วัยรุ่นไทย

       หากจะกล่าวถึงสังคมไทยในปัจจุบันแล้ว เรื่องที่เด่นที่สุดในตอนนี้เห็นจะหนีไม่พ้นเกี่ยวกับเรื่องการเมือง และปัญหาที่แก้ไม่ตกอย่างเรื่องของวัยรุ่น  ในที่นี้คงไม่กล้ายิบยกเรื่องการเมืองหรอกเนื่องจากยังไม่มีความรู้มากพอ แต่สิ่งที่พูดถึงขอเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวที่สุดดีกว่า เผื่อผู้เขียนจะได้ใช้คำง่ายๆ(อย่างน้อยก็ง่ายกว่าการเมือง)

        ปัญหาวัยรุ่นมีหลายอย่างและหลายสาเหตุด้วยกัน อย่างผู้เขียนกำลังศึกษาอยู่มหาลัยราชภัฎอุบลราชธานี ที่จริงแล้วเป็นคนต่างจังหวัดจะว่าเป็นเด็กบ้านนอกก็ว่าได้ เข้ามาเรียนแรกๆก็ไม่ค่อยชอบเท่าไร เพราะปรับตัวยากมากก็เราเคยอยู่กับท้องไร่้ท้องนา พอเข้ามาอยู่ในเมืองก็เลยทำตัวไม่ถูก เสื้อผ้าที่เรา ใส่มาจากบ้านที่เราคิดว่าดีที่สุด พอมาถึงนี่เหมือนเราใส่ของเก่าเลย อันนี้ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้วัยรุ่นมีค่านิยมผิดๆ ตอนปีแรกมาอยู่ก็เห่อตามแฟชั่น แต่ตอนนี้โตแล้วสามารถแยกแยะได้ว่าอะไรที่มีความจำเป็นต่อตนเองจริงๆ เรื่องแฟชั่นก็อันตรายเพราะอยู่นี้จะเห็นว่าวัยรุ่นหญิิง แต่งตัวจัดมากทั้งเสื้อผ้าหน้าผม ประเคนกันเข้าไป แม้แต่ในรั่วมหาวิทยาลัยก็ไม่เว้น เครื่องแบบนักศึกษาที่สมัยก่อนเป็นสัญลักษณ์ของคนมีการศึกษาแต่เดี๋ยวนี้คงไม่ใช่แล้ว เพราะขนาดคนใส่ีชุดยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองได้ความรู้จากการเล่าเรียนมากน้อยเพียงไหน บางคนพ่อแม่ต้องจ้างมาเรียน ต้องซื้อรถให้ขับ ต้องเช่าห้องหรูๆอยู่ น่าเสียดายแทนคนที่เขาไม่ได้เรียน พ่อแแม่ไม่มีเงินส่งเสียต้องออกหางานทำเมื่อจบแค่มัธยมปลาย จะโทษที่ตัวเด็กเองคงไม่ได้เพราะสิ่งที่เด็กเป้นย่อมเกิดจากการสร้างของผู้ใหญ่และสังคม เมื่อสังคมไทยเป็นแบบนี้อยู่แล้วจะให้เด็กเป็นคนดีทุกคนคงยากยิ่งกว่าการสร้างอาณาจักรทั้งเมือง ปัยหาอีกอย่างท่มีให้เห็นทุกหนทุกแห่ง นั้นคือ การอยู่กันเป็นคู่ของนักเรียนนักศึกษา ไม่ว่าจะเป็นมหาลัยไหน หรือแม้กระทั้งโรงเรียนมัธยม ดีที่ยังไม่ลามไปถึงโรงเรียนประถม สังคมปัจจุบันชังเลวร้ายเหลือเกิน ผู้ใหญ่หลายคนก็คงจะเอื้อมกับพฤติกรรมของลูกหลานเสียแล้ว ห้ามจนต้องปล่อย เราจะพูกถึงการอยู่เป็นคู่ของนักเรียนนักศึกษาก็แล้วกัน เอานี้แหละที่อุบลราชธานีนี่แหละใกล้ตัวดี ผู้เขียนเฝ้าสังเกตพฤติกรรมเหล่านี้มาตั้งแต่เข้ามาเรียนในเมืองอุบลราชธานีตอนปีแรกก็ไม่ค่อยให้ความสนใจอะไรมากมายหรอกเพราะเห็นว่าเป็นเรื่องส่วนตัวมากเกินไป แต่พอเห็นพฤติกรรมเหล่านี้เพิ่มมากขึ้น แม้กระทั้งโรงเรียนมัธยมซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้เลย แต่ก็เป็นไปแล้ว คงต้องย้อนกลับไปถึงพื้นฐานครอบครัวของแต่ละคน ว่าครอบครัวอบอุ่นหรือขาดความอบอุ่นเพราะพื้นฐานของเด็กย่อมได้มาจากครอบครัวก่อนจะมารับเอาต่อจากสังคม ผู้เขียนอยากฝากกลอนไว้สักบท เผื่อลูกๆที่กำลังประพฤติตัวไม่ดีอ่านแล้วจะสงสารบิดามารดาของตัวเองบ้าง

      แม้นไม่มีดวงดาวพราวระยับ      ให้ลูกจับยิบเล่นเป็นไฉน    

แต่มีรักพันผูกลูกกว่าใคร                  ถึงอยากได้อะไรไม่ขัดเลย    

เฝ้าถนอมเลี้ยงดูอยู่ไม่ห่าง               ยามวันว่างพาเที่ยวไม่อยู่เฉย

ยังถามไถ่ข่าวคราวอยู่เหมือนเคย     แล้วเจ้าเอ่ยถามบางไหมคนไหนคอย

           ผู้เขียนจะดีใจมากหากจะมีใครที่กำลังอ่านและระลึกถึงคุณพ่อคุณแม่ของตัวเอง เอาไว้คราวหน้าจะมาเล่าสู่กันฟังใหม่