา เห็นคุณค่าในการประสานความร่วมมือภายในกลุ่มในการแก้ปัญหา เสนอความคิดเห็นร่วมกัน ตั้งมาตรฐานและประเมินผลของกิจกรรมที่ได้เดินไปตามแผน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยพัฒนานิสิตให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์
1. จุดเริ่มต้นค้นปัญหา
ในรายวิชาหนึ่งหลักสูตรหนึ่งชุมชน ได้มีพันธกิจหลักด้านบริการวิชาการแก่สังคม ขับเคลื่อนภายใต้ปรัชญามหาวิทยาลัย (ผู้มีปัญญาพึงเป็นอยู่เพื่อมหาชน) เอกลักษณ์ของมหาวิทยาลัย (การเป็นที่พึ่งของสังคมและชุมชน) และอัตลักษณ์ของนิสิต (เป็นผู้ช่วยเหลือสังคมและชุมชน) โดยมุ่งสร้างกระบวนการเรียนรู้บนฐานคิดของการ “เรียนรู้ คู่การให้บริการ” (Service Learning) ระหว่างมหาวิทยาลัยกับชุมชน โดยมีนิสิตเป็นศูนย์กลาง (Student-Centered) และใช้ชุมชนเป็นฐาน (Community Based) หรือ “ชุมชนเป็นห้องเรียน” เน้นกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม (participatory learning) และการจัดการความรู้ร่วมกันของทุกภาคส่วน เพื่อก่อให้เกิดความเข้มแข็งและยั่งยืนของชุมชน และก่อให้เกิดการปฏิรูปการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัยสู่การศึกษาเพื่อรับใช้สังคมอย่างแท้จริง
ทั้งนี้ยังเป็นการสร้างชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning Community: PLC) ให้กับนิสิตสาขาวิชาภาษาไทย ได้มีโอกาสรวมตัวกันทำงานเพื่อพัฒนาทักษะและเรียนรู้ ก่อนการปฏิบัติหน้าที่ครูในอนาคต ผ่านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ โดยการทำงานเป็นกลุ่มหรือเป็นทีม บนพื้นฐานวัฒนธรรมความสัมพันธ์แบบกัลยาณมิตร มีวิสัยทัศน์ คุณค่า เป้าหมาย และภารกิจ สู่คุณภาพการจัดการเรียนรู้ที่เน้นความสำเร็จหรือประสิทธิผลของผู้เรียน เป็นสำคัญและความสุขของการทำงานร่วมกันของสมาชิกในชุมชนการเรียนรู้
เพื่อให้ตอบสนองต่อพันธกิจและนำความรู้ความสามารถไปส่งเสริมพัฒนาชุมชนให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ อย่างยั่งยืน ซึ่งชุมชนในบริบทของคณะศึกษาศาสตร์ สาขาวิชาภาษาไทย คือ สถานศึกษา ทางนิสิตสาขาวิชาภาษาไทยจึงได้ลงสำรวจพื้นที่สถานศึกษา จำนวน 10 แห่ง ในเขตอำเภอกันทรวิชัย เพื่อสอบถามปัญหาด้านการเรียนในรายวิชาภาษาไทยรวมไปถึงความต้องการที่ทางโรงเรียนอยากให้นิสิตสาขาวิชาภาษาไทยได้ลงไปช่วยพัฒนาและส่งเสริมการเรียนรู้ให้เกิดขึ้น
จากการลงพื้นที่สำรวจสถานศึกษาทั้ง 10 แห่ง ในเขตอำเภอเมือง และอำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม พบว่าปัญหาส่วนใหญ่ในการเรียนวิชาภาษาไทยของนักเรียน คือ ปัญหาด้านการอ่านและการเขียน ทางนิสิตสาขาวิชาภาษาไทยเห็นสมควรว่า โรงเรียนบ้านหัวขัว ตำบลท่าขอนยาง อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม เป็นสถานศึกษาที่มีความเหมาะสมในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ และทางสถานศึกษามีความต้องการที่จะส่งเสริม พัฒนาทักษะทางด้านการอ่านและการเขียนเพื่อให้นักเรียนเกิดความรู้ ความเข้าใจในทักษะดังกล่าวพร้อมทั้งยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนให้ดีขึ้น
จากที่กล่าวมาข้างต้นทางหลักสูตรสาขาวิชาภาษาไทยที่เรียนรายวิชาหนึ่งหลักสูตรหนึ่งชุมชนจึงได้จัดทำโครงการ “เสริมทักษะอ่านเขียนเรียนภาษา บริการวิชาสู่ชุมชน” ขึ้น โดยจัดทำโครงการย่อยภายใต้โครงการ “เสริมทักษะอ่านเขียนเรียนภาษา บริการวิชาสู่ชุมชน” จำนวน 4 กิจกรรมหลัก ได้แก่ 1) จุดประกายฝันสร้างสรรค์การอ่าน 2) ร้อยแก้วกลอนกานท์สืบสานภาษา 3) ขีดคำเขียนเรื่องประเทืองปัญญา 4) ร้อยเรียงภาษาพัฒนาการเขียน โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาความรู้ความสามารถทักษะทางด้านการอ่านและการเขียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษา ให้อ่านออกเขียนได้ ร้อยละ 80 เพื่อพัฒนากระบวนการเรียนรู้คู่บริการ สู่การรับใช้สังคมของนิสิตสาขาวิชาภาษาไทย และเพื่อฝึกประสบการณ์และทักษะการถ่ายทอดความรู้ทางด้านภาษาไทย โดยการสร้างชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning Community : PLC) ของนิสิตสาขาวิชาภาษาไทย
2. กรอบแนวคิด สู่ทิศทางการพัฒนา
โครงการเสริมทักษะอ่านเขียนเรียนภาษา บริการวิชาสู่ชุมชน ได้นำแนวคิดการสร้างชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning Community: PLC) มาเป็นส่วนหนึ่งในกรอบแนวคิดของโครงการฯ เพื่อเป็นการสร้างชุมชนการเรียนรู้ ระหว่างคณะคุณครูในโรงเรียนผู้มีประสบการณ์และนิสิตสาขาวิชาภาษาไทย ได้มีโอกาสรวมตัวกันทำงาน พัฒนาทักษะและนวัตกรรมการศึกษา ตลอดจนได้เรียนรู้การปฏิบัติหน้าที่ครูได้อย่างเต็มรูปแบบ ผ่านแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากประสบการณ์ตรงในโรงเรียน ประสานความร่วมมือกันและกัน เริ่มตั้งแต่การพัฒนาระบบการทำงานเป็นกลุ่มของนิสิตสาขาวิชาภาษาไทย ทั้ง 4 กลุ่ม ตามเนื้อหาการอ่านและการเขียน ก่อนที่จะประสานความร่วมมือกับคณะครูในโรงเรียนเพื่อออกแบบกระบวนการเรียนการสอน พร้อมด้วยสื่อและนวัตกรรม เพื่อให้ผู้เรียนได้พัฒนาศักยภาพของตนเองได้อย่างเต็มที่
จากการสร้างชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning Community: PLC) ระหว่างนิสิตขาวิชาภาษาไทยและคณะครูโรงเรียนบ้านหัวขัว ได้มีโอกาสจัดเวทีพูดคุย แลกเปลี่ยนและสะท้อนปัญหาการเรียนภาษาไทย ของนักเรียนในโรงเรียน สามารถสรุปได้ว่า นักเรียนส่วนมากยังมีปัญหาด้านการอ่านและการเขียน ด้วยเหตุนี้นิสิตสาขาวิชาภาษาไทย จึงได้ร่วมกันวิเคราะห์สภาพปัญหาดังกล่าว เพื่อออกแบบกระบวนการเรียนรู้
จากการแลกเปลี่ยน พูดคุย ได้ข้อตกลงในเรื่องของแนวคิดหลัก ในโครงการฯ โดยจะใช้การจัดการเรียนรู้แบบสมองเป็นฐาน (Brain based Learning : BBL) และการเรียนรู้แบบลงมือทำ (Active Learning : AL) เพื่อพัฒนาศักยภาพสูงสุดในการเรียนรู้ของมนุษย์แต่ละช่วงวัย พร้อมด้วยได้ลงมือ สอดคล้องกับการทำงานของสมองที่เกี่ยวข้องกับความจำ โดยสามารถเก็บและจำสิ่งที่ผู้เรียนเรียนรู้อย่างมีส่วนร่วม มีปฏิสัมพันธ์ กับเพื่อน ผู้สอน สิ่งแวดล้อม การเรียนรู้ได้ผ่านการปฏิบัติจริง จะสามารถเก็บจำในระบบความจำระยะยาว (Long Term Memory) ทำให้ผลการเรียนรู้ ยังคงอยู่ได้ในปริมาณที่มากกว่า ระยะยาวกว่า
ฐานคิดสำคัญคือการประยุกต์ศิลปวัฒนธรรมจากชุมชน มาสู่บทเรียนในห้องเรียน ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากการปฏิบัติ และประสบการณ์จริง ต่อยอดองค์ความรู้จากชุมชนสู่ชุมชน
3. กิจกรรม การทำงาน แบบประสานความร่วมมือ
กิจกรรมในโครงการฯ ใช้การจัดการเรียนรู้แบบสมองเป็นฐาน (Brain based Learning : BBL) และการเรียนรู้แบบลงมือทำ (Active Learning : AL) มาเป็นกรอบแนวคิดของแผนการจัดการเรียนรู้ทั้ง 12 แผน โดยยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (Student-centered learning) ช่วยปลูกฝังให้ผู้เรียนได้รู้จักแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง ก่อให้เกิดทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยกระบวนการดังกล่าว จะช่วยเพิ่มบทบาทของผู้เรียนภายในห้องเรียน และลดบทบาทการบรรยายหน้าห้องเรียนลง ปรับบทบาทจากการบรรยายเป็นหลักเป็นการเป็นผู้อำนวยความสะดวกในกิจกรรมต่าง ๆ จากถอดบทเรียนของนิสิตสาขาวิชาภาษาไทย อาจารย์ที่ปรึกษาและคณะครูโรงเรียนบ้านหัวขัว ทำให้เห็นกระบวนการสำคัญของการเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพนักเรียนผ่านรูปแบบกิจกรรมข้างต้น
จุดประกายฝันสร้างสรรค์การอ่าน
จุดประกายฝันสร้างสรรค์การอ่าน เป็นกิจกรรมการอ่านจับใจความจากสื่อต่าง ๆ เพื่อหาความคิดหลักของเรื่อง ถือเป็นทักษะที่จำเป็น ช่วยให้เกิดความรู้และความเข้าใจในการอ่าน อีกทั้งยังสามารถสรุปความรู้บอกข้อคิดและคาดคะเนเหตุการณ์จากเรื่องที่อ่านได้ ซึ่ง “กิจกรรมเจ้าหนูน้อยอ่านเอาเรื่อง” เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมย่อยที่น่าสนใจ เพราะช่วยให้นักเรียนได้มีความรู้เกี่ยวกับหลักการจับใจความสำคัญ และสามารถอ่านจับใจความสำคัญของเรื่องต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันได้ นับว่าเป็นทักษะที่สำคัญยิ่ง เพราะในสังคมปัจจุบันสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) มีอิทธิพลต่อความคิด ทัศนคติและการใช้ชีวิตของเด็กเป็นอย่างยิ่ง
ร้อยแก้วกลอนกานท์สืบสานภาษา
ร้อยแก้วกลอนกานท์สืบสานภาษา ใช้การอ่านออกเสียง มาเป็นหน่วยการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาในด้านการใช้ภาษาพูด และการขับร้องร้อยกรองในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งเป็นทักษะที่จำเป็นสำหรับผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 (21st Century Skills) ทักษะด้านการเรียนรู้และนวัตกรรม จะเป็นตัวกำหนดความพร้อมของนักเรียนเข้าสู่โลกการทำงานที่มีความซับซ้อนมากขึ้นในปัจจุบัน อันได้แก่ความริเริ่มสร้างสรรค์และนวัตกรรม การคิดอย่างมีวิจารณญาณและการแก้ปัญหา การสื่อสารและการร่วมมือ
ในกิจกรรมย่อย “การอ่านสรภัญญะทำนองอีสาน” เป็นหนึ่งตัวอย่างการปรับประยุกต์องค์ความรู้จากท้องถิ่นมาเป็นส่วนหนึ่งของบทเรียนเพื่อใช้พัฒนาทักษะการอ่านออกเสียงเป็นหมู่คณะ ทำให้เด็กที่ยังอ่านหนังสือไม่ออกสามารถลอกเลียนการออกเสียง และการฟัง อันพื้นฐานในการอ่านต่อไปได้
ขีดคำเขียนเรื่องประเทืองปัญญา
ขีดคำเขียนเรื่องประเทืองปัญญา เป็นกิจกรรมที่เน้นทักษะการเขียน (Writing Skills) เป็นสำคัญ โดยเน้นไปที่การคัดลายมือตัวบรรจง และการเขียนคำคล้องจอง เพื่อให้ผู้เรียนเกิดทักษะการสื่อความด้วยตัวอักษร มีลายมือที่สวยงามช่วยให้ผู้อ่านอ่านได้ง่าย และเข้าใจในข้อความที่ต้องการสื่อ แม้ปัจจุบันจะมีเทคโนโลยีการพิมพ์ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการเขียนนั้น ก็มีส่วนสำคัญในการสื่อสารเป็นอย่างยิ่ง
คำคล้องจอง คล้องความคิด เป็นอีกกิจกรรมย่อยที่น่าสนใจ เพราะมีกระบวนการสอนที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ลงมือทำ (Active Learning : AL) เป็นสำคัญ มีแบบฝึกทักษะ ช่วยฝึกฝนการเลือกสรรถ้อยคำ การเรียบเรียงภาษา และการคิดคำสัมผัส อันเป็นพื้นฐานสำคัญที่ช่วยให้ผู้เรียนสามารถนำไปใช้ในการแต่งคำประพันธ์ต่อไป
ร้อยเรียงภาษาพัฒนาการเขียน
ร้อยเรียงภาษาพัฒนาการเขียน มีกิจกรรมย่อยอยู่ 3 กิจกรรม ประกอบด้วยการเขียนแผนภาพโครงเรื่องและแผนภาพความคิด การเขียนจดหมายและเขียนเรื่องสัมพันธ์สร้างสรรค์ กิจกรรมทั้ง 3 มุ่งเน้นให้นักเรียนได้รู้จักโครงเรื่อง(Plot) ความคิด (Thought) และภาษา (Diction) อันเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้ จับใจความสำคัญของเรื่องได้ง่ายขึ้น รวมทั้งช่วยในการวางโครงเรื่องเพื่อพัฒนาการเขียนเรื่องตามจินตนาการ ทั้งนี้ยังช่วยฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์ (Analysis thinking) ไปพร้อมกันด้วย
ดังจะเห็นได้จาก “กิจกรรมเขียนเรื่องสัมพันธ์ สร้างสรรค์จากภาพ” เป็นบทเรียนที่ทำให้เห็นผู้เรียนได้เห็นโครงเรื่องโดยรวมของนิทาน สมองเรียนรู้โดยการหาความหมายของสิ่งที่ต้องการเรียนรู้ ค้นหาความหมายแฝงในนิทาน รวมถึงจำเป็นต้องเก็บข้อมูลในส่วนที่เหมือนกันและค้นหาความหมาย เพื่อตอบสนองกับสิ่งเร้าที่เพิ่มขึ้นมา ตามเอกลักษณ์ของแต่ละบุคคลและความเข้าใจของนักเรียนอยู่บนพื้นฐานของประสบการณ์ตรงจากการเขียน
4. เปิดมุมมองสะท้อนตนเอง
หลังเสร็จโครงการฯ นิสิตสาขาวิชาภาษาไทย ได้ร่วมกันแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ย้อนมองตัวเองและใคร่ครวญสิ่งที่ได้จากการจัดกิจกรรมโครงการฯ จากการแลกเปลี่ยนในวงประชุมสามารถสรุปได้เป็นประเด็นสำคัญต่าง ๆ ดังนี้
1) การคิดอย่างมีเหตุผล
1.1 ได้ฝึกการใช้ความคิดแบบเชื่อมโยง โดยมีชุมชนและโรงเรียนเป็นฐานการเรียนรู้
1.2 สามารถจับ ประเด็นได้ดีขึ้น เมื่ออ่านหนังสือ หรือ ในเหตุการณ์ ต่างๆ
1.3 รู้จักวางแผนงาน มีการจัดระบบความคิด ต่างๆ มากขึ้น เมื่อได้ทำโครงการฯ จนสำเร็จตามวัตถุประสงค์
1.4 สามารถคิดวิเคราะห์ ปัญหาอย่างเป็นระบบ และแยกแยะสิ่งที่ควรทำก่อนหลัง
2) การถ่ายทอดความคิดและการนำเสนอ
2.1) สามารถสื่อสารเนื้อหาการเรียนกับนักเรียนให้มีความเข้าใจ และปฏิบัติได้ถูกต้อง
2.2) รู้จักการออกแบบกระบวนการเรียนการสอน เพื่อถ่ายทอดความคิดและเนื้อหาสาระไปสู่ผู้เรียนได้
2.3) กล้าแสดงความคิดเห็นในการประชุม และเห็นแย้งในประเด็นที่แตกต่างมากขึ้นจากเดิม
3) การสื่อสาร
3.1) ได้ทำให้รู้จัก และเข้าใจความรู้สึกของเพื่อน ๆ มากขึ้น
3.2) ได้เรียนรู้จักการสนทนา แลกเปลี่ยน และพูดคุยกัน อย่างมีเหตุมีผล
3.3) ได้เรียนรู้การเป็นผู้ฟังที่ดี
3.4) มีทักษะมนุษยสัมพันธ์มากขึ้น
3.5) กล้าเป็นผู้สอนมากขึ้นกว่าเดิม
5. ข้อเสนอแนะจากเพื่อนสู่เพื่อน จากโรงเรียนสู่นิสิตครู
- สื่อที่นำมาจัดกิจกรรมมีประโยชน์ หากไม่ได้ใช้ควรมอบให้โรงเรียนเพื่อจัดกิจกรรมต่อไป
- การจัดการเรียนการสอนดึงดูความสนใจนักเรียนดี มีเกมและสื่อน่าสนใจ
<h2>6. สรุปการจัดกิจกรรม </h2><p> โครงการเสริมทักษะอ่านเขียนเรียนภาษา บริการวิชาสู่ชุมชน เป็นอีกตัวอย่างโครงการฯ ที่นำแนวคิดและทฤษฎีที่หลากหลายมาปรับประยุกต์ เพื่อออกแบบกิจกรรมการเรียนการสอนให้ตรงกับความต้องการของผู้เรียนมากที่สุด เริ่มต้นตั้งแต่การศึกษาสภาพปัญหาในโรงเรียน แล้วนำมาวิเคราะห์ร่วมกันกับสมาชิก แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ก่อนการจัดกิจกรรม จากประเด็นดังกล่าวทำให้เราสามารถออกแบบกระบวนการและนวัตกรรมได้ตรงกับความต้องการของผู้เรียน ทำให้ผู้เรียนได้พัฒนาศักยภาพของตนเองได้ดียิ่งขึ้น เพราะเราเติมในส่วนที่ขาด เสริมความฉลาดจากสิ่งที่เด็กรู้ ให้รู้ดียิ่งขึ้น </p><p>บรรณานุกรม </p><table> <tbody>
ทิศนา แขมมณี. (2558). ศาสตร์การสอน : องค์ความรู้เพื่อการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
ปรารถนา สงวนวงษ์ เจษฎา แช่มประเสริฐ. (2551). การจัดการความรู้ในโรงเรียน. กรุงเทพฯ: โครงการระบบดี โรงเรียนมีคุณภาพ (Health System, Health School) สถาบันวิจัยและพัฒนาการเรียนรู้.
พรพิไล เลิศวิชา. (2552). สอนภาษาไทย ตามแนวคิด Brain-based learning. กรุงเทพฯ: สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ.
วิมลศรี ศุษิลวรณ์. (2550). วิถี KM ไท โรงเรียนจัดการความรู้ . กรุงเทพฯ: สถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม (สคส.) สังกัดสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.).
</tbody> </table><p> </p><p>คณะดำเนินงาน</p><p>ภาณุพงศ์ ธงศรี : ผู้สรุปและถอดบทเรียน โครงการเสริมทักษะอ่านเขียนเรียนภาษา บริการวิชาสู่ชุมชน</p><p>อารียา ผิวนวล : หัวหน้าโครงการเสริมทักษะอ่านเขียนเรียนภาษา บริการวิชาสู่ชุมชน</p><p>ดนิตา ดวงวิไล : อาจารย์ที่ปรึกษาโครงการเสริมทักษะอ่านเขียนเรียนภาษา บริการวิชาสู่ชุมชน</p><p>อัฐพล อินต๊ะเสนา : อาจารย์ที่ปรึกษาโครงการเสริมทักษะอ่านเขียนเรียนภาษา บริการวิชาสู่ชุมชน</p>










ดีมากครับ