ได้อ่าน 5 หลุมพรางนักภาวนา ของ อ.พศิน อินทรวงค์ เตือนเราได้ดีมากๆ ดูเหมือนท่านจะบอกเป็นนัยๆว่า เราน่ายึดทางสายกลาง แต่ต้องมั่นคงในสติ สัมปชัญญะ ให้รู้สึกตัวและฝึกวางอุเบกขาบ่อยๆจนเป็นปกติวิสัย อย่างมีดุลยภาพ จึงขออนุญาตนำมาให้ได้อ่านกันครับ
********************
ท่านผู้ต้องการเอาชนะทุกข์ทั้งหลาย แม้เราโถมทุ่มความเพียรฟาดฟันกับกิเลสไปแล้วเท่าไหร่ แต่ขึ้นชื่อว่ากิเลส มีหรือที่เราจะเอาชนะมันได้ง่ายๆ ธรรมชาติของกิเลสย่อมนำหน้าเราอย่างน้อย 100 ก้าวเสมอ เรา ทุกคนจึงไม่ควรประมาท นิ่งนอนใจว่าฉันไปไกลกว่ากิเลส เก่งกล้ากว่ากิเลส ฉบับนี้ผมขอนำเสมอหลุมพรางที่พบได้บ่อยๆ “ขุดโดยกิเลส ตกหลุมโดยนักปฏิบัติ” เป็นกลเกมของกิเลสที่ทำให้นักปฏิบัติหลายคนพลาดท่าเสียที ขอให้นักปฏิบัติทั้งหลายจงตรวจสอบดูว่า ท่านอยู่ในข้อใดข้อหนึ่งบ้างหรือไม่ จะได้เร่งปรับเปลี่ยนแก้ไข เพื่อให้เกิดความก้าวหน้าทางธรรมต่อไป
1. ปล่อยวางจนกลายเป็นความขี้เกียจ
ในกลุ่มนี้เกิดจากสามารถละวางสิ่งต่างๆได้ตามสมควร จึงไม่ค่อยทุกข์ร้อนกับเรื่องอะไร มีเรื่องอะไรเข้ามากระทบก็ปลงตกได้เร็ว จิตมีความสงบเย็นทางธรรมอยู่เป็นนิจ เป็นกลุ่มที่มักคิดถึงความตายเป็นอารมณ์ นิพพานเป็นอารมณ์ คิดถึงการเวียนว่ายตายเกิดบ่อยๆ คิดถึงความว่างเป็นอารมณ์ เป็นกลุ่มนักปฏิบัติธรรมที่ค่อนข้างมีสมาธิดี เมื่อมีอะไรเกิดขึ้น ก็จะนำเรื่องที่เห็นมาโยงเข้ากับเรื่องราวของการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป นับเป็นจิตที่ฟุ้งซ่านน้อย แต่จะออกไปทางเซื่องซึม ทำให้เกิดความย่อหย่อนในการทำงาน ปล่อยชีวิตไปเรื่อยๆ อย่างไร้จุดหมาย สามารถแก้ไขให้ดีขึ้นด้วยการเจริญวิปัสสนาให้มาก อยู่กับปัจจุบันให้มาก
2. รู้ธรรมะมากจนกลายเป็นคนฟุ้งซ่าน
ในกลุ่มนี้เกิดจากคิดวิเคราะห์มาก มักเป็นกลุ่มคนที่ใช้สุตมยปัญญา คือปัญญาที่เกิดจากการอ่าน การฟัง และจินตามยปัญญา คือปัญญาที่เกิดจากการคิดวิเคราะห์ คนกลุ่มนี้จะเน้นยกสิ่งรอบตัวมาพิจารณา ชอบศึกษาธรรมะในมุมมองของสังคม ปรัชญา และเหตุผล แต่ปฏิบัติทางจิตน้อย ทำให้หลงไปกับธรรมะต่างๆ ที่ตนเองตรึกตรองมาได้ ทว่าไม่สามารถเข้าถึงได้ในระดับสภาวะ คนกลุ่มนี้มักเป็นคนพูดมาก นิยมการวิพากษ์วิจารณ์ และสามารถมีเหตุผลได้ล้ำลึก เนื่องจากรู้จักธรรมะมาก ธรรมะที่รู้มาจึงตลบหลังทำให้กลายเป็นผู้ที่ส่งจิตออกนอกอยู่เสมอ เรียกว่าเรียนธรรมะจากนอกตัว แต่ไม่ชอบเรียนธรรมะจากในตัว วิธีแก้คือ ให้เจริญวิปัสสนามากๆ ลดการพูด การวิพากษ์วิจารณ์ให้น้อย กำกับกายวาจาด้วยศีลห้า ธรรมะที่มีอยู่ก็จะพัฒนาจากธรรมะแบบจำได้หมายรู้ ไปสู่ภาวะความเข้าใจธรรมในระดับจิต
3. ยึดมั่นกฎแห่งกรรมในแง่มุมที่ผิดพลาด
คนกลุ่มนี้มีความเชื่อเรื่องกรรมสูง แต่ไม่เข้าใจรอบด้าน ทำให้กลายเป็นคนไร้ความเมตตา เพราะไปคิดว่าทุกคนมีกรรมเป็นของตนเอง เมื่อพบเห็นเหตุการณ์อะไร ก็มักนำเรื่องกฎแห่งกรรมเข้าไปจับ โดยมีความเห็นว่า อะไรๆ ก็เป็นเพราะกรรมเก่า คนนี้ลำบากก็เพราะกรรมเก่า คนนั้นถูกคนรักทิ้งก็เพราะกรรมเก่า เจออุบัติเหตุก็เพราะกรรมเก่า แผ่นดินไหวมีคนตายก็เพราะกรรมเก่า ใครจะสุขหรือทุกข์ก็เพราะกรรมเก่า ทุกคนเคยทำอะไรไว้ ก็จะได้รับผลกรรมนั้นตอบแทน ซึ่งการคิดเช่นนี้ก็ไม่ผิด แต่หากคิดแล้วขาดการเอาใจเขาไปใส่ใจเรา ย่อมทำให้กลายเป็นคนไม่รู้ร้อนรู้หนาว ละเลยต่อการช่วยเหลือเพื่อนร่วมทุกข์เกิดแก่เจ็บตายโดยไม่รู้ตัว วิธีแก้ไขคือ ให้เจริญพรหมวิหารสี่ให้มาก จิตใจที่เคยเชยชาก็จะอ่อนโยนลงได้
4. ศรัทธาจนกลายเป็นความยึดติด
คนกลุ่มนี้เป็นบุคคลที่มีความศรัทธาสูง ชอบทำบุญทำทานเป็นชีวิตจิตใจ กลัวบาปกรรม ปฏิบัติตนอยู่ในศีลธรรมความดี เป็นกลุ่มคนที่วางตนอยู่ในกรอบของศีลธรรม แต่ขาดหลักคิดแบบโยนิโสมนสิการ คือยึดมั่นในตำรามากจนไม่นำหลักธรรมไปคิดทบทวนถึงเหตุผล ทำให้ขาดความแยบคายในธรรม จึงพลาดไปจากเป้าหมายสูงสุด นั่นคือ การมีปัญญาเป็นของตนเอง วิธีแก้คือ หมั่นเจริญหลักคิดแบบโยนิโสมนสิการ และหลักกาลามสูตรบ่อยๆ น้อมเอาหลักธรรมที่ศึกษามาเป็นอารมณ์วิปัสสนาในชีวิตประจำวัน ศรัทธาและความรู้ทางธรรมที่มีอยู่ บวกกับปัญญาซึ่งไม่ได้เกิดจากสัญญาลากไป ก็จะทำให้จิตสามารถพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว
5.มีปัญญามาก จนลำพองในธรรม
คนกลุ่มนี้โดยมากจะเน้นการเจริญวิปัสสนาเป็นหลัก สามารถรับรู้ความคิด และสภาพจิตของตนได้ตามความเป็นจริง ทำให้รู้สึกว่าตนเองเป็นผู้มีปัญญาหลักแหลมกว่าคนอื่น เป็นเหตุให้ปัญญาตลบหลัง ถูกสัญญาที่แฝงตัวเข้ามาลากไปรวมกับกิเลส เป็นกิเลสซ้อนกิเลส ส่งผลให้เกิดการแบ่งเขาแบ่งเรา มีทิฐิมานะ ไม่ค่อยเปิดใจรับการตักเตือนจากบุคคลอื่นได้ง่าย เพราะคิดว่าตนเองรู้ทุกอย่าง วิธีแก้ไขคือให้รู้จักคุณธรรมของความอ่อนน้อมถ่อมตน ฟังคำตักเตือนของกัลยาณมิตรรอบตัว และเจริญสมถะกรรมฐานให้มากขึ้น เมื่อจิตมีพลังสมาธิทัดเทียมกับปัญญา ก็จะเกิดความก้าวหน้าทางธรรมได้อย่างแท้จริง
นอกจากหลุมพรางทั้งห้าข้อนี้แล้ว ในการปฏิบัติธรรมนั้นยังมีหลุมพรางอีกหลายๆ ประการด้วยกัน ซึ่งผู้ปฏิบัติจะต้องหมั่นสำรวจตรวจสอบตนเอง คุณธรรมทั้งหลายที่มีอยู่ในคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้านั้น เปรียบดังเครื่องมือ ที่ผู้ปฏิบัติทุกคนต้องใช้ให้ครบทุกชนิด ทั้งวิธีคิด วิธีกำกับกายวาจา วิธีกดข่มกิเลสเบื้องต้น วิธีลดความฟุ้งซ่าน วิธีหาอุบายธรรม และวิธีขัดเกลาจิตใจให้รู้เห็นสิ่งต่างๆ ตามความเป็นจริง ทุกอย่างที่พูดมานี้จะต้องเดินไปพร้อมๆ กันอย่างสมบูรณ์ ไม่เช่นนั้นอาจส่งผลให้การปฏิบัติขาดสมดุลยภาพ ทำให้เกิดเป็นวิปัสสนูปกิเลสได้ หมายความว่าเกิดกิเลสที่แฝงมากับการพัฒนาจิต ทำให้การปฏิบัติผิดทิศผิดทาง ปฏิบัติธรรมแต่ไม่ได้ธรรม กลับสร้างกรรมเข้ามาแทนที่โดยไม่รู้ตัว!
ที่มา
https://www.facebook.com/talkt...
#พศิน_อินทรวงค์
