ก่อนอื่นใดทั้งสิ้น เราต้องมานิยามคำว่า “ปัญหา” ก่อน.
เพราะอะไรเหรอครับ เพราะการทำงานคือ การแก้ปัญหา ขีดเส้นใต้เอาไว้เลยนะครับ การทำงานคือการแก้ปัญหา.
คือ บางทีเราทำงานแล้ว เรายังไม่รู้เลยว่า เราทำงานเพื่ออะไร เอาจุดประสงค์แท้ๆ นะครับ ไม่ใช่แค่ผิวเผิน ที่มองว่าทำงานเพื่อเงิน เงินที่ผลตอบแทนที่ได้จากการที่เราแก้ปัญหาได้แล้วต่างหาก
.
ทำไมถึงบอกว่า การทำงานคือการแก้ปัญหาล่ะ... เอาง่ายๆ นะครับ ยกตัวอย่าง อาชีพเกษตรกร ก็เพื่อแก้ปัญหาปากท้อง ก็ต้องปลูกข้าว เลี้ยงสัตว์ มาทำเป็นอาหาร, ส่วนอาชีพพ่อค้า ก็เพื่อแก้ปัญหาคนขาดเครื่องอุปโภคบริโภค พ่อค้าก็หามาขายให้ ...ฉะนั้น สินค้าทุกชิ้นก็ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาทั้งนั้น เสื้อผ้าก็ป้องกันผิว และแก้ปัญหาความอายด้วย, มือถือก็แก้ปัญหาการสื่อสารของคนที่อยู่ไกลกัน, แม้แต่แก้ปัญหาความอยาก สินค้าหลายอย่างออกมาแก้ความอยาก เช่นพวกเหล้า บุหรี่, (ซึ่งผมไม่สนับสนุนนะ) วงการบันเทิงก็ตอบสนองกับการแก้ปัญหาความเครียด ...
... งานมีเพื่อไว้เพื่อแก้ปัญหา Concept นี้เคลียร์ไหมครับ ......เอ๊ะ ถามแล้วผมจะได้คำตอบไม๊เนี้ยะ
ผมอนุมานว่าเคลียร์ก็แล้วกันนะ
.
ถ้าเคลียร์แล้ว เราย้อนกลับมาดูงานของเราครับ เราจะพัฒนางาน ก็ต้องดูว่างานเราว่าแก้ปัญหาอะไรให้ชาวบ้านได้บ้าง มองกันลึกๆ ชัดๆ นะครับ.
ผมยกตัวอย่างอมตะเลยนะครับ ร้านกาแฟ ผมถามว่าแก้ปัญหาอะไร แก้ปัญหาคนอยากกินกาแฟ อันนั้นก็ใช่นะ แต่ผมอยากให้มองลึกลงไปอีก ที่ร้านกาแฟคนมานั่งชิลๆ กันมากกว่า เพราะฉะนั้น ร้านกาแฟส่วนมาก ก็แก้ปัญหาให้คนไม่มีที่นั่งชิล มานั่งเล่นมือถือ หรือติดต่องาน... เห็นไม๊ครับ ต้องมองกันลึกๆ แบบนี้...
อ้ะ ตานี้ มาดูที่งานของคุณ ถ้าจะพัฒนางาน ก็ตอบคาถามชัดๆ ก่อน ว่า
1. งานของคุณ แก้ปัญหาอะไรแก่คนอื่น ? เอาแบบคมชัดลึกนะ
2. สินค้าหรือบริการคุณ แก้ปัญหาอะไร ?
เทคนิคก็คือ เขียนคำตอบให้มากที่สุดนะครับ เขียนมาเยอะๆ เลย แล้วค่อยเลือกคำตอบที่รู้สึกว่า มันใช่ที่สุด
.
ต่อมา คำถามข้อนี้สำคัญเลยครับ
3. ถ้าคุณเป็นลูกค้าหรือมาใช้บริการงานของคุณเอง คือ จินตนาการว่าเราเป็นคนมาใช้บริการนะ ถามชัดๆว่า คุณจะรู้สึกยังไง ? จะพอใจแค่ไหน ?
ข้อนี้ ผมยกตัวอย่างเช่น เวลาเราไปซื้อของแล้วเจอแม่ค้าหน้าหงิก เราคงไม่อยากซื้อ จริงไม๊ ผมละคนนึง เข้าร้านเจอแม่ค้าหน้าหงิก ผมเดินออกเลย ร้านอื่นเยอะแยะ... และถ้าเราถามตัวแม่ค้าเองว่า เธอๆ ถ้าเธอไปซื้อของแล้วเจอคนขายหน้าหงิกเธอจะซื้อรึเปล่า ? เห็นมะ ลองสะท้อนกลับตัวเอง นี่จะได้คำตอบเลย ถ้าเจอคำถามแบบนี้ รับรองแม่ค้าจะหน้ายิ้มมากขึ้นเองเลย ไม่ต้องสอน ...
สำหรับแบบสำรวจข้อนี้ เราต้องหัดจินตนาการครับ จินตนาการว่าเราเป็นคนมาใช้บริการ
การจินตนาการนี้สำคัญอย่างยิ่ง ไอน์สไตน์กล่าว่า จินตนาการสำคัญกว่าความรู้ ด้วยเหตุฉะนี้เอง
เคลียร์นะครับ... แหน่ะ ถามอีกแล้ว
.
เมื่อได้คำตอบทั้ง 3 ข้อ ก็จะเห็นว่า เราจะต้องพัฒนาและปรับปรุงงานของเราอย่างไรบ้าง งานเราให้อะไรกับคนอื่น แก้ปัญหาอะไร เราต้องเคลียร์ตรงนี้ชัดๆ อย่าทำงานไปวันๆ โดยเฉพาะข้อ 3 นี่สำคัญมาก เพราะถ้าเราสร้างความพึงพอใจกับคนใช้บริการได้มากเท่าไหร่ งานเรายิ่งมีประสิทธิภาพ นี่วัดง่ายๆ แบบนี้เลย ไม่ต้องตั้ง KPI ให้ยุ่งยาก ... KPI นี่ผมพูดตรงๆ นะ เมคตัวเลขเยอะ หลายๆ ประเทศเค้าเลิกใช้กันแล้วล่ะ มันไม่เวิร์ค ... และผมกระซิบบอกเลยนะ คนหรือบริษัทที่เจ๋งสุดๆ เขาทำงานแบบ “เกินคาด” คือ เกินกว่าที่ลูกค้าจะคาดหวัง ชนิดแบบ ว้าว ! เลย ถ้ามีว้าวนี่รับรอง งานรุ่งสุดๆ ... ลองนึกถึงไอโฟน ซิครับ ตอนออกใหม่ๆ ว้าว แค่ไหน ... โทรศัพท์อาไร๊ไม่มีปุ่ม ใช้แตะๆ รูดปรื๊ดๆ มันอเมซซิ่งจริงๆ ... เป็นไงครับ ไอโฟนดังระเบิดเถิดเทิงเลย
ถ้าคุณทำให้งานคุณว้าวได้ อะไรจะเกิดขึ้น คิดดูครับ...
.
เรื่องของเรื่อง คือคนเราไม่ค่อยทบทวนเรื่องเหล่านี้ครับ เวลาทำงานก็ก้มหน้าทำอย่างเดียวขาดการทบทวน ภาษาธรรมะ เรียกว่า วิมังสา แปลว่า การทบทวน, การตรวจสอบ ... คนหรือองค์กรที่คอยทบทวนตัวเองมีน้อยมากครับ น้อยจริงๆ หรือทำก็ยุ่งยาก ตัวเลขอะไรเยอะไปหมด หลักตรวจสอบง่ายๆ แบบนี้ต่างหาก ที่เวิร์คกว่า และองค์กรที่ทำการตรวจสอบแบบนี้มักจะเป็นองค์กรที่เจริญกว่าที่อื่นๆ ยกตัวอย่างเช่น โตโยต้าครับ อันดับหนึ่งของโลกเค้าทำการสำรวจกันแบบนี้นะ ... นี่คือพลังของการวิมังสา
แจ่มไม๊ครับ ได้แนวทางรึยัง...
.
ยังๆ ครับ ยังมีอีก ไหนๆ จะบอกเทคนิคแล้ว ก็บอกให้หมด ไม่มีกั๊ก อ.กล้วยซะอย่าง จัดเต็ม
พอทบทวน ตรวจสอบ วิมังสาภายนอก จนได้คำตอบแล้ว ก็ต้องวิมังสาภายในเพิ่ม เพื่อความชัดเจนแจ่มแจ๋ว
4. ลองหันมาดูงานของคุณเองอย่างลึกซึ้งว่า มีปัญหาอะไรบ้าง งานล่าช้ารึเปล่า สินค้าเวิร์คไม๊ ประสิทธิภาพทำงานด้านไหนที่หย่อน ความขัดแย้งภานในล่ะเยอะไม๊ มีปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้งานไม่พัฒนา ???
พอหาปัญหาเจอแล้ว รวบรวมมาให้หมด ถามต่อ
5. สาเหตุเพราะอะไร...?
6. จะแก้ได้อย่างไรบ้าง ? หรือทำให้ว้าวได้ยังไง ?
.
อย่าลืมนะครับ สำรวจและเขียนออกมาเยอะๆ บางคนบอกว่า ปัญหานี้ไม่มีทางแก้ ผมเถียงเลย ทุกปัญหามีทางแก้ครับ อยู่ที่เราจะมีทางเลือกของวิธีแก้ปัญหามากพอหรือเปล่า คิดให้เยอะๆ ครับ นี่คือเทคนิคเลย นอกจาก คิดเยอะแล้วคิดให้กว้างๆ ด้วย เช่น ถ้าเราแก้ไม่ได้ แล้วใครช่วยแก้ได้ เอ้อๆ คิดแบบนี้ด้วย...ใครแก้ได้ก็ให้เขามาช่วยแก้ครับ เน้นครับ คิดเยอะๆ ครับ ถ้าคิดน้อยๆ ก็แก้ไม่ได้แหละ (คิดไม่ออกบอก อ. กล้วย 555)
.
ด้วย แบบสำรวจง่ายๆ 6 ข้อแค่นี้ รับรอง ว่าคำตอบที่ได้จะทำให้งานจะพัฒนาได้มากจริงๆ แล้วจะรู้พลังอันยิ่งของวิมังสา ลองเอากระดาษปากกามาลิสดูครับ บางที่จะตกใจเลยครับ ว่าทำไมมันมากมายขนาดนี้ รูรั่วงานเยอะไปหมด 555
สิ่งที่ดูง่ายๆ แบบนี้ อย่าคิดว่ากระจอกนะครับ และอย่าพาลคิดไปว่าของฟรีแล้วจะเป็นของกระหรั่วๆ เกรดต่ำนะครับ ...ขอโทษ ของดีๆ ฟรี มีในโลกครับ องค์ความรู้ที่ผมกลั่นกรองเขียนออกมานี่ ผมศึกษา รวมรวบ ทดสอบ และประมวล ออกมาจนง่ายๆ แบบนี้ ใช้เวลาและพลังความคิดไม่น้อยเลย ไอน์สไตน์บอกว่า ถ้าคุณอธิบายอะไรออกมาง่ายๆ ไม่ได้ แสดงว่า คุณไม่ได้รู้จริงในเรื่องนั้น...
เล่าให้ฟังครับ ..ผมไปสอนหลายๆ ที่ ด้วยความที่เราทำให้มันง่าย มันเลยกลายเป็นของที่ดูไม่มีค่าไปซะงั้น คือคนเรามักคิดว่าของดีมันต้องสลับซับซ้อน ต้องยากๆ ต้องดูแพง ... อันนี้ก็แล้วแต่ครับ ผมคิดว่าเป็นสิทธิ์ของเขา ถ้าใครไม่สนใจ อยากจะไปเอายากๆ ก็ปล่อยเขา เขาไม่เห็นค่าของความง่ายก็ไม่เป็นไร ...ผมนั้นให้แล้วก็ให้เลย ถือเป็นวิทยาทาน ยังไงเสียผมก็ได้บุญอยู่แล้ว
ทั้งหมดทั้งมวล ผมก็อยากให้คนไทยเก่ง ดี มีความสุข ครับ โดยรู้จักนำธรรมะมาปรับใช้กับชีวิตทุกๆ ด้าน
ความเมตตาปราณีจักมีที่มากก็หาไม่ หลั่งมาชโลมใจดั่งฝนตกต้องตามธรรมชาติ ...ถ้าชอบเรื่องที่ผมเขียน ก็เลือกอ่านได้ที่นี่ https://www.gotoknow.org/user/...
ขอให้ประสบความสำเร็จทั้งการงาน ครอบครัว สุขภาพ และจิตใจนะครับ
. . .. (^_^) ....
-สวัสดีครับครู
-ตามมาให้กำลังใจก่อน
-รอเวลาเขียนคำตอบ
-วันละข้อ สองข้อ..ขอรับ
-"เราไม่สามารถเปลี่ยนคนทั้งโลกได้ แต่เราสามารถเปลี่ยนตัวเราเองได้"นะครับ
-น้อยๆ ค่อยชำนาญ หน้าที่...