อินทรีสังวรคือความสำรวมอินทรีย์ทั้ง ๖ นี้ สำรวมตา สำรวมห๔ สำรวมจม๔ก สำรวมลิ้น สำรวมมนพคือใจ สำรวมอย่างไรก็คือว่ามีความสำรวมคือความป้องกัน ระมัดระวังด้วยสตุ ในทุกเวลาที่ตากับรูปประจวบกัน หูกับเสียงประจวบกัน จมูกกับกลิ่นประจวบกัน ลิ้นกัรสประจวบกัน กายและสิ่งที่กายถูกต้องประจวบกัน มโนคือใจและธรรมคือเรื่องราวประจวบกัน

             พระพุทธองค์ทรงสั่งสอนไว้ทุกข้อว่าให้พิจารณาโยแยบคาย สำรวมอินทรีย์คือตา ก็คือในขณะที่ตามกับรูปประจวบกัน หรือที่เรียกกันง่ายๆ ว่าตาเห็นรูป ก็มีสติคอยสำรวมระวังเอาไว้ มิให้ยึดถือสิ่งที่ตาเห็นนั้นเกิดความยินดีเกิดความยินร้าย อันเรียกว่านำกิเลสให้ไหลเข้ามาท่วมจิตใจสู่จิตใจ คือระมัดระวังมิให้เป็นอารมณ์ ที่นำความยินดีความยินร้ายไหลเข้ามาสู่จิตใจ ท่วมจิตใจ

             อันความยินดี ความยินร้ายที่ไหลเข้ามาท่วมจิตใจทงตานี้แหละ ได้ชื่อว่าเป็นอาสวะอยางหนึ่ง ตามที่ได้กล่าวแล้วว่าอาสวะคือกิเลสทีดองจิตใจ หรือดองจิตสันดาน ก็ไหลเข้ามาทางตานี้นั้นเอง โดยที่ยึดถืออารมณ์ เกิดความยินดียินร้ายขึ้นในจิต ท่วมจิตใจ...

              ความที่อบรมสติพร้อมทั้งปัญญาคอยพิจารณาระลึกรู้ ใหอยุ่ ให้รู้อยู่ ให้เห็นอยู่ ดั่งนี้ได้ชื่อว่าสำรวมอินทรีย์ คือตาหูจมูกลิ้นกายและมนะคือใจ นี้คือ อินทรีย์สังวร ความสำรวมอินทรีย์ อาสวะย่อมป้องกันได้ ย่อมละได้ ด้วยอินทรียสังวรนี้ข้อหนึ่ง

            อินทรียสังวรนี้เป็นธรรมปฏิบัติอันสำคัญสำหรับผุ้ปฏิบัติธรรมะทั้งปวง จะปฏิบัติในศีล จะเป็นปฏิบัติในศีล ๕ ศีล ๘ ปฏิบลัติในศีล ๑๐ ของสนามเณร หรือปาฏิโมกข์สังวรศีล ศีลคือความสำรวมในพระปาฎิโมกข์สำหรับภิกษุ ซึ่งปฏิบัติตามพระวินยบัญญัติของพระพุทธเจ้าก็จะต้องมีอินทรียสังวรความสำรวมอินทรีย์ดังกล่าวนี้ประกอบอยู่ด้วย การปฏิบัติในศีลทั้งผวงจึงจะบริสุทธิ์บริบูรณ์ได้ ถ้าขาดอินทรีย์แล้วก็ไม่สามารถจะปฏิบัติในศีลทั้งปวงให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ได้ และอินทรียสังวรนี้ก็จัดเป็นศีลข้อหนึ่งในปาริสุทธิศีลทั้ง ๔ 

            แม้ในการที่จะปฏิบัติในสมาธิ ก็จะต้องมีอินทรียสังวรช่วยด้วย จึงจะทำสมาธิได้ ถ้าหากว่าไม่มีอินทรียสังวร ก็ไม่สามารถจะทำสมาธิได้ เพราะว่าจะระงับนิวรณ์ไม่ได้ นิวรณ์ที่เป็ฯอันตรายของสมาธินั้น ก็เพราะขาดอินทรียสังวรนั้นเอง ก็คือว่าเห็นรูปอะไรทางตา ได้ยินเสียงอะไรทางหู ได้ทราบกลิ่นอะไรทางจมูก ไ้ทราบรสอะไรทางล้ิน ได้ทราบสิ่งถูกต้องอะไรทางกาย ได้รู้เรื่องอะไรที่คิดทางใจ ก็ยึดถือเป็นอารมร์ เกิดความยินดีเกิดความยินร้ายไหลเข้าทาท่วมจิตใจเป็นอาวะดองจิตใจ จึงได้เกิดเป็นนิวรณ์ต่างๆ ขึ้น เป็นกามฉันท์ความพอใจรักใคร่ในกามบ้าง เป็นพยาบาทความโกรธแค้นคัดเคืองมุ่งร้ายหมายล้างผลาญบ้าง..จึงต้องมีอินทรีย์สังรช่วย

              ผู้ปฏิบัติธรรมนั้นจึงเว้นอินทรียสังวรเสียไม่ได้ ต้องปฏิบัตอินทรียสังวร มากหรือน้อยตามควรแก่ศีลที่ปฏิบัติ และตามควแก่สมาธิที่ต้องการ เมือต้องการศีลที่ละเอียด ที่สูง ต้องการสมาธิที่แน่วแน่ ก็จะต้องมีอินทรีย์สังวรอย่างนี้ เป็นการป้องกันมิให้ยึดถือสิ่งทั้งหลายที่ผ่นเข้ามา ทางประตู ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ เข้ามาเป็นอาสวะดองจิตสันดานได้ โดยมีสติพร้อมทั้งปัญญาพิจารณาโดยแยบคายอยู่เสมอ กำหนดระลึกให้รู้เท่านทันอยู่เสมอ ดังนี้

            อีกประการหนึ่งแม้ว่าในการปฏิบัติที่เรียกว่าเป็นการปฏิบัตถูกต้องทั่วๆ ไปนั้น แม้ว่าจะมไ่คิดว่าจะรักษาศีล จะทำสมาธิ จะอบรมปัญญา ก็ตาม ก็จำเป็นที่จะต้องมีอินทรียสังวร น้อยหรือมากจึงจะสามารถประคับประคองตนให้ดำรงอยู่ในภาวะ ในฐานะอันสมควรได้ และความวุ่นวายทั้งหลายซึ่งบังเกิดขึ้นจากรรม คือการกระทำ หรือการที่กระทำ

             พึงเห็นได้ว่าคนเป็นอันมากที่วุ่นวายกันอยุ่ก็เรพาะว่า ปฏิบัตตกอยู่ใต้อำนาจของอินทรีย์ทั้ง ๖ คือ ใต้อำนาจของ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ไม่เปนนายของ อาตยนะเหล่านี้ คือต้องเอาใจตัวจิตคือใจนี้เอง นั้นเอง ที่ต้องการที่จะได้อารมร์อันเป็นที่น่ารักใคร่ปรารถนาพอใจ ทางตาบ้าง ทางหูบ้าง ทางมุกบ้าง ทางลิ้นบ้าง ทางมนะคือใจบ้าง อันทำให้จิตใจนี้เองต้องดิ้นรนกวัดแกว่งกระสับระส่ายไป เพื่อรูป เพื่อเสียง เพื่อกลิ่น เพื่อรส เพื่อโผฎฐัพพะ และเพื่อเรื่องราว ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ เพราะฉะนั้น จึงได้มีพระพุทธภาษิตได้ตรัสเปรียบเทียบเอไว้ถึงสัตว์ ๖ จำพวก คือ งู ทีต้องวิ่งไปหาจอมปลวกอันเป็นที่อยุ่อาศัย จรเข้าจำพวกหนึ่งที่จะต้องวิ่งไปลงน้ำ นก ที่จะต้องบินหวือไปในอากาศ ำก่ที่จะต้องไปสู่บ้านอันเป็นที่อาศัย หรือที่อาศัยของตน สุนัขจิ้งจอก ที่จะต้องวิ่งไปสู่ป่าช้ เพื่อที่จะกินซากศพต่างๆ ลิงที่จะต้องวิงหลุกหลิกอยู่บนต้นไม้ 

            ทรงตรัสเปรียบเทียบว่า จิตนี้จะต้องวิ่งไปหารูปที่น่ารักใคร่ปรารถนาพอใจทางตา ก็เหมือน อย่าง "งู" ที่เื้อยไปหาจอมปลวก จิตนี้เองก็ต้องดิ้นรนที่จะไปที่จะได้อารมณ์คือเสียงที่น่ารักใคร่ปรารถนาพอใจ ก็เหมือนอย่างจระเข้ที่วิ่งไปหาน้ำ จมูกคือจิตนี้เองดิ้นรนไปเพื่อจะได้อารมณ์คือกลิ่นที่น่ารักใคร่ปรารถนาพอใจ ที่เหมือนอย่างนกบินหวือไปในอากาศ จิตนี้เองดิ้นนไปเพือจะได้รสที่น่ารักใคร่ปรารถนาพอใจทางลิ้น ที่เหมือนอย่างนกบินหวือไปในอากาศ จิตนี้เองดินรนไปเพื่อจะได้รสที่น่ารักใคร่ปรารภนาพอใจทางลิ้น เหมือนอย่างไก่ที่บินไปสู่บ้านหรือที่อาศัยของตน จิตนี้เองดิ้นรนไปเพื่อจะได้โผฎฐัพพะคือส่ิงที่กายถูกต้องที่นารักใครปรารภนาพอใใจทางกาย เหมือนอย่างสุนัขจิ้งจอกวิ่งไปสู่ป่าช้าเพื่อจะกิดซากศพ จิตนี้เองที่ดิ้นรนไปเพื่อจะได้อารมณ์คือธรรมะคือเรื่องราวที่น่ารักใคร่ปรารภนาพอใจ เหมือนอย่างวานรคือลิงที่วิ่งหลุกหลิกไปอยู่บนต้นไม้ ฉะนั้น 

           จิตนี้เองจึงเป็นเหมือนอย่างสัตว์ ๖ จำพวกดังกล่าวมานี้ ที่ดิ้นรนกวัดแกว่งกระสับกระส่ายไปต่างๆ เืพ่อรามร์ทางทวารทั้ง ๖ นี้ ดังกล่วแล้ว เรพาะฉะนั้น จึงเป็นศีลก็ไม่ได้ เป็นสมาธิก็ไม่ได้ เป็นปัญญาก็ไม่ได้ ฉะนั้นจึงต้องมีอินทรียสังรอยู่ด้วยกันทุกคน...http://www.dharma-gateway.com/...