คุณภาพชีวิตชนเผ่าบนพื้นที่สูงสุดย่ำแย่

สสส.หนุนเพิ่มทักษะชีวิตเพื่อให้อยู่รอด

สสส.ร่วมกับ ศ.ว.ท. เร่งใช้ฐานวัฒนธรรมเสริมสร้างสุขภาวะชุมชนบนพื้นที่สูง เพื่อแก้ปัญหา 12 ชนเผ่า ใน 6 จังหวัดภาคเหนือตอนบน ชี้การพลิกวิถีชีวิต-ความเป็นอยู่ตามนโยบายรัฐ ทำให้เกิดการช็อกทางวัฒนธรรมอย่างรุนแรง

          นายศักดา แสนมี่ ผู้อำนวยการศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมชาวไทยภูเขาในประเทศไทย (ศ.ว.ท./IMPECT) เปิดเผยว่า จากประสบการณ์ทำงานกับชุมชน หรือที่เรียกว่างานหน้าหมู่ มามากกว่า 25 ปี เช่น รณรงค์สิทธิชนเผ่าพื้นเมือง ซึ่งมี 42 ชาติพันธุ์ในประเทศไทย ทำให้มองเห็นปัญหาที่ชาวบ้านแต่ละชุมชนเจอ ทั้งด้านวัฒนธรรม ประเพณี การศึกษา การจัดการทรัพยากร รวมถึงสุขภาพ แต่ทาง ศ.ว.ท. ไม่มีโครงการรองรับเพื่อแก้ปัญหาในจุดนี้ จึงได้ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำนัก 6 ทำชุดโครงการ เสริมสร้างสุขภาวะชุมชนบนพื้นที่สูงบนฐานวัฒนธรรมชนเผ่าพื้นเมือง” สนับสนุนให้ชาวบ้านที่อยากแก้ไขปัญหาในพื้นที่ของตัวเอง พัฒนาเป็นโครงการนำเสนอเข้ามา โดยในปีแรกนี้ได้คัดเลือกไว้ประมาณ 30 โครงการ จาก 12 ชาติพันธุ์ ในพื้นที่ 6 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ เชียงราย พะเยา เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำพูน และน่าน

            นายศักดากล่าวถึงปัญหาสำคัญที่เกิดขึ้นกับประชาชนบนพื้นที่สูง ว่าวิถีการบริโภคกำลังเปลี่ยนแปลง เดิมคนต้องพึ่งพาตนเอง ปลูกเองกินเอง แต่ปัจจุบันต้องพึ่งพาตลาดมากขึ้น ก่อให้เกิดผลกระทบด้านสุขภาพ ไม่มีความปลอดภัยในการบริโภค ขณะเดียวบางชาติพันธุ์เกิดการช็อกทางวัฒนธรรมอย่างรุนแรง อาทิ ชาวเขาเผ่ามลาบรี หรือตองเหลือง เคยอาศัยและหากินกับป่าอย่างพอเพียง ไม่มีการกักตุนอาหาร ต้องการแค่ไหนก็เสาะหาแค่นั้น และย้ายที่อยู่อาศัยไปเรื่อยๆ ทำให้ป่าฟื้นตัวและยังความอุดมสมบูรณ์ได้ตลอด แต่ด้วยนโยบายรัฐ โดยเฉพาะปฏิบัติการทวงคืนผืนป่าตามแผนแม่บทแก้ไขปัญหาการทำลายทรัพยากรป่าไม้ การบุกรุกที่ดินของรัฐ และการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน ทำให้ต้องย้ายเข้ามาตั้งถิ่นฐานเป็นชุมชนอย่างมีหลักแหล่ง

            เด็กและวัยรุ่นอาจปรับตัวได้ เพราะเข้าสู่ระบบโรงเรียน เมื่อเรียนจบก็ทำงานข้างนอก ถูกระบบการศึกษาและสังคมดูดกลืนจนมองไม่เห็นคุณค่าของชาติพันธุ์ตนเอง ขณะที่วัยแรงงานออกไปทำงานรับจ้างนอกถิ่น เหลือเพียงผู้สูงอายุอยู่ในชุมชนที่ไม่คุ้นเคยมาก่อน ส่งผลให้ขาดศักยภาพในการหาอาหาร ไม่รู้จักการเพาะปลูก การถนอมอาหาร ซึ่งจากการพูดคุยกับผู้เฒ่าผู้แก่ของชนเผ่ามลาบรี ทำให้ทราบว่าพวกเขาคิดถึงป่ามาก เมื่ออาศัยอยู่ในป่าไม่เคยรู้สึกหิวโหย อยากกินอะไรในป่ามีหมด เจ็บป่วยก็มียารักษาจากป่า แต่เมื่อต้องเข้ามาอยู่ในชุมชนเป็นหลักแหล่ง วิถีชีวิตความเป็นอยู่พลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ ไม่มีอาหารธรรมชาติให้เก็บกิน แม้วัยแรงงานจะออกไปรับจ้างได้เงิน หากความรู้ไม่เท่าทันไม่เพียงพอเลี้ยงครอบครัว จึงติดหนี้แบบชดใช้อย่างไรก็ไม่มีวันหมด

            “จึงจำเป็นต้องใช้โครงการเข้าไปเสริมสร้างศักยภาพในการหาอาหาร และแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นของกลุ่มชาติพันธุ์ในแต่ละพื้นที่   เช่น ใน จ.น่าน มี 3 โครงการหลัก ได้แก่โครงการส่งเสริมทักษะชีวิตด้วยการเลี้ยงไก่ไข่ ชุมชนห้วยหยวก (มลาบรี) หมู่ 6 ต.แม่ขะนิง อ.เวียงสา เพื่อให้มีไข่ไว้เป็นอาหารโปรตีน หรือส่งเสริมเกษตรหลังบ้านความพอเพียงชุมชนภูฟ้า (มลาบรี) หมู่ 3 ต.ภูฟ้า อ.บ่อเกลือ เน้นให้ปลูกผัก แปรรูป ถนอมอาหาร เก็บไว้รับประทานในระยะยาว และโครงการอนุรักษ์พันธุ์พืชพื้นบ้านในไร่หมุนเวียนตามประเพณีวัฒนธรรมบ้านกอก หมู่ 8 ต.เชียงกลาง อ.เชียงกลาง ส่งเสริมให้กลุ่มชาติพันธุ์ถิ่น อ.เชียงกลาง  รวบรวมเมล็ดพันธุ์พืชดั้งเดิม แล้วให้คนในชุมชนยืมเมล็ดพันธุ์ไปปลูกให้แพร่กระจายมากขึ้น เมื่อได้ผลผลิตก็เก็บเมล็ดพันธุ์มาคืน เป็นต้น” นายศักดา กล่าวย้ำ

            ด้านนางเข็มเพชร เลนะพันธ์ รักษาการผู้อำนวยการสำนักสร้างสรรค์โอกาสและนวัตกรรม (สำนัก 6) สสส. กล่าวถึงความร่วมมือกับ ศ.ว.ท.ว่า เป็นองค์กรที่น่าเชื่อถือ และทำงานสนับสนุนการแก้ปัญหาของชุมชนชนเผ่าพื้นเมืองมานานกว่า 20 ปี ทำให้สมาคมมีชุดประสบการณ์การทำงานกับชุมชนชนเผ่าพื้นเมือง และมีฐานข้อมูลของชุมชนที่สนใจเข้าร่วมดำเนินงานโครงการอยู่แล้ว และการดำเนินงานของโครงการนี้ จะสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของ สสส. คือเน้นพัฒนา เสริมสร้างศักยภาพ และขีดความสามารถขององค์กรชุมชน รวมถึงเครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองให้เท่าทันกับความเปลี่ยนแปลงของปัจจัยต่างๆ ที่กระทบต่อสุขภาวะ และร่วมกันดำเนินงานกิจกรรมพัฒนาแบบมีส่วนร่วมกับภาคส่วนอื่นๆ อย่างแท้จริง เพื่อตอบสนองต่อการแก้ไขปัญหาเรื่องสุขภาวะชุมชนพื้นที่สูงบนฐานวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของตน

            นอกจากนี้การที่ ศ.ว.ท.ดำเนินงานในกลุ่ม องค์กรชุมชน และเครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองต่าง ๆ ด้วย ยังเป็นการกระจายโอกาสการทำงานสร้างเสริมสุขภาพสู่ภาคีองค์กรและเครือข่ายชนเผ่าพื้นเมือง เพื่อขยายแนวร่วมการทำงานสร้างเสริมสุขภาพในพื้นที่  ตลอดจนการส่งเสริมให้เกิดนวัตกรรมการทำงานอย่างสร้างสรรค์ตามบริบทของพื้นที่ ซึ่งสอดคล้องกับจุดเน้นของแผนสร้างสรรค์โอกาสและนวัตกรรมสุขภาวะเป็นอย่างยิ่ง

            ขณะที่ นายวีรพงษ์ เกรียงสินยศ  ผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อกลั่นกรองทางวิชาการของ สสส.กล่าวว่า ขณะนี้งานของ สสส.ที่ทำกับกลุ่มชาติพันธุ์มีหลายสำนัก แต่สำหรับสำนักสร้างสรรค์โอกาสและนวัตกรรม หรือสำนัก 6 เป็นการริเริ่มกับกลุ่มเล็กๆ เปิดโอกาสให้เขาทำงานกับมิติสร้างเสริมสุขภาพ ซึ่งเป็นมิติที่กว้างไกลมาก และโดยส่วนใหญ่จะไม่ได้พูดถึงมิติทางสังคมวัฒนธรรม ทั้งที่มิตินี้มีความหมายต่อการดำรงชีวิตและคุณภาพชีวิต ดังนั้นสำนัก 6 จึงเข้าไปสนับสนุนส่วนนี้ เพื่อให้กลุ่มคนเล็กคนน้อยได้ทำงานเกี่ยวกับการสร้างเสริมสุขภาพ ส่วนการเปลี่ยนแปลงหรือผล ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2-3 ปีขึ้นไป

            “ปีแรกอาจเป็นปีของการริเริ่ม แต่ถ้ามองเฉพาะปีแรกก็คิดว่ามีความหมายและได้ผล เพราะงานสร้างเสริมสุขภาพ หัวใจคือการรวมกลุ่ม ทำให้องค์กรหรือชุมชน มีความเข้มแข็งขึ้น ส่งผลถึงการคลี่คลายหรือแก้ปัญหาในประเด็นสุขภาพต่างๆ ได้ และทางสำนัก 6 อยากเปิดโอกาสให้คนที่อยู่ในเมืองไทยทุกคนเข้าถึงแหล่งทุน เพื่อทำงานให้กับชุมชนท้องถิ่นของตัวเอง รวมถึงทำในสิ่งที่ตอบสนองต่อพื้นที่ ชุมชน หมู่บ้านของตัวเองอย่างแท้จริง แต่ก็ต้องมีการติดตามประเมินผลเพื่อช่วยสนับสนุนให้งานบรรลุผล ไม่ใช่ให้ทุนแล้วปล่อยไปเลย เพียงแต่ผลสัมฤทธิ์ในปีแรกอาจยังไม่ถึง 100 ต้องทำต่อเนื่องไปอีก 2-3 ปี”

            นายวีรพงษ์ ยังกล่าวอีกว่า กิจกรรมหรือโครงการเกี่ยวกับการเกษตรที่นำใช้อยู่ในชุดโครงการ “เสริมสร้างสุขภาวะชุมชนบนพื้นที่สูงบนฐานวัฒนธรรมชนเผ่าพื้นเมือง”  สามารถใช้ได้แทบจะทุกกลุ่ม แม้กระทั่งเกษตรในเมือง เพราะงานด้านเกษตรใกล้ชิดกับมนุษย์มาก มนุษย์กับเกษตรเติบโตมาด้วยกัน เมื่อเป็นสังคมเมืองก็จะเป็นเกษตรในเมือง หรือสวนผักคนเมือง ที่ไม่ใช่แค่ปลูกผัก แต่เลี้ยงสัตว์ด้วย จึงคิดว่าโครงการเหล่านี้จะสามารถนำไปใช้แก้ปัญหากับทุกกลุ่มได้ เนื่องจากมนุษย์ทุกคนบนโลกล้วนเป็นชนเผ่าใดชนเผ่าหนึ่ง เพียงแต่ว่าบางชนเผ่าคือชนเผ่าพื้นเมืองเล็กๆ ที่ในอดีตอาจไม่ได้รับการสนับสนุน แต่ทุกวันนี้ก็ได้รับการสนับสนุนมากขึ้น การถ่ายเทตัวอย่าง ความคิดสร้างสรรค์ หรือกิจกรรมเหล่านี้ จึงสามารถใช้กับมนุษย์ทุกคน

            ที่สำคัญ ในปี 2560 ยังครบรอบ 10 ปีปฏิญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยสิทธิชนชนเผ่าพื้นเมือง โดยวันที่ 9 สิงหาคมของทุกปี ถือเป็นวันสากลของชนเผ่าพื้นเมืองโลก และอันที่จริงแล้วสิทธิของชนเผ่าพื้นเมือง ก็คือสิทธิมนุษยชน ที่ย่อมมีโอกาสเข้าถึงโอกาสในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นสาธารณสุข การศึกษาขั้นพื้นฐาน ดังนั้นงานที่สำนัก 6 ทำ ก็จะช่วยสนับสนุนให้เขามีโอกาสเข้าถึง และมีสิทธิพื้นฐานในการดำรงชีวิตอยู่ และมีสุขภาพที่ดี