ผมเป็นสมาชิก Netflix มาสักพักได้มีโอกาสดูหนังนอกกระแสหรือหนังแปลกๆหลายเรื่อง เรื่องล่าสุดเป็นหนังจากสาธารณรัฐเชคเรื่อง The Devil’s Mistress ...หนังเป็นอัตชีวประวัติของดาราสาวที่ดังที่สุดของเชคชื่อ Lída Baarová  ซึ่งมีชีวิตอยู่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ...สมัยก่อนหน้าสงครามโลกครั้งที่ 2 เยอรมันเริ่มเรืองอำนาจฮิตเลอร์เข้ามาเป็นผู้นำ   ศูนย์กลางของยุโรปอยู่ที่เยอรมัน  ลิด้าประสบความสำเร็จอย่างสูงที่ประเทศของตัวเองก็เจอแมวมองชักนำไปลองคาสติ้งดูที่เยอรมันถึงแม้จะมีอุปสรรคด้านสำเนียงทางเยอรมันก็หาครูมาติวจนเธอพูดสำเนียงเยอรมันได้เหมือนคนเยอรมันหนังเรื่องแรกประสบความสำเร็จด้วยดีเธอเป็นขวัญใจชาวเยอรมันแม้กระทั่งฮิตเลอร์ยังเชิญเธอไปพบสองต่อสองที่ทำเนียบประธานาธิบดี 

ชีวิตดั่งความฝันเธอได้กลายเป็นภรรยาของดาราชื่อดังอีกคนแต่ก็เจอปัญหาเนื่องจากยังไม่หย่าจากภรรยาคนเดิมแถมมีลูกติดแต่ก็ไปกันได้  วันหนึ่งเธอพบกันกอปเปลรัฐมนตรีกระทรวงโฆษณาชวนเชื่อ ..คนสนิทของฮิตเลอร์ที่ก็ชอบเธอด้วยเธอติดปัญหาหลายเรื่องกอปเปลก็ช่วยเคลียร์ให้แต่ก็ไม่มีอะไรมากกว่านั้นกอปเปลพยายามขอเป็นคู่รักกับเธอแต่เธอก็ไม่ยอมแต่ที่สุดเนื่องจากไปหากอปเปลบ่อยด้วยเหตุผลเรื่องงานแสดงเพราะกอปเปลรับผิดดชอบอุตสาหกรรมหนังในเยอรมันอยู่ ...สามีเกิดหึงหวงที่สุดก็ทนไม่ได้เลยหนีไปหากอปเปลและตกเป็นภรรยาน้อยกอปเปล ...กอปเปลรักผู้หญิงคนนี้มาก   ทุกอย่างดูดีมีวันหนึ่งมีแมวมองจากฮอลลีวู๊ดมาหาและชวนไปแสดงหนังที่อเมริกาพร้อมเตือนว่าเยอรมันนีมีปัญหาสาวน้อยลังเลแต่ก็เลือกที่จะไม่ไป 

ในขณะเดียวกันภรรยาหลวงของกอปเปลก็ไปร้องเรียนกับฮิตเลอร์ ...ฮิตเลอร์เลยบอกให้กอปเปลเลิกกับลิด้าเพราะกอปเปลมีหน้าที่ต้องทำตัวเป็นตัวอย่างให้ชาวเยอรมันเห็นเอาเรื่องส่วนตัวมาปนไม่ได้กอปเปลเลยจำใจเลิก  เมื่อถูกเลิกทุกอย่างพังทลายไม่มีใครจ้างงานที่สุดลิด้าหนีกลับมาในประเทศตัวเองแต่ก็ไม่ได้รับการยอมรับที่สำคัญพอเยอรมันแพ้ทุกคนที่เกี่ยวข้องรวมทั้งลิด้าถูกไล่ล่าลิด้าถูกหาว่าเป็นคนทรยศถูกยึดทรัพย์สินครอบครัวพังพินาศแม่ถูกทรมานจนตายระหว่างสอบสอนน้องสาวถูกกีดกันจากวงการบันเทิงจนไม่มีที่ไปและฆ่าตัวตายในที่สุด  แม้ภายหลังจะพ้นโทษแต่ก็ยังเป็นอะไรที่หลอกหลอนลิด้าไปทั้งชีวิต  

เรื่องนี้ถ้าสรุปเป็นสุภาษิตแบบไทยๆน่าจะเป็นคบคนพาลพาลพาไปหาผิดคบบัณฑิตบัณฑิตพาไปหาผล”  

ภาพที่เห็นคือลิด้าหลงรักคนพาลคนพาลเลยพาลงนรก  ...ลิด้าไม่มีบัณฑิตเลยในชีวิต  

จริงๆยังดีครับยังไงหนังเรื่องนี้สอนถึงกรใช้ชีวิตครับปรากฏการณ์ความสำเร็จของลิด้าเกี่ยวกันพกับตัวเองและผู้อื่นทำให้ผมนึกถึงเรื่อง Giver Taker และ Matcher  ผมนึกถึง Adam Grant ครับเป็นอาจารย์ที่ U. Penn

อาจารย์ทำงานเรื่องจิตวิทยาองค์กรมาหลายปี ...อาจารย์มักจะเจอคนกลุ่มหนึ่งที่เมื่อเวลาเจอคนอื่นจะคิดอะไรหรือทำอะไรออกมาในทางว่าคุณจะช่วยอะไรฉันได้บาง”  คนกลุ่มนี้เรียกว่า Taker อีกกลุ่มจะเป็นพวกที่คิดอยู่เสมอว่าผมจะช่วยอะไรคุณได้บ้างกลุ่มนี้อาจารย์เรียกว่า Giver   อาจารย์บอกบางทีเราก็เป็น Giver บางทีเราก็เป็น Taker อาจารย์บอกว่ามีคนหนึ่งที่อยู่ตรงกลางก็คือ Matcher คือคนที่มีบทบาททั้งรับทั้งให้ ..ประมาณว่ายื่นหมูยื่นแมว..  Matcher เหมือนเป็นผู้เชื่อมต่อครับ 

จากงานวิจัยของอาจารย์คนที่จนสุดประสบความสำเร็จน้อยและมากี่สุดสุดคือพวก Giver เพราะมัวแต่ให้คนอื่นดูแลคนอื่นจนงานตัวเองไม่ดี  แต่กลับเป็นคนที่ทำให้องค์กรประสบความสำเร็จเพราะชอบแบ่งปันความรู้ชอบช่วยองค์กรทีมจะดีขึ้นคนอยู่นานขึ้น Giver ถ้าประคับประคองไม่ดีอาจไม่ก้าวหน้าแต่ถ้าประคับประคองดีก็ไปโลด 

แต่ใครไปไกลก็พวก Taker ครับ ..แต่ก็ไประยะหนึ่งเพราะไม่ยั่งยืน  เพราะมีปัญหาพวกนี้เอาแต่ได้ในระยะยาวจึงไปไม่รอด ...  ใครทำให้พวกนี้มีปัญหาก็พวก Matcher ครับพวก Matcher จะมีอิทธิพลรู้ใครดีไม่ดีและอาจเป็นฝ่ายทำลาย Taker เสียเอง  อาจารย์ Adam บอกว่าถ้าในองค์กรมี Taker ...จะทำลายบรรยกาศการดูแลการให้การช่วยเหลือ .. ควรเอาออกไปครับ 

ผมดูเรื่องน้ีจะเห็นชัดว่า Lida สาวสวยเป็น Taker ครับ ..มองหาตลอดเวาว่าคนข้างหน้าจะเป็นประโยชน์อะไรกับตัวเอง .. 

Giver มีอยู่รอบตัวครับได้แก่บรรดาแฟนๆและทีมงานโรงถ่ายที่พยายามช่วย Lida อย่างไม่ได้หวังผลตอบแทน  หลายคนจนกว่า Lida 

Matcher จริงๆที่เชื่อมโยง Lida ที่เป็น Taker ก็มีหลายคนตั้งแต่แมวมองที่ดึง Lida ไปแสดงในเยอรมันนีและพยายามช่วย Lida ให้ไปเจอแมวมองจากฮออลลี่วู๊ดซึ่งก็เป็น Macther อีกคน Matcher พวกนี้เป็นนักธุรกิจที่พยายามเชื่อมโยง Lida ไปสู่สิ่งดีๆและรู้ว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้นกับเยอรมัน  

แต่ลิด้ากลับไปเลือก Matcher ตัวพ่อที่เป็นปีศาจนั่นคือกอปเปล..กอปเปลเป็น Matcher ตัวพ่อของอาณาจักรไรท์ที่สาม  ...

Lida คิดอย่างเดียวคือทำอย่างไรจะได้ผลประโยชน์สุดและที่สุดก็ตลกหลุ่มรักกอปเปลที่เชื่อมโยงทุกอย่างในเยอรมันและเมื่อความรักไปต่อไปไม่ได้และอาจทำให้ Macther อย่างกอปเปลเสียผลประโยชน์นั่นเอง Matcher ก็เอาฝ่ามือปิดฟ้าหันมาฆ่า Lida ทางอาชีพด้วยการปิดกั้นทุกช่องทางทำมาหากิน..ไม่มีใครกล้ามาเป็น Macther ทางธุรกิจอีกและจ้างงาน Lida อีก Lida จบชีวิตการเป็นนักแสดงในเยอรมัน ..และก็เป็น Giver คนที่ให้อย่างไม่หวังผลตอบแทนในกองถ่ายที่ Lida ไม่เคยเห็นหัวนั่นเองที่พาหนีกลับประเทศ 

และก็เป็น Macther ในเชคอีกที่หันมาเอาเรื่อง Taker อย่างลิด้า เพราะมองว่าลิด้าเคยเป็นเมียลับของอาชญากรสงคราม ทรัพย์สมบัติที่ได้มาไม่ชอบด้วยกฏหมาย แถมถูกกล่าวหาเป็นสายลับ...และลิด้าก็ถูกดำเนินคดีจาก Matcher ที่เคยเป็นแฟนคลับ จนชีวิตตกต่ำ

ถ้าถามว่าใครทำร้ายลิด้าคนสวย...ก็ต้องบอกว่าตัวเธอเองบุคลิกเธอเองครับ เธอเป็น Taker ตัวแม่ ..ที่บังเอิญไปรัก Matcher ตัวพ่อ..ลงนรกเห็นๆ

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

  1. อย่าเป็นเลย Taker 
  2. ถ้าจะไปให้ไกลเป็น Matcher หรือ Giver ดีกว่าแต่ต้องเป็นคนดีคุณจะเปลี่ยนองค์กรทำให้องค์กรทรงพลังไปได้ไกลสังคมก็ไปได้ไกล
  3. ถ้าจะคบหาใครให้ดูหน้าดูหลังดูศีลธรรมประกอบ ...  ไม่งั๊นชีวิตคุณอาจพังทลายด้วย Matcher คนนั้นหรือไม่ก็เป็น Matcher คนอื่นเข้าไปทำลายคุณครับ 
  4. อาจารย์ Adam บอกว่าเราควรกำจัด Taker ออกจากองค์กรแล้วส่งเสริมให้ Giver ก้าวหน้าเปล่งประกายออกมา ..Giver บางคนพูดไม่เป็นหรือปากเสียแต่จริงๆองค์กรขาดเขาไม่ได้ ..ต้องดึงออกมา
  5. เอา Taker เข้าไปหนึ่งคนอาจทำลายได้ทุกอย่างที่คุณสร้างมา .. ต้องไม่เอาไว้ 
  6. ต้องสังเกตให้ออก... อาจารย์แนะนำว่าวิธีสังเกตว่าใครเป็น Taker ให้ดูจะประสาทๆหน่อย ..ที่สำคัญลองถามดูว่าใครที่มีส่วนต่อความสำเร็จของเขา..เขาจะพูดออกมาเฉพาะคนที่ต่ำกว่า...แต่ถ้าเป็น Giver จะพูดถึงคนที่สูงกว่าเขา ...จริงเท็จแค่ไหนลองไปพิสูจน์กันดู  
  7. ในศาสนาพุทธท่านให้ดูเรื่องกัลยาณมิตรประมาณว่าเป็นคนมีคุณธรรม .. ลองดูเรื่องกัลยาณมิตรต่อได้ที่นี่   http://thaihealthlife.com/%E0%...
  8. ถามตัวเองว่าจะให้อะไรกับคนอื่น จะเชื่อมโยงคนดีๆ ทำให้สร้างพื้นที่ให้คนดีได้อย่างไร ดีกว่าจะถามว่าคนที่อยู่ตรงหน้าจะให้อะไรกับเรา 
  9. สุดท้ายจะบอกว่าคนเราไม่ได้อยู่ด้วยตัวคนเดียว ..  ความสำเร็จของเรามีส่วนมาจากคนรอบข้างเราต้องไม่เป็น Taker อย่างเดียวเป็น Macther หรือไม่ก็ Giver และคุณต้องดีด้วย ..ในขณะเดียวกันต้องเลือกคบคนด้วย 

วันนี้พอเท่านี้เพียงเล่าให้ฟังลองเอาไปพิจารณาดูนะครับ

บทความโดยดร.ภิญโญรัตนาพันธุ์

www.aithailand.org