ต้นไม้เท่ากับสิ่งทเี่รียกว่านิมิต หรือารมณ์ ฟันเลื่อย เท่ากับการหายใจเข้าและออก แล่าวคื อการทีที่ลมหายใจเข้าออกได้ผ่านิมิตหรือี่กำหนดผุสนานั่นเอง แารที่บุรุษนั้นไม่ดูที่ฟันเลื่อยก็ยังมีสติอยู่ได้ เปรียบเหมือนผู้ปฏิบัติในขั้นนี้ แม้จะไม่กำหนดลมหายใจหรือกำหนดนิมิตอีกต่อไป ก็ยังคงมีสติอยู่ได้ หรือจะย่ิงมีสติในขั้นที่ประณีตสูงสุดขึ้นไปอีก ฟนเลื่อยทีเคลื่อนไปเคลื่อนมาก็ปรากฎชัดอยู่ แต่เขาไม่ได้สนในแลย นี้เท่ากับข้อที่ผุ้ปฏิบัติก็ยังมีการหายใจอยู่ นิมิตแม้ในลักษณะแห่งปฏิภาคนิมิตก็ปรากฎอยู่ แต่เขาไมมีความสนใจเลย คงมีแต่ติที่ควบคุมความเพียร และประโยคในการหน่วงเอาองค์ฌาน หรืออัปปนาอยู่อย่างเร้นลับหรือดดยไม่มีเจตนา ที่เป็นขึ้นสำนึก คนเลื่อยไม่ไม่สนใจฟันเลื่อยแลยว่ามันจะกินน้อยหรือกินมากอย่างไร ความเพียรของเขาก็เป็นสิ่งที่ม่ยอุได้ เลือยก็ยังกินไม่ได้ นี่เท่ากับการที่ผูปฏิบัติในขั้นนี้ ไม่สนใจในลมหรือในนิมิตเลย ไม่ตั้งใจทำความพยายามอะไรเลย ความเพียรก็ยังเป้นไปได้ ประโยคคือการบรรลุถึงฌานก็ยังดำเนินไปเองได้
ทั้งหมดนี้ เพื่อที่จะแสดงให้เห็น ความสำคัญของคำว่า "นิมิตและลมหายใจออกเข้า มิได้เป็นอารมณ์แห่งจิต แต่ยังคึงปรากฎอยู่" ซึ่งเมื่อมีความเข้าใจข้อนี้ถูกต้องแล้ว ก็อาจเข้าใจได้ด้วยตนเองทัตนที่ว่า จิตในขณะนั้นไม่สนใจต่อปฏิภาคนิมิต ไม่สนใจต่อลมออกเข้า ไม่กำหนดสิ่งใดเป็นนิมิต สติก็ยังคงเป็นไปได้เองและคุมส่ิงต่างๆ ใหเป็นไปตามวิถีทางที่ถูกต้อง จนถึงขณะแห่งอัปปนาคือการบรรลุฌาน ถ้ากล่วอย่างโวหารพูดตามธรรมดาของสมันนี้ก็กล่าวได้ว่าเพียงแต่สติคุมส่ิงต่างๆ ที่ได้ปรับปรุงดีแล้วแท่านั้น คุมอยู่เฉยๆ เท่านั้นส่ิงต่างๆ ก็เป็นไปได้เองโดยอัตโนมัติ ซึ่งในที่นี้หมายถึงเป็นไปในการหน่วงต่ออัปปนาหรือการปรากฎชัดแห่งองค์ฌานทั้งห้า ธรรมะต่างๆ ไม่กีดขวางก้าวก่ายกันั้น เป็นเพราะได้ฝึกฝนและปรับปรุงมาดีแล้วแต่หนหลัง จนกระทั่งอยู่ในภาวะที่ถูกต้องและเหมาะสม จะกล่าวได้ว่า ไม่ต้องห่วงต่อการที่จะมีอะไรเกิดขึ้นกีดขวางก้าวห่ายกัน สติจึตั้งอยุ่ในฐานะเหมือนกับนายสารถี มีเพียงแต่ถือสายบังเหรียไว้เฉยๆ รถก็แล่นไปจนถึงที่สุด ัดงที่ได้กล่าวแล้วข้างต้น
สิ่งที่ควรสังเกตอย่างยิ่ง ก็คือก่อนหน้านี้ ตั้งแต่เร่ิมต้นมาที่เีดยวลมหายใจอยู่ในฐานะที่ต้องกำหนดหรือทำใหเป็นอารมร์ นิมิตอยุ่ในฐานะที่ต้องเพ่งดงที่ไดกล่าวแล้วอย่งละเอียดในตอนต้นๆ นั้น บัดนี้กลายเป็นว่าลมหายใจก็ไม่ต้องกำหนด นิมิตก็ไม่ต้องกำหนด แต่มันก็ยังมีผลเท่ากับมีการกำหนด กล่าวค อความที่สติคุมสิ่งต่างๆ ไปได้ตมวิีทางของสมถะ เพราะฉะนั้น การรู้เท่าทันส่งิททั้งสาม กล่าวคือ นิมิต ลมหายใจออกลมหายใจเข้าอยุยู่ทุกๆ ระยะแห่งการปฏิบัตินั่นแหละ นับว่าเป้นใจความสำคัญของการเจริญสมาธิใขั้นหนึ่งอ่กน เรากระทำมันอย่างหนึ่งเรื่อยๆ มาจนกระทั่งเปลียนมาอยู่ในลักษษณะที่กับกัน และประสบความสำเร้จขึ้นสุดท้าย วึ่งในชั้นนี้อาจะกล่าวได้ว่า
- ไม่กำหนดอะไร ๆเป็นนิมิตเลย
- ในทำนองตรงกันช้าม อะไรๆ ก็ปรากฎอยู่เองดดยไมรต้องกำหนด
- ความรู้สึกในธรรมต่างๆ มีองค์ฌานเป้นต้น รู้สึกอยุ่ได้เองโดยไม่ต้องเจตนา
ทั้งหมดนี้ เป้นใจความสำคัญ ที่แสดงลกษระแห่งภาวะของจิตนขณะที่บรรลุฌาน ทั้งหมดนี้ เป้ฯใจความสำคัญ ที่แสดงลกษระแห่งภาวะของจิตในขณะที่บรรลุฌาน
อานาปานสติภาวนา พุทธทาสภิกขุ
