ดิฉันได้มีโอกาสไปศึกษาดูเคส หัดสังเกตพี่ๆ OT นอกสถานที่ คือ ที่สถาบันประสาทวิทยา พอรู้ว่าตัวเองได้ดูที่นี่ แล้วรู้สึกว่าจะต้องเป็นฝ่ายกายหรือฝ่ายจิต ค่อนข้างรู้สึกกังวล เพราะครั้งที่ไปสวางคนิวาสตอบคำถามพี่ไม่ได้ คราวนี้เลยลองทบทวนไปบ้าง ตอนที่ไปก็เตรียมตัว ตื่นแต่เช้ามาก จนไปถึงก่อนเวลา เป็นที่ฟื้นฟู โดยเป็นฝ่ายกายภาพบำบัดด้านล่าง ฝ่ายกิจกรรมบำบัดด้านบน พอได้เข้าไปรู้สึกเลยว่า สถานที่ฝึกของกิจกรรมบำบัดเล็กมาก เป็นห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆ มีเครื่องออกกำลังกาย วางอยู่ตามมุมต่างๆ
จนถึงช่วงเวลาที่ได้ตามสังเกตพี่OT ชื่อพี่เจ ซึ่งเป็นพี่ที่จบจากที่เดียวกัน พี่เจเป็นกันเองมา รวมถึงพี่ทุกๆคนที่พอเห็นสายตาที่ฉันส่งความสงสัยไป แล้วก็ถาม พี่ๆยินดีที่จะตอบ ในส่วนของพี่เจ พี่จะไม่ตอบได้ทันที แต่จะถามกลับมาให้คิด ทำให้ตัวเองได้ตรึกตรองคำถามแล้วคิดมากขึ้น ใช้เหตุผลมากยิ่งขึ้น และมีการแนะนำอุปกรณ์ต่างๆภายในห้องฝึกก่อนที่จะไปสังเกตเคส โดยพี่เจบอกว่า เดี๋ยวคนไข้จะเข้ามาเยอะมากๆ เคสพี่จะเข้ามาช่วงสายๆ และวันนี้มีประมาณ4เคส และของพี่คนอื่นอีกคนละหลายเคส ตรงไหนหลบได้ให้หลบ ฉันก็ได้แต่สงสัยว่าจะเป็นยังไง
โดยสิ่งที่ประทับใจมากๆที่สถาบันประสาทวิทยาก็คือ เป็นห้องฟื้นฟูทางกิจกรรมบำบัดเล็กๆ ที่มีนักกิจกรรมบำบัด5คน พี่นักศึกษาฝึกงานอีก 2 คน กับใน1ชั่วโมงที่พี่นักกิจกรรมบำบัดมีเคสมากกว่า1 หรือ2เคส ซึ่งจะวุ่นวายมากๆ มีญาติผู้ป่วยเข้ามารอด้วย ทำให้ห้องที่เล็กกลับเล็กลงไปอีก จนถึตอนนั้นก็ได้รู้ถึงสิ่งที่พี่เจบอกตั้งแต่แรกว่า หลบได้ให้หลบ ซึ่งฉันกับเพื่อนๆก็ราบเรียบไปตามกำแพง และขณะเดียวกันก็ต้องคอยสังเกตพี่เจกับผู้ป่วย และภายในใจก็รู้สึกทึ่งมากๆที่ ภายในห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆให้อะไรกับผู้ป่วยเยอะมาก แบ่งเป็นสัดส่วนชัดเจน และรู้ว่าผู้ป่วยในประเทศไทยยังต้องการนักกิจกรรมบำบัดอีกเยอะมาก โดยบางครั้งพี่เจอยากจะใช้เครื่องลดเกร็ง แต่ก็ยังมีเคสของพี่OTคนอื่นๆ ผู้ป่วยก็ต้องรอ ยิ่งทำให้รู้สึกไปอีกว่าอยากให้ทุกๆคนรู้จักอาชีพนี้มากยิ่งขึ้น อยากให้ทุกคนเข้าใจว่าเราทำอะไร เราช่วยอะไรเขาได้บ้าง
โดยได้พบเจอกับประสบการณ์ใหม่มากๆในชีวิตนี้คือได้เจอผู้ป่วย Global aphasia ซึ่งไม่เคยรู้จักโรคแบบนี้มาก่อน ไม่รู้ว่าโรคแบบนี้เป็นยังไง รักษายังไง โดยพี่เจก็บอกว่าอาการเป็นยังไง ต้องค่อยๆฝึกยังไง แล้วก็ฝึกผู้ป่วยโดยใช้บัตรรูป ทำให้ฉันเห็นภาพมากขึ้นว่าอาการของผู้ป่วยเป็นแบบนี้แล้วจะต้อง approach ยังไง ได้เจอผู้รับบริการที่มีอาการ severe spasticity เป็นมา 4 ปีแล้ว ซึ่งน่าตกใจมากที่ทุกอย่างปกติทุกอย่างยกเว้นมีอาการเกร็งบริเวณแขนเท่านั้น 4ปีแล้วการเกร็งยังมีความรุนแรงอยู่ ถามpt.ก็ไม่มีความเจ็บแล้ว แต่ยังเหลือแค่การเกร็งอยู่ บางครั้งที่ฉันไม่เข้าใจว่าการฝึกแบบนี้ช่วยอะไรก็ได้ถามแล้วพี่ก็แสดงให้เห็นแทนคำตอบที่ตอบออกมาตรงๆ รวมถึงได้แอบสังเกตพี่OTคนอื่นๆเวลา approach ผู้ป่วยด้วย
อยากจะขอบคุณพี่ๆทุกคนที่ต้อนรับพวกหนู5คนเข้าไปยืนสังเกตุถึงแม้ในช่วงแรกพวกหนูยังดูงงๆ แถมยังตอบคำถามที่บางครั้งที่พวกหนูก็ถามไปแบบงงๆ ชวนพวกหนูคุยแบบเป็นกันเองมากๆ ขอบคุณห้องกิจกรรมบำบัดที่ทำให้หนูรู้สึกว่าอยากจะโตขึ้น พัฒนาตนเองให้เก่งมากขึ้น เพื่อที่จะได้มีโอกาสช่วยเหลือคนอื่นแบบพวกพี่ๆ สุดท้ายขอบคุณพี่เจที่คอยเป็นพี่เลี้ยงนักศึกษากิจกรรมบำบัดลูกเจี๊ยบแบบหนู คอยชวนหนูคุยเรื่องนู่นนี่นั่นลดความกังวล ติวเรื่องการกระตุ้นกลืนให้ สอนเรียนรู้ชื่อเครื่องมือ แบบไหนใช้ยังไง คอยเรียกหนูออกจากกำแพงให้เข้าไปใกล้ๆเพื่อที่จะสอนตอนที่ทำเคส สอนให้คุยกับคุณยาย สอนวิธีเข้าหาผู้ป่วย ให้หนูได้ลองดูผู้ป่วยอาการเกร็งระดับรุนแรง ซึ่งพวกนี้เป็นสิ่งที่เห็นได้แต่จากหนังสือ จากที่อาจารย์สอน ซึ่งวันนี้เป็นวันที่หนูรู้สึกทึ่งในตัวเองมากๆ บางอย่างที่คิดว่าจะไม่ได้ใช้ก็ได้ใช้หมดเลย จำได้บ้าง ลืมได้บ้าง พี่เจก็กระตุ้นคำตอบจากหนูตลอด พวกหนูจะจำคำที่พี่ๆทุกๆคนสอนแล้วนำไปใช้ในอนาคต
ขอบพระคุณอาจารย์ที่มอบโอกาสที่หนูคิดว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีมากๆในช่วงเวลาการเรียนนะคะ