เมื่อสติสัมปชัญญะไว คล่องแคล่วในท่าทางอาการของรูปใด นามใด พึงทำความเข้าใจ คือตั้เงโยนิโสมนสิการอย่างแน่ กำหนดดูอาการของรูปนั้นและนามนั้น โยนิโสมนสิการสติสัมปชัญญะ จะพุ่งไปตามอาการของรูปหรือนามที่ปรากฎอยู่ขณะนั้น (เฉพาะหน้า) พยายามกำหนดอยู่อย่างนี้บ่อยๆ ก็จะมีความรุ้สึกเป็นรูป ตามท่าทางที่ปรากฎในขณะนั้นมีการกำหนดอยู่อย่างนี้ ถ้าไม่มีอารมณ์อื่นที่มีกำลังแรงกว่าเข้ามารบกวน และพร้อมทั้งประคองอารฒณ์อยุ่อย่างดีแล้ว จะปรากฎผลคือ ความรุ้วาเป็นอาการของรูป แม้ยังไม่ชัดในการเห็นอาการของรูปนั้น ก็คงจะชัดขึ้นในเวลาอันใหล้นั้นเอง
ลักษณะที่กำหนดหรือสังเกตุนันเหมือนไฟฉาย สติสัมปชัญญะ ความเพียร จะต้องไปทำความรู้สึกในที่สังเกตุหรือกำหนดนั้นแต่ละแห่ง แล้วแต่โยนิดสมนสิการจะรู้ตามท่าทางของอาการของรุป ณ ที่นั้น (แผล็บเดียว) แลวก็หายไป
ดังนั้น การกำหนดจึงต้องกำหนดเป็นจุดๆ ไป ต่อเมื่อคล่องชำนาญ จะกำหนดรวมกันก็สามารถจะเห็นได้ (รูสึก) (เห็นด้วยปัญญาตาอมการ) ความรูสึกเห็นรูปนี้ เหมือนเห็นจริงๆ ในขณะที่เห็นนี้ อาการของรูปกับการเห็นจะเกิดขึ้นพร้อมกัน ไม่มีอะไรก่อนและหลังแล้วก็หายไป (รูปที่เห็นคืออาการของรูป ผุ้เห็นคือนาม ได้แก่สติสติสัมปชัญญะ อาตาปี พร้อมกับสหชาติธรรม)
เมื่อกล่าวถึงผุ้เห็ฯโดยเฉพาะแล้ว ได้แก่ปัญญาเท่านั้น เมื่อการรู้เช่นนี้เกิดขึ้นครั้งใดหมายความว่า ไม่มีอัตตาในขณธนั้น พร้อมด้วยความไม่เข้าใจผิด(วิปลาส) การที่รู้ว่าอาการของรูป กับการเห็นหายไปนั้น คือความเปลี่ยนไป (ทุกข์) กำหนดรู้ตรงที่เหตุที่ทนไม่ไ้นั้นและเหตุบังคับให้ทนไม่ไดนี้ เป้นจุดสำคัญ ถ้าไม่รู้ทัน กิเลจะขเ้าอาศัยตรงนี้เกิด การเปลี่ยนแปลแต่ละครั้ง เมื่อกำหนดรู้ที่เหตุดังกล่าว เป็นการเปลี่ยนไปตามสภาวะ ไม่ได้เปลียนไปโดยอำนาจกิเลส (คืออยากเปลี่ยน) เป็นไปโดยอำนาจบับคับเท่านั้น ผลของความรู้อาการของรูปและเหตุให้เปลี่ยนไปนี้คือตัวปัญญา เมื่ออาการของรูปเลี่ยนไปมากเท่าไร จะรู้สึกมีความเศณ้าสลดและแห้งใจมากเท่านั้น ยกตัวอย่าง รูปนั่ง
รูปนั่ง การปฏิบัตินานวันเข้า ความชำนาญและสติสัมปชัญญะ พร้อมทั้งความเพียรก็เจริญขึ้นตามลำดับ สติ สัมปชัญญะ วิริยะ จะเรวไว จะรู้สึกในท่าทางอาการของรูปนั้นไวขึ้น ตัวอย่างรูปนั่ง ลักษณะรูปนั่งยอมแสดงอาการของรูปนั่งตามที่จิตสั่ง รูปย่อยของรูปนั่งก็มากมาย และมีการเปลี่ยนแปลงอยุ่เสมอ การกำหนดอาการของรูปนั่งในขณธท ี่ปรากฎอยู่ โดยอาการกำหนดด้วยโยนิโสมนสิการ สติสัมปชัญญะพร้อมทั้งพยายามจะเกิดขึ้นพร้อมกัน (หมายถึงผุ้ชำนาญ) โยนิโสมนสิการและสหชาติธรรมเหล่านี้จะพุ่งเข้าสุจุดของอาการของรูปที่นั่งนั้นทุกครั้ง (เว้นเผลอ) จะมีความรู้ในอาการของรูปนั่งว่า มีลักษณะท่าทางอย่างไร แล้วอาการเหล่านั้นจะเร่ิมไหวตัวเปลี่ยนต่อไป
สติสัมปชัญญะจะรู้จุดที่เป็นเหตุให้เปลี่ยน (ทุกข์) ไปในระกว่าดุอาการของรุปที่จะเปลี่ยนและเปลี่ยนไป มีรูปย่อย (ไหว) คั่นตรงที่ระกว่างต่อกัน เป็นจุดสำคัญ ต้องสงเกตุขอณะปลี่ยนอาการของรูปย่อยคั่นและรูปย่อยต่อกันกับอาการที่ปรากฎขึ้น
ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงไปครั้งหนึ่งๆ จะรู้ขึ้นพร้อมกับอาการของรูปที่เป็นไป ท่าที่ตัวงาน (รูป) แล้วรู้สึกว่าถุกบังคับ (รู้ขึ้นเอง คือการปวดเมื่อยเป้นต้นและความจำเป็น) ขณะที่เปลี่ยนไปครั้งหนึ่งๆ นี้ บางที่ก็รู้ทันลบ้าง ไม่ทันบ้าง เมือผุปฏิบัติมีความรู้ความเข้าใจในอาการของรูปเหล่านี้ว่า มีการเปลี่ยนไปเสมอๆ ดังกล่วแล้ว จะรู้สึกว่าแห้งใจ เสียงแห้ง กำลังอ่อนลง ในขณะที่กำหลงกำหนดรูปนั่งอยุ่นั้น ทางตามีสีมากระทบ หรือเสียงกระทบหูนี้ ไม่มีโยนิดสมนสิการเกิดขึ้นโดยเฉาพะ ต้องอาศัยสติสัมปชัญญะ ในอริยาบถใหญ่ ๔ ทำงาน ถ้าอิริยาบถใหญ่ ๔ คื อยืน เดิน นัง นอน ยังไ่คล่องในการกำหนดของสติสัมปชัญญะ ก็ยังไม่เกิดผลใดทางทวารดังกล่าว...
- บางส่วนจาก วิปัสสนากัมมัฎฐาน แนวปฏิบัติมี รูปนาม เป็นอารมณ์
