ชีวิตที่พอเพียง 3092. เที่ยวกาญจนบุรี


 สมัยไปทำงานที่คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ อยู่กว่ายี่สิบปี  สาวน้อยไปริเริ่มโครงการผลิตวิสัญญีพยาบาลไว้    สำหรับทำหน้าที่ช่วยวิสัญญีแพทย์ซึ่งมีสภาพขาดแคลนในขณะนั้น    และยังขาดแคลนอยู่ในปัจจุบัน    

บัดนี้ เวลาล่วงเลยมากว่าสี่สิบปี    ลูกศิษย์วิสัญญีพยาบาลต่างก็ได้ดิบได้ดี    และชวนกันไปเที่ยวหรือกินเลี้ยง    และชวนอาจารย์ใหญ่สองคน  คือ ศ. พญ. อมรา พานิช  กับ ผศ. พญ. มยุรี วศินานุกร ซึ่งอยู่ในวัยเกิน ๗๐ ปี ทั้งคู่ ไปเที่ยวด้วย   

วันที่ ๖ มกราคม ๒๕๖๑ เขานัดไปเที่ยวกาญจนบุรี    เป้าหมายหลักคือไปเที่ยว เมืองมัลลิกา รศ. ๑๒๔   ผมว่างพอดีจึงอาสาขับรถพาสาวน้อยไป และตกลงกันที่จะค้าง ๑ คืน    จองโรงแรมได้ที่ รอยัล ริเวอร์แคว รีสอร์ท ในราคาคืนละ ๒,๑๕๐ บาท 

เราไปกันทั้งหมด ๘ คน    รถ ๓ คัน    คันหนึ่ง (๓ คน) ไปกลับภายใน ๑ วัน    อีกคันหนึ่ง (๓ คน) ไปนอนค้างที่สังขละบุรี    คันสาวน้อยกับผม ค้างที่ริมแม่น้ำแควใหญ่นอกเมืองกาญจน์

เป้าหมายของเรามีง่ายๆ คือ ไปชมสะพานข้ามแม่น้ำแคว  แล้วกินอาหารเที่ยงที่นั่น    แล้วจึงไปเที่ยวเมืองมัลลิกา    

การเดินทางท่องเที่ยวในเมืองไทยสะดวกมาก    ไปกาญจนบุรีขับรถสบายกว่าสมัยก่อน    เพราะมี Google Map บอกทางสะดวกให้    เขาพาเราไปทางลัด และรถไม่คับคั่ง     เราไปถึงบริเวณสะพานข้ามแม่น้ำแควก่อน ๑๑ น.   

บริเวณนี้เป็นจุดที่คนนิยมไปเที่ยว    คือเป็นสถานที่ประวัติศาสตร์ทางรถไฟสายมรณะ สมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒    ผมสังเกตว่าบริเวณริมสะพาน และชายฝั่งแม่น้ำ ได้รับการจัดภูมิสถาปัตย์สวยงามเป็นระเบียบเรียบร้อยสะอาดกว่าสมัยก่อน   

ที่น่าชื่นชมคือเขามีเก้าอี้นั่งพัก และถ่ายรูปกับวิวสะพานได้สวยงาม                                                

จุดที่คนนิยมไปถ่ายรูปคือบนสะพาน    มีคนคับคั่ง    สักครู่ก็มีขบวนรถไฟมาจอดอยู่พักใหญ่    นักท่องเที่ยวกรูกันเข้าไปเซลฟี่กับหัวรถจักร    จนในที่สุดเจ้าหน้าที่รถไฟเข้าไปขอให้คนหลีกออกจากรางรถไฟ ให้ขบวนรถแล่นข้ามสะพาน    ขบวนรถไปสุดทางที่สถานีน้ำตก  

เราเคยตามเสด็จสมเด็จพระเทพรัตน์ฯ ไปเที่ยวกาญจนบุรี ดังเล่าไว้ที่ ()   

เรากินอาหารเที่ยงที่ภัตตาคาร คีรีธารา ที่ใหญ่มาก อยู่ริมแม่น้ำแควใหญ่    เดินไปจากสะพานเพียง ๑๐๐ เมตร    เนื่องจากอากาศร้อน เราจึงเลือกนั่งในห้องแอร์    อาหารอร่อยเกือบทุกอย่าง    เป็นครั้งแรกที่ผมรู้จัก “มะพร้าวแก้ผ้า” จากที่เขาซื้อจากบริเวณเชิงสะพานข้ามแม่น้ำแควมาแจกคนละ ๑ ผล    เป็นมะพร้าวอ่อนที่เอาเปลือกและกะลาออกหมด เหลือแต่เนื้อและน้ำข้างใน    เป็นวิธีเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์การเกษตรที่น่าชื่นชมมาก 

ทีมพยาบาลเขา เซอร์ไพร้ซ์ อาจารย์หมอมยุรี ด้วยการเตรียมเค้กวันเกิดมาจุดเทียนร้องเพลงอวยพรวันเกิด    แถมยังเป็นเค้กส้มที่อาจารย์หมอมยุรีชอบเสียด้วย    แต่เค้กชิ้นโตมาก กินได้ไม่ถึงครึ่งแม้จะอร่อยมาก    เราก็โดยน็อคมาตั้งแต่อาหารคาวและมะพร้าวอ่อนแล้ว   

จากบริเวณสะพานข้ามแม่น้ำแควไปเมืองมัลลิกา ระยะทางยี่สิบกว่ากิโลเมตร    ถนนสี่เลนขับรถสบาย (ถนน ๓๒๓) ทางไปปราสาทเมืองสิงห์    เมื่อไปถึงเอารถไปจอด ทีมพยาบาลก็ไปจัดการซื้อตั๋วค่าเข้าชม    ราคาคนละ ๑๕๐ บาท    แต่ผู้สูงอายุ (เกิน ๖๕ ปี) ลดเหลือ ๑๐๐  

การไปเที่ยวเมืองมัลลิกาให้สนุกต้องสมมติตัวเองให้เป็นคนใน รศ. ๑๒๔ คือ พ.ศ. ๒๔๔๙ สมัยรัชกาลที่ ๕    เริ่มจากไปเช่าชุดไทยโบราณพร้อมเครื่องประดับ    ราคา ๒๐๐ - ๓๐๐ บาท ซึ่งนับว่าไม่แพงเลย สำหรับชุดที่สะอาดซักใหม่   และชุดเครื่องประดับครบชุด คือเข็มขัด  สร้อยคอ  สร้อยหรือกำไลข้อมือ  และต่างหู    เมื่อแต่งตัวอย่างนี้แล้วก็ต้องมีกล้องถ่ายรูปพร้อมไม้เซลฟี่ ที่ทีมพยาบาลเขาเตรียมมาอย่างดี  

แล้วก็ต้องใช้สตางค์แดง หรือสตางค์มีรู    ซึ่งแลกได้ในราคา ๑ สตางค์สมัยโน้น = ๕ บาทสมัยปัจจุบัน    และที่ “แบงก์สยามกัมมาจล สาขาแพร่ง”    และ “สาขาบางรัก” ซึ่งอยู่ในเมืองมัลลิกา     การใช้เงินสมัยโบราณซื้อสินค้าในร้านโบราณ แม่ค้านุ่งกระโจมอก ผ้าโจงกระเบน ถ่ายรูปเก็บไว้ น่าจะสนุกสนานชื่นมื่นมาก

คนที่เข้าชมประมาณครึ่งหนึ่งเช่าชุดแต่งกายยุค ๑๑๒ ปีก่อน     มีเขยฝรั่งกับสาวไทยหลายคู่แต่งชุดดังกล่าว น่าเอ็นดูดี    จากเสียงคุยกัน มีคนพม่ามาชมหลายครอบครัว    เพราะที่นี่ห่างจากชายแดนเมียนมาร์ไม่มาก    ประเทศไทยต้องมียุทธศาสตร์ทำมาหากินกับคนของประเทศเพื่อนบ้านที่ฐานะดี   

สาวน้อยไม่ได้ทำสิ่งเหล่านั้นเลย   เราเพียงเดินชมและถ่ายรูป    แต่อาจารย์หมอมยุรีกับ ๔ พยาบาล(ไม่)สาวจัดเต็ม และสนุกสนานกันเต็มที่    แต่สาวน้อยแบตหมดตรงตามเวลา คือประมาณบ่ายสามโมง    เราจึงลาจากคณะ และขับรถไปโรงแรม รอยัล ริเวอร์แคว รีสอร์ท ที่อยู่ห่างออกไป ๒๔ ก.ม. บนถนนสายเดียวกันคือ ถนนหมายเลข ๓๒๓  

เมื่อเจ้าหน้าที่โรงแรมเห็นว่าสาวน้อยเป็นผู้สูงอายุที่เดินไม่ถนัด    เขาก็ให้เราจอดรถในที่จอดพิเศษซึ่งอยู่ใกล้    แต่ทางเดินไปห้องพัก ๓๐๗ อาคาร C ก็ไกลพอสมควร    ผ่านสระว่ายน้ำมีแต่ฝรั่ง     ถามเจ้าหน้าที่บอกว่าโรงแรมนี้คนมาพักส่วนใหญ่เป็นฝรั่ง    ช่วงเวลาที่มากันมากคือเดือน กรกฎาคม สิงหาคม ตอนโรงเรียนปิด เขาขนกันมาทั้งครอบครัว     ในช่วงธันวาคม มกราคม ฝรั่งมักมาฮันนีมูน   โรงแรมนี้บริเวณกว้างขวางมาก และจัดสถานที่ร่มรื่น    ตอนค่ำผมออกไปเดินกินบรรยากาศ    ได้ความสงบและสดชื่นมาก    ผมชื่นชมมากที่เขาออกแบบภูมิสถาปัตยกรรมให้ริมแม่น้ำเป็นพื้นที่ทางเดิน และมีม้านั่งให้นั่งรับบรรยากาศแม่น้ำตลอด    คือให้ริมน้ำเป็นพื้นที่สาธารณะสำหรับผู้มาพักทุกคน    ไม่ใช่เฉพาะคนที่มาพักที่ห้องพักพิเศษเท่านั้น       

ตอนค่ำผมชวนสาวน้อยออกไปเดินเล่นชมวิวแม่น้ำ    มีร้านอาหารริมน้ำ     มีการประดับไฟพอเหมาะ และเปิดเพลงเบาๆ    ได้บรรยากาศสงบกับธรรมชาติ    ผมเดินคนเดียวออกไปตามเส้นทางภายในรีสอร์ท    ได้ฟังดนตรีธรรมชาติคือเสียงจิ้งหรีด

เสียงจิ้งหรีดนี้ดังชัดแข่งกับเสียงไก่ขันเมื่อผมออกไปนั่งเอกเขนกที่ม้านั่งไม้โบราณริมแม่น้ำ    เวลา ๖ น. เช้าวันอาทิตย์ที่ ๗ มกราคม ๒๕๖๑   แต่เสียงจิ้งหรีดอยู่ใกล้ เสียงไก่ขันมาไกลจากหลายทิศทางและหลายระยะทาง    ช่างไพเราะเสนาะโสตคนแก่เสียจริงๆ    ยิ่งอากาศเย็นสบาย ๒๔ องศา และมีลมเบาๆ พัดมาจากแม่น้ำ ยิ่งให้ความสดชื่น    นี่คือการพักผ่อนหย่อนใจที่คนแก่อย่างผมชอบที่สุด    โชคดีที่ผมตัดสินใจเลือกโรงแรมนี้   บันทึกช่วงนี้พิมพ์ที่ม้านั่งริมน้ำดังว่า    ช่วงนี้นกกาเหว่าร้องประสานเสียงมาจากสองฝั่งแม่น้ำ แทรกขึ้นมา    พร้อมๆ กับเสียงนกโพระดก    ผมสงสัยว่าคนที่มาพักที่รีสอร์ทนี้มีใครบ้างได้เสพดนตรีทิพย์ชุดนี้  

ผมนั่งทำสมาธิ หลับตา เปิดสมองรับโสตสัมผัสเต็มที่เป็นเวลาหนึ่งนาที    รู้สึกว่าเสียงดนตรีธรรมชาติยิ่งชัดขึ้นกว่าเดิม    ผมทำสมาธิแบบนี้ ๓ ครั้ง ครั้งละประมาณ ๑ นาที    ร่างกายและจิตใจสดชื่นขึ้นชัดเจน    ได้ยินเสียงปลาฮุบเหยื่อในแม่น้ำด้วย   

เวลา ๖.๑๕ น. ฟ้าเริ่มสาง  เจ้าหน้าที่ของรีสอร์ทมาปิดไฟ    ยิ่งได้บรรยากาศสงบ    ผมเดินไปตามทางเดินริมแม่น้ำในรีสอร์ท   ที่ด้านในเป็นอาคารเดี่ยวชั้นเดียวหลังใหญ่น่าพักมาก  ปลูกอยู่ห่างๆ กัน    (มาทราบภายหลังว่า เป็นบ้านจัดสรร    มีถนนทางเข้าอีกทางหนึ่ง    บ้านหลังหนึ่งประกาศขายพร้อมที่ดินกว่า ๒๐๐ ตารางวา)   เดินไปจนสุดทาง เป็นศาลาทรงกลมหลังคาแหลมปลูกยื่นลงไปในแม่น้ำ    ฝั่งตรงข้ามแม่น้ำน่าจะเป็นอีกรีสอร์ทหนึ่ง มองเห็นไม่ชัดเพราะยังไม่สว่างดี    ตอนนี้เสียงสารพัดนกระงม    และมีเสียงนกกะปูดแทรกขึ้นมา    ลมแม่น้ำพัดชัดเจนขึ้น  

เมื่อสว่างเต็มที่ ผมก็ชวนสาวน้อยออกไปเดินเล่นชมบรรยากาศยามเช้าพร้อมกับถ่ายรูป    ในสวนมีไม้ดอกสวยๆ ได้แก่แคแสด  กรรณิการ์   เบิร์ด ออฟ พาราไดซ์    ดาหลา   ชิงแดง  ขิงชมพู เป็นต้น    ที่นี่ปลูกพืชวงศ์ขิงมากเป็นพิเศษ  

ที่ริมแม่น้ำฝั่งรอยัล ริเวอร์แคว รีสอร์ท มีการจัดภูมิทัศน์สวยงาม    ให้ความแตกต่างจากธรรมชาติรกๆ ของฝั่งตรงกันข้าม ที่ตลิ่งชันและสูง    แต่เรือนแพใหญ่หลังคาสีฟ้าอมเขียวที่อยู่ฝั่งตรงกันข้ามก็ให้สีสันในแม่น้ำอย่างดีมาก    เราเดินเล่นจนหิว เลยเวลาอาหารเช้า ที่เปิดเวลา ๗.๐๐ น. ไปครึ่งชั่วโมงแล้ว   

อาหารเช้าแบบโรงแรมสี่ถึงห้าดาว     มีทั้งอาหารฝรั่งและอาหารไทย    สาวน้อยถึงขนาดยกย่องว่าคล้ายอาหารเช้าที่เซนทาราเวิร์ล ที่ราชประสงค์     มีกาแฟโบราณกินกับปาท่องโก๋จิ้มนมข้นหวาน    และมีการแฟชงจากเครื่อง ผมกดกาแฟม็อคค่าเอาไปให้สาวน้อย เธอชอบมาก    ผมดื่มเอสเพรสโซ่อีกแก้ว    ผมกินทั้งสลัด และข้าวต้มปลา    อาหารอร่อยทุกอย่าง  

กินเสร็จคนแก่ต้องไปทำธุระส่วนตัวอีกรอบ    แล้วออกไปเดินเล่นและถ่ายรูปเป็นรอบที่สาม    พอเวลาเกือบ ๑๐ น. อากาศก็เริ่มร้อน    เรากลับเข้าห้องเพื่อรับความเย็น และเตรียมตัวเดินทางกลับ   

ขากลับเราแวะซื้อของฝากที่ร้านวิมล และร้านแก้ว    พบว่าร้านวิมลเงียบเหงา    ร้านแก้วคึกคักมาก     เห็นได้ชัดเจนว่าธุรกิจนี้ต้องมีการจัดการให้รถทัวร์เข้าจอด    และคงจะมีกลเม็ดวิธีดึงดูดลูกค้ามากมาย    เรากินอาหารเที่ยงที่ศูนย์อาหารของร้านแก้ว    ข้าวราดแกงมีกับข้าวสองอย่างราคา ๕๐ บาท จานใหญ่มาก    หลังจากนั้นก็ให้ Google Map นำทางกลับบ้าน    ถึงบ้านก่อนบ่ายสามโมง

วิจารณ์ พานิช

๗ ม..ค. ๖๑

ห้อง ๓๐๗   รอยัล ริเวอร์แคว รีสอร์ท  กาญจนบุรี 


 

1 ถนนเส้นทางไปสะพานรถไฟข้ามแม่น้ำแควใหญ่

2 คณะหกสาวกับสะพานรถไฟข้ามแม่น้ำแคว

3 บนสะพาน

4 แฮปปี้เบิร์ธเดย์ อ. หมอมยุรี

5 ที่หน้าเมือง

6 บน สะพานหัน

7 เมืองมัลลิกา

8 ภาพนี้ทำให้ผมคิดถึงชีวิตวัยเด็ก

9 ที่หน้าแพร่ง

10 ร้านขนมหวาน

11 ห้าสาว รศ. ๑๒๔ กับสาว รศ. ๒๓๖

12 ทางเดินริมน้ำใน รอยัล ริเวอร์แคว รีสอร์ท

13 ที่นั่งชมวิวบนศาลาใหญ่

14 หน้าศาลาเล็ก ริมน้ำ


15 จุดหนึ่งที่วิวสวย

16 ดอก



17 Bird of Paradise


18 ดอกกล้วยไม้ชี้ทางไปห้องพัก

19 แคแสด

20 ท่านั่งตอน ๖.๑๕ น. พิมพ์บันทึกสลับทำสมาธิ ๑ นาที

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน KMI Thailand

คำสำคัญ (Tags)#ชีวิตที่พอเพียง#กาญจนบุรี#เมืองมัลลิกา#610119

หมายเลขบันทึก: 644037, เขียน: 18 Jan 2018 @ 22:42 (), สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง, ดอกไม้: 2, ความเห็น: 1, อ่าน: คลิก


ความเห็น (1)

เขียนเมื่อ 

สนามหญ้า  ใบไม้เขียวสดสวย  ดอกไม้สดใสสดชื่นมากค่ะ

สายน้ำดูสงบเย็น  ภูมิสถาปัตย์สวยจริงค่ะ  เก็บชื่อไว้เป็นจุดหมายนะคะ  ขอบคุณค่ะอาจารย์