Plenary 1 : Leadershipneeded for managing emerging infectious diseases of the 21st century ช่วงบ่ายวันที่ ๑กุมภาพันธ์
ภาวะผู้นำในที่นี้หมายถึงผู้มีอำนาจในบ้านเมือง ข้อสรุปที่สำคัญที่สุดในมุมมองของผมคือคำกล่าวของผู้อภิปรายนำจากอัฟริกาที่กล่าวว่า เป็นภาวะผู้นำที่ไม่โกง ไม่เอาเงินที่ได้จากความช่วยเหลือต่างประเทศเข้ากระเป๋าตนเองหรือพวกพ้อง คือไม่คอร์รัปชั่น
โยงเข้าหาการเมืองไทยในขณะนี้คือไม่รับนาฬิกาหรูจากเพื่อนที่ตายไปแล้ว
ชัดเจนว่าโลกต้องการภาวะผู้นำที่เข้าใจอันตรายจากโรคระบาดใหญ่ที่อาจคร่าชีวิตคนเป็นร้อยล้านคน มากกว่าสงครามใดๆ หรือเท่ากับเครื่องบินตก ๑ล้านลำในเวลาหนึ่งหรือสองปี หรือแต่ละวันมีเครื่องบินตก ๒,๕๐๐ ลำ และผู้บริหารประเทศต้องเข้าใจว่าจะให้โลกปลอดภัยจากวิกฤติใหญ่นี้ ประเทศทั่วโลกต้องร่วมมือกัน และร่วมมือกันในทุกภาคส่วน
ผู้บริหารประเทศต้องจัดสรรทรัพยากรสร้างระบบป้องกันความเสี่ยงนี้ ที่มีการนำเสนอในการประชุมนี้ และมีการพัฒนาและเผยแพร่โดยองค์การอนามัยโลก
หัวใจคือการมีระบบข้อมูล และมีการประสานงาน (coordination) กัน ในทุกระดับ
ผมไม่ค่อยเห็นด้วยนัก กับสาระในการประชุมนี้ เพราะผมเชื่อว่าภาวะผู้นำต้องมีอยู่ในทุกระดับในสังคม แต่คงเป็นอคติของกลุ่มวิทยากร ๖ คนที่มองระดับรัฐ จึงเสนอความเห็นเช่นนี้
ผมมีความเห็นว่าโลกจะปลอดภัยจากการระบาดใหญ่ของโรคติดเชื้อต้องการภาวะผู้นำในหลายระดับ ที่สำคัญที่สุด (เพราะต้องมีจำนวนมากที่สุด) คือระดับชุมชน ที่จะต้องเข้าใจและดำเนินการรวมพลังชุมชนร่วมกันขจัดปัจจัยเสี่ยงต่างรอบตัวของชาวบ้านหรือประชาชนส่วนใหญ่ รวมทั้งการส่งเสียงบอกความต้องการแก่ผู้บริหารประเทศและผู้บริหารในระดับรองๆ ลงมา ว่าเราต้องการให้รัฐแก้ไขจุดอ่อนของประเทศและระบบในระส่วนย่อยอย่างไรบ้าง
วิทยากรจากองค์การอนามัยโลกบอกว่าหากมีความรู้และทำงานเป็น งานนี้ไม่ใช้เงินมากนัก องค์การอนามัยโลกใช้เงินเพียง ๓๖ ล้านเหรียญใน๑ ๑/๒ ปีเพื่อประสานการป้องกันไม่ให้การระบาดย่อยหลายสิบครั้งทั่วโลกลุกลามเป็นการระบาดใหญ่
หากร่วมมือกันอย่างเป็นระบบและอย่างมีความรู้ ร่วมมือกันทั่วโลก ก็จะรับมือความเสี่ยงสูงให้ไม่ลุกลามได้
ที่ผ่านมาหลายปีเรายังโชคดีที่ยังพอเอาอยู่ แต่ประมาทไม่ได้
มีการเขียน infographic สรุปสาระของ session นี้อย่างดีมาก โปรดดูรูป
วิจารณ์ พานิช
๒ ก.พ. ๖๑
ห้อง ๔๙๑๔ โรงแรมเซนทารา เซ็นทรัลเวิร์ล
