เบาหวาน เป็นหนึ่งในโรคเรื้อรังที่บ่อนทอนคุณภาพชีวิตอย่างมาก เพราะผู้ป่วยมักประสบกับภาวะแทรกซ้อนต่างๆ มากมาย เช่น จอประสาทตาเสื่อม โรคหลอดเลือดหัวใจและสมอง โรคไต ความผิดปกติของปลายระบบประสาท และเป็นแผลเรื้อรังที่เท้า เป็นต้น
สมาพันธ์เบาหวานนานาชาติ รายงานว่าในปี พ.ศ.2558 ผู้ป่วยโรคเบาหวานทั่วโลกมีจำนวน 415 ล้านคน และจะเพิ่มขึ้นเป็น 642 ล้านคนในปี พ.ศ.2583 มีผู้เสียชีวิตจากโรคเบาหวานจำนวน 5 ล้านคน และปัจจุบันประชากรวัยผู้ใหญ่ 1 ใน 11 คน ป่วยเป็นโรคเบาหวาน ส่วนในประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตด้วยเบาหวานถึงปีละ 2 หมื่นคน แต่ในกลุ่มคนที่เป็นเบาหวานร้อยละ 50 ยังไม่ทราบว่าตัวเองมีเบาหวาน ทำให้ไม่ได้รับการวินิจฉัย จนสูญเสียโอกาสในการทราบว่าตนเองเป็นกลุ่มเสี่ยงที่ต้องรีบดำเนินการป้องกันและรักษา
เมื่อสำรวจสุขภาพของคนไทยอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป พบว่าแนวโน้มของโรคเบาหวานยังคงสูงขึ้น จากร้อยละ 6.9 หรือ 3,185,639 คนเมื่อปี พ.ศ.2552 เป็นร้อยละ 8.9 หรือประมาณ 5 ล้านคนในปี พ.ศ.2557 ซึ่งพบในกลุ่มผู้หญิงร้อยละ 9.8 ผู้ชายร้อยละ 7.8 ส่วนกลุ่มอายุที่เป็นโรคเบาหวานมากที่สุดคือช่วง 60-69 ปี เจอร้อยละ 21.9 ในผู้หญิง และร้อยละ 15.9 ในผู้ชาย
ในจังหวัดเชียงใหม่ก็ประสบกับปัญหาเกี่ยวกับโรคเบาหวานเช่นกัน ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและองค์กรด้านสาธารณสุขในพื้นที่ได้ช่วยกันรณรงค์และดูแลผู้ป่วย โดยขอรับการสนับสนุนส่วนหนึ่งจากสำนักสร้างสรรค์โอกาสและนวัตกรรม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ดำเนิน โครงการพัฒนารูปแบบการเสริมสร้างความเข้มแข็งโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน เพื่อสร้างเสริมพฤติกรรมการดูแลเท้าในผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มีภาวะเส้นประสาทส่วนปลายเสื่อม ในพื้นที่ตำบลสันปูเลย อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่
ผศ.รุ่งศักดิ์ ศิรินิยมชัย หัวหน้าโครงการฯ เล่าว่า เมื่อลงพื้นที่พบว่าชาวบ้านถูกปล่อยปละละเลยเรื่องเท้ามานาน อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ไม่รู้เรื่อง ส่วนเจ้าหน้าที่มีงานหลายด้าน ไม่ได้ใส่ใจเรื่องเท้าเป็นพิเศษ ผู้ป่วยบางรายถูกตัดนิ้วเท้า ตัดขาจากการเกิดแผลเรื้อรัง จึงนำความรู้ “หลักสูตรการดูแลเท้า” ของ ศ.น.พ.เทพ หิมะทองคำ จากมูลนิธิเพื่อพัฒนาการบริบาลผู้ป่วยเบาหวาน มาใช้กับผู้ป่วยเบาหวาน แต่ผลที่เกิดขึ้น คือ ถ้าดูแลเฉพาะผู้ป่วย จะไม่ได้ผล จำเป็นต้องดึงครอบครัว ชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และ อสม.มาร่วมด้วย
ผศ.รุ่งศักดิ์ ได้แนะนำการดูแลตัวเอง หรือข้อปฏิบัติของคนในครอบครัวที่มีผู้ป่วยเบาหวานอยู่ในบ้านว่ามีวิธีการง่ายๆ 9 ขั้นที่นำไปใช้ได้ คือ 1.ตรวจดูเท้าและฝ่าเท้า 2.ตรวจดูซอกนิ้วเท้า 3.ล้างเท้าและฝ่าเท้า 4.ล้างซอกนิ้วเท้า 5.เช็ดเท้ากับฝ่าเท้าให้แห้งหลังจากล้างเท้า 6.เช็ดซอกนิ้วเท้าหลังการล้างเท้าให้แห้ง 7.ทาโลชั่นที่เท้า (ยกเว้นซอกนิ้วเท้า) 8.ตรวจสอบสิ่งแปลกปลอมที่รองเท้าก่อนสวมเสมอ 9.สวมรองเท้าที่หุ้มปลายนิ้วและส้นเท้าก่อนออกจากบ้าน
“การที่ อสม.เข้าใจเรื่องเท้ามากขึ้นและนำไปรณรงค์ให้คำแนะนำกับผู้ป่วยหรือญาติ ช่วยกระตุ้นการดูแลเท้าของผู้ป่วยเบาหวานได้เป็นอย่างดี สังเกตได้ว่าการเกิดแผลที่เท้าของผู้ป่วยลดลง ส่วนที่เคยเป็นแผลเรื้อรังก็ได้รับการดูแลรักษา จนแผลค่อยๆ หาย เหลือแต่ปัญหาหนังตายด้านที่ต้องได้รับการขูด ลดความเสี่ยงจากการถูกตัดนิ้วเท้าหรือเท้าได้” ผศ.รุ่งศักดิ์ กล่าว
เมื่อผู้ป่วยได้รับการปฏิบัติอย่างถูกวิธี อาการก็จะดีขึ้นเรื่อย อย่างกรณีของ ลุงสนอง คำวาส อายุ 73 ปีจากบ้านกอกหม่น 5 ต.สันปูเลย เขาเป็นเบาหวานมา 49 ปี ต้องฉีดอินซูลินเข้าร่างกายทุกวัน เคยวูบหมดสติมาแล้วถึง 4 ครั้ง และมีแผลที่เท้าเรื้อรังมา 4-5 ปี เนื่องจากหนังฝ่าเท้าตายด้าน ส่งผลให้เลือดไปเลี้ยงบริเวณนั้นไม่พอ จนเกิดหนองและแผลเน่าเป็นสีดำคล้ำ
ลุงสนองเกือบถูกตัดนิ้วเท้า แต่โครงการฯและทีมงานของ ผศ.รุ่งศักดิ์ เข้าไปยังชุมชนทันเวลา ได้ช่วยรักษาให้เป็นพิเศษ แผลเน่าเปื่อยที่เป็นอยู่จึงดีขึ้นเรื่อยๆ เหลือแต่เล็บเท้าที่เป็นเชื้อรา และหนังตายด้านที่ต้องขูดเป็นระยะๆ เพื่อไม่ให้เกิดการกดทับกลายเป็นแผลใหม่ขึ้นมาอีก ขณะเดียวกันทุกวันก็ทำความสะอาดเท้าอย่างพิถีพิถันมากกว่าเดิม และใช้น้ำเกลือแช่เท้าให้นิ่ม ก่อนขูดเล็มหนังและเล็บที่หนากว่าปกติ
ความเสี่ยงการเกิดแผลเรื้อรังที่เท้าของผู้ป่วยเบาหวาน สาเหตุหลักมาจากสวมรองเท้าไม่เหมาะสม เดินไม่ระมัดระวัง เพราะปลายประสาทเสื่อม จึงไม่ค่อยรู้สึก และขาดความรู้เรื่องการดูแลแผลที่เท้า แม้ว่าจะได้รับคำแนะนำจากหมอหรือพยาบาลแล้ว แต่ผู้ป่วยมักจะไม่นำไปปฏิบัติอย่างจริงจัง
ณัฎฐนิช บุญหนัก พยาบาลวิชาชีพชำนาญการรพ.สต.บ้านกอกหม่น ต.สันปูเลย ผู้รับผิดชอบงานกลุ่มโรคไม่ติดต่อ (NCDs) ก่อนหน้านี้มีผู้ป่วยในพื้นที่ในบริการของรพ.สต.บ้านกอกหม่นถูกตัดเท้าไปถึง 4 ราย เมื่อมีโครงการของ สสส.เข้าไป ก็เป็นเหมือนต้นแบบปฏิบัติในการดูแลเท้า ซึ่งความเปลี่ยนแปลงที่เห็นชัดเจน คือคนไข้ใส่ใจเท้ามากขึ้น ความเสี่ยงต่อการมีแผลลดลง ทั้งการดูแลดังกล่าวยังช่วยกระตุ้นการหมุนเวียนของโลหิต ปลายประสาทจึงเสื่อมน้อยลง<p></p>
<p>ขณะเดียวกัน วิจิตรา ตันติชวาลวงศ์ ผอ.รพ.สต.บ้านกอกหม่น เล่าเสริมว่า รพ.สต.บ้านกอกหม่น ให้บริการประชาชนในพื้นที่ ต.สันปูเลย 15 หมู่บ้านและหมู่บ้านจัดสรรอีกหลายแห่งรวมประชากรกว่า 12,000 คน ในจำนวนนี้มีผู้ป่วยเบาหวาน 200 กว่าคน ที่ส่วนใหญ่เกิดภาวะแทรกซ้อน โดยเฉพาะที่เท้า มีแผลเรื้อรัง เมื่อโครงการนี้เข้ามา ทำให้ผู้ป่วยมีคู่มือและเกิดทักษะในการดูแลเท้า นำกลับไปทำที่บ้านก็มีคนในครอบครัวช่วยดูแล ขณะที่แกนนำ ซึ่งส่วนใหญ่เป็น อสม. จะเข้าไปประสานกับผู้นำหมู่บ้าน เพื่อติดตามอย่างใกล้ชิดอีกทางหนึ่ง</p><p> ในส่วนของ รพ.สต.บ้านกอกหม่นเอง เมื่อออกพื้นที่หมู่บ้านต่างๆ ก็จะนำคู่มือในการดูแลเท้าไปเผยแพร่ พร้อมทั้งให้ผู้ป่วยได้ปฏิบัติอย่างถูกวิธี เน้นให้ชุมชน สังคมรับรู้ ตะหนัก และมีส่วนร่วมป้องกัน แก้ไข ไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนในผู้ป่วยเบาหวาน ลดปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ผู้ป่วยกลายเป็นคนพิการทุพพลภาพได้</p><p> สำหรับกำลังสำคัญที่ช่วยเหลือและดูแลผู้ป่วยเบาหวานในชุมชนอย่าง อสม.นั้น การติดอาวุธทางปัญญา และเพิ่มทักษะในดูแลผู้ป่วยในชุมชนนับว่าจำเป็นอย่างยิ่ง</p><p>
</p><p> แอร์ กันธรรม ประธาน อสม.บ้านสันต้นดู่ หมู่ 2 ต.สันปูเลย บอกว่า หลังจากร่วมอบรมทำความเข้าใจในโครงการแล้ว เมื่อมีโอกาสก็จะเน้นให้คำแนะนำ เรื่องการดูแลเท้ากับผู้ป่วยเบาหวานเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะโดยการติดตามเยี่ยมบ้าน การออกตรวจเคลื่อนที่ร่วมกับเจ้าหน้าที่จาก รพ.สต. หรือในงานศพ งานบุญ ช่วยให้ผู้ป่วยและคนใกล้ชิดเกิดความเข้าใจ ตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลเท้า ซึ่งไม่เพียงแค่ป้องกันโรคแผลเรื้อรังเท่านั้น หากยังทำให้เกิดการพูดคุยแลกเปลี่ยนกัน ไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วยกับผู้ป่วย ผู้ป่วยกับ อสม. หรือผู้ป่วยกับเจ้าหน้าที่ รพ.สต. ส่งผลในเชิงจิตวิทยา เกิดกำลังใจ และความตั้งใจในการดูแลรักษาเท้าเป็นอย่างดี</p><p>
</p><p>ระแสตื่นตัวเพื่อดูแลผู้ป่วยเบาหวาน ยังทำให้กลุ่มคนทำงานได้ต่อยอด ตั้ง “ชมรมรักษ์เท้าผู้ป่วยเบาหวาน ต.สันปูเลย” และได้รับการสนับสนุนจากเทศบาลตำบลสันปูเลย กับกองทุนหลักประกันสุขภาพของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เพื่อริเริ่มทำ “โครงการเตือนภัยเบาหวาน” ให้ตัวเลขผู้ป่วยเบาหวานถูกตัดเท้าใน ต.สันปูเลย เป็นศูนย์ และมีความยั่งยืนสืบไป</p><p>
</p><p>
</p><p>
</p>



