วิปัสสนากำหนดธาตุมนสิการปัพพะ (ยุบหนอ-พองหนอ)

             วิปัสสนาวงศ์ เกี่ยวกับการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานตามแนวสติปัฎฐาน ๔ หรือแบบ "พองหนอ-ยุบหนอ" มีหลักฐานยืนยันว่าการปฏิบัตแบบนี้มีมาตั้งแต่โบราณกาลในราวพทธสักราช๒๓๕ มีอรหันต์องค์หนึ่งนามว่า พระโมคคัลียุตรติสสเถระ พร้อมด้วยพระอรหันต์ ๑,๐๐๐ รูป ได้ร่วมกระทตติยาสังคายนา มี่เมืองปาฎลีบุต เมืองหลวงของแค้วนมคธ โดยมีพระเจ้าอโศกมหาราชเป็นศาสนูปถัมภก หลังจากเสร้๗สิ้นในการทำสังคายนาคร้งที่สามแล้ว ท่านได้ส่งสาวกที่เป็ฯพระอรหันต์จำพระพุทธศาสนาไปเผยแพร่และประดิษฐานังที่ต่างๆ รวม ๙ สายด้วยกัน ในแคว้นสุวรรณภูมิมีพระโสณะอรหันต์ และพระอุตตรอรหันต์ นำพระพุทธศาสนามา ประดิษฐานที่เมืองตะโทง หรือสุโรรมนครในประเทศสหภาพยพม่า ตามประวัติได้มีการ สืบทอดวิปัสสนาวงศ์พระอรหันต์เรื่องมาไม่ขาดสาย 

           จนถึงสมัยของวิปัสสนาอาจารย์ติรงคะ สะยาดอ พระมโน อรหันต์ พระมิงกุลโตญ สะยดอ และพระมิงกุล เชตวัน สยาดอ ตามลำับพระอาจารย์มิงกุล เชตวัน สะยาดอ หรือภัททัตะนารทเถระแห่งเมืองมะละแหม่ง เป็นผุ้ที่มีชื่อเสียงมากในการสอวิปัสสนากรรมฐานตามแนวสติปัฎฐาน ๔ จนกิตติศัพท์ของท่านขจรไปไกลในประเทศสหภาพพม่า

          สมัยนั้นสานุศิษย์ของท่านผุ้หนึ่ง พระอาจารย์มหาสี สะยาดอ หรือ ภัททันตะ โสภณมหาเถระ อัคคมหาบัณฑิต  อดีตเจ้าอาวาสวัดมหาสี และเจ้านำนักสาสนายิตตา สถานปฏิบัติวิปัสสนาทีี่ใหญ่และื่อเสียงที่สุดในเมืองย่างกุ้ง ประเทศพม่า 

          พระจารย์ ดร.ภัททันตะ อาสภามหาเถระ อัคคมหากัมมัฎฐานาจริยะ ผู้เป็นสานุศิษย์องค์หนึ่งของพระอาจารย์มหาสีสะยาดอ ได้เมตตาเล่าให้ฟังว่าพระอาจารย์มิงกุล เขตวัน สะยาดอ มีคามสามารถในการปฏิบัติวปัสสนากรรมฐาน มาก ท่านสามารถกำหนดสติได้ ทั้งที่ปลายจมูก โดยสังเกตุการกระทบของลมหมายใจเข้าออกที่บริเวณนี้ (แบบอานานปานปัพพะ คือ การกำหนดลมหายใจ เข้า-ออก) และที่บริเวณท้องโดยสังเกตอาการพองและอาการยุล (แบบธาตุมนสิการปัพพะ)

          เมื่อพระอาจารย์มหาสี สะยาดอ ศึกษาวิปัสสนากรรมฐานกับท่านได้พิจารณาดูอย่างรอบคอบกฃลบับม่ความเห็นว่าการกำหนดสติที่บรเิวณท้องทำได้ง่ายกว่า และได้ผลดีกว่าด้วยโดยปกติลมหายใจเข้า-ออก  เป็นรูปที่ละเอียดอ่อนเป็นอารมณ์ของกรรมฐานที่กำหนดได้ยาก เมื่อวิริยะ (ความเพียร๗ สติ (ความระลึกได้) สมาธิ ความตั้งมั่นแห่งจิต) และสัมปปชัญญะ (ความรู้ตัวพร้อม) มีพลังมากขึ้น ลมหายใจจะค่อยๆ ละเอียดอ่อนและเบาลงๆ จนดูเหมือนว่าจะหยุดหายใจ ในสถานการณ์เช่นนี้ ดยคีบางคนหาที่กำหนดไม่ได ทำให้จิตฟุ้งซ่านและซัดส่าย

        แม้ว่าอานาปาสติจะเป็นยอดของกรรมญานทั้งหมด แต่ในคัมภีร์วิสุทธิมาาคได้กล่าวไว้ว่ "ก็อานาปานสติกรรมฐานนี้เป็นของยาก อบรมได้ยาก เป็นภูมิแห่งมนสิการของผุ้เป็นมหาบุรุษเท่านั้นกล่าวค อพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพุทธบุตรทั้งหลาย"

          ส่วนการกำหนดสติที่บริเวณท้องโดยสังเกตุากรเคลื่อนไหวของท้อง ซึ่งเกิดจากอำนาจของธาตลมทำให้สะดวกกว่าเพราะว่าวาโยโพฎฐัพพรูป หรือรูปที่ลมถูกต้อง เป็นรูปที่หยาบกวารูปอันเกิดจากการสัมผัสของลมหายใจเข้าออกที่ปลายจมูก นอกจากนั้นคนสมัยนี้ไม่ละเอียดอ่อนเหมือนคนสมัยก่อน

            ดังนั้นการกำหนดสติที่บริเวณท้องถจึงเหมาะสม ด้วยเหตุผลเหล่านี้ เมื่อเ่ิรมีการสอนวิปัสสนากรรมฐาน พระอาจารย์มหาสี สีสะยาดอ จึงแนะนำให้โยคีทุกคนกำหนดสติไว้ที่หน้าท้องบริเวณสะดือ และพยายามสังเกตุอาการ พอง-อาการยุบ พร้อมกับการกำหนดในใจ่า "พองหนอ- ยุบหนอ"

             ในช่วงเวบลานี้หลายคนมีความเห็นขัดแย้งกับแนวการสอนแบบนี้อย่างรุนแรง เขาเหล่านี้คิดว่าเป็นวิะีการสอนวิปัสสนากรรมฐานแบบใหม่ที่พัฒนาขึ้น ดดยพระอาจารย์มหาสี สะยาดอ เป็นคำสอนที่ไม่มีอยุ่ในพระไตรปิฎก หรือมิใช่คำสอนของพระสัมาสัมพุทธเจ้า จากหลักฐานที่ได้กล่าวมาแล้วจะห็นได้ชัดว่าวิธีการสอนแบบนี้มีมาตั้งแต่โบราณกาลเป็นแนวปฏิบัติที่นิยมแพร่หลายในประเทศสหภาพพม่าเป็นระยะเวลานานก่อนที่พระอาจารย์มหาสี สะยาดอ จะนำมาใช้สอนโยคีผู้เป็นศิษย์

            ฉะนั้น การกำหนดในใสจว่า "พองหนอ-ยุบหนอ" ที่บริเวณ?้องคืการสัเกตธาตุลม (วาโยธาตุ) ที่มีสภาวะลักษณะคือการเคลื่อนไหวอย่างชัดเจน เป็นแนวทางปฏิบัติวปิัสสนา กรรมฐานที่สอดคล้องกับหลักคำสอนของมาหสติปัฎฐานสูตร ที่ว่าด้วยการมีสติตามดุกาย (กายานุปัสสนาสติปัฎฐาน) ใสนข้อกำหนดเกี่ยวกับการพิจารณากายโดยความเป็นธาตุทั้ง ๔ (ธาตุมนสิการปัพพะ) อาการพอง-อกการยุบ คือรูปที่เกิดขึ้นจากการสัมผัสของธาตุลนี้ เรียกว่ วาโยโผฎฐัพพรูป เป็นรูปปรมัตถ์ที่มีลักษรของวาโยธาตุชัดเจนคือการเคลื่อนไหว

           สมเด็จพระพุฒาจารย์ (แาจ อาสมหาเถระ) หรือ "พระพิมลธรรม" ในสมัยนั้น จึงได้สง "ศิษย์เ ก" ทของท่านคือ "พระมหาโชดก ญาณสิทฺธิ" เปรียญธรรม ๙ ประโยค (ซึ่งต่อมาได้รับพระราชทานสมณศักดิ์สูงขึ้นมเารเื่อยๆ จนที่สุดได้เป็น "ระเทพสิทธิมุนี" พระวิปัสสนาจารย์ผุ้มีชื่อเสียงโด่งดังกลางกรุงเทพมหานครในเวบาต่อมา.. ในไปเข้าปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานที่ "ำนักวิปัสสนาสาสนยิตสา" ที่ ฯพณฯ อูนุ อดีตนายกรัฐมนตรีพม่าในสมัยนั้นได้สร้างขึ้นที่เมืองย่างกุ้ง โดยได้ฝากให้อยู่ในความดูแลของทานพระอาจารย์โสภณมหาเถระ หรือ "ท่านพระอาจารย์มหาสี สะยาดอร์" ซึ่งเป็นเจ้าสำนักใหญ่อยู่ในขณะนั้น ซึ่งพระมหาโชดก ญาณสิทฺธิ ก็ได้ตั้งใจเร่งความเพียรในการปฏิบัติธรรมอย่างดียิ่ง โดยท่านพระอาจารย์มหาสี สะยาดอร์ ก็ได้มอบหมายให้

          "พระภัททันตะ อาสภาเถระะัมมจริยะ" ศิษย์เอกของท่านซึ่ง "บรรลุธรรม" มาแต่ก่อนเรียบ้อยแล้ว คอย"ดูแล" และสอบอารมณ์ ท่านพระมหาโชดก แทนท่านซึ่งมีภารกิจแห่งความเป็นเจ้าสำนักมากมาย ทำให้ไม่อาจจะมาคอยคุมและสอบอารมณ์พระกรรมฐานได้ทุกวัน ด้วยเหตุนี้ ท่านพระอาจารย์ภัททันตะ อาสภเถระ ธัมมจริยะจึงได้เป็นเสมือนหนึ่งเป็น "พระพี่เลี้ยง" ในท่านเจ้าคุณ "พระเทพสิทธิมุนี" หรือ "พระมหาดชดก ญาณสิทธิ" ไปโดยปริยาย

           การปฏิบัติธรรมพระกรรมฐษนในสำนักสาสิตสาของพระมหาโชดก ญาศิทธิผ่านไปเพียง ๓ เพือน ท่านพระมหาโชดกก็ได้ "สำเร็จวิปัสสนา" สมดังความมุ่งหมาย เป็นที่น่าอนุดมทนาสาธุกรอย่ยิ่งท่านพระมหาโชดกจึงเตรียมเดินทางกลับมายังประเทศไทย ท่านเจ้าคุณพระพิมลธรรมจึงได้ทำเรื่องไปยัง "สภาการพระพุะศาสนาแห่งพม่า" ขอให้ส่งพระวิปัสสนาจารย์ผู้มีความเชี่ยวชาณมาสอนวิปัสสนากรรมฐานในประเทศไทยด้วย ซึ่งทางสภาการพระพุทธศาสนาก็ได้มอบหมายให้ท่านพระอาจารย์มหาสี สะยาดอร์เป็นผู้คัดเลือกผลการปรากฎว่า ท่านได้เจาะจงเลือก "พรพภัททันตะ อาสภเถระ ธัมมาจริยะ" ให้รับภาระหน้าที่อันสำคัคัญนี โดยสั่งกำชับไว้ด้วยว่า "จงอย่างขัดข้องหรือปฏิเสธเบย" ด้วยเหตุนี้ พระอาจารย์ภัททันตะ อาสภเภระ ธัมมาจริยะ ผู้ทรภูมิรู้แห่งวิปัสสนาวิะีจากลุ่มน้ำอิระวดี จึงมีอันได้เดินทางจาปิตุคาม มาตุภูมิเดิม มาเป็นพระอาจารย์บอกพระกรรมฐานอุ่ที่คณะ ๕ วัดมหาธาตุราชรังสฤษถิ์ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๙๖ เป็นต้นมา..

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ปกใส

คำสำคัญ (Tags)#วิปัสสนาพอง-ยุบ

หมายเลขบันทึก: 644721, เขียน: 13 Feb 2018 @ 14:26 (), สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง, อ่าน: คลิก


ความเห็น (0)