แค่พลิกวิธีคิดชีวิตเปลี่ยน

“ผักแก้จน” ของคนเสนา

          ในยุคที่เกษตรกรคาดหวังกับราคาพืชผลทางการเกษตรไม่ได้ สิ่งที่จะช่วยประคองชีวิตให้อยู่รอดได้ คือ การลดรายจ่าย ไม่ว่าจะเป็นการผลิต รายจ่ายในครัวเรือน และทำอย่างไรให้มีรายได้จากหลายๆ ทางเข้ามาหนุนเสริมจากรายได้หลักเพียงอย่างเดียว

            กลุ่มเกษตรกรตำบลมารวิชัย อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำนา เลี้ยงสัตว์ เพาะเห็ด คงไม่ต่างจากเกษตรกรรายอื่นๆ ที่ประสบปัญหาต้นทุนการผลิตสูง ราคาผลผลิตตกต่ำ ไม่คุ้มทุน แต่ก็ต้องก้มหน้าทำต่อไปนำมาใช้หนี้ตามวงจรชีวิตของเกษตรกรไทย

            ดังนั้นกลุ่มเกษตรกรตำบลมารวิชัย จึงต้องการที่จะลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มรายได้ในครัวเรือน จึงได้เข้าร่วมโครงการ “เสริมสร้างขีดความสามารถในการปรับตัวของเกษตรกรจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเพื่อส่งเสริมสุขภาวะชุมชน” ของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ซึ่งเป็นโครงการที่เสริมสร้างศักยภาพเกษตรกรด้วยการพัฒนาด้านอาชีพเกษตรกรรมและอาชีพเสริมให้เกษตรกรเข้มแข็งและสามารถพึ่งพาตนเองได้ ตลอดจนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพกายและสุขภาพใจ

            จากการสังเกตวิถีชีวิตของเกษตรกรตำบลมารวิชัยหลายๆ ราย มักนิยมปลูกผักไว้บริโภคในครัวเรือน นั่นจึงทำให้แกนนำเกษตรกรหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาส่งเสริมให้เพื่อนเกษตรกร หันมาปลูกผักไว้บริโภค ซึ่งนี่คือการลดรายจ่ายในครัวเรือนได้อีกหนึ่ง

            “เมื่อก่อนต่างคนต่างปลูกผักไว้กินเอง แล้วแต่ว่าใครจะปลูกมากปลูกน้อย บ้านไหนมีพื้นที่มากก็ปลูกได้ ส่วนบ้านไหนพื้นที่น้อยก็อาจจะไม่ปลูก เพราะสังคมเปลี่ยนไป คนคนไปทำงานด้านอื่น และวุ่นวายกับชีวิตประจำวัน จึงไม่มีเวลามาปลูกผัก หรือปลูกไม่เป็น และช่วงข้าวมีราคาดี คนก็ไม่สนใจเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้ จึงซื้อกินเอาสะดวกดี แต่ซื้อทุกวันๆ นิดวันละหน่อยรวมเป็นเงินก็หลายบาทอยู่นะ” ลมพึง สมวัฒน์ แกนนำกลุ่มเกษตรกรตำบลมารวิชัย เอ่ยปากเล่าให้ฟัง

            “เราก็มาคิดว่าทำไมเราไม่ส่งเสริมให้ทุกคนหันมาปลูกไว้กินเองกันบ้าง จะได้ไม่ต้องไปซื้อให้เปลืองเงิน ช่วยลดรายจ่ายในครัวเรือนได้ด้วย เพราะช่วงนี้รู้ๆ กันอยู่เศรษฐกิจไม่ดี ข้าวก็ราคาตกต่ำ อันไหนช่วยลดรายจ่ายในบ้านได้ก็ทำไป” ลมพึง ย้ำอีกครั้ง

            เมื่อเข้าร่วมโครงการ ชาวบ้านยอมรับว่าเห็นความรู้ใหม่ๆ จากพื้นที่อื่นๆ ยิ่งอยากรู้อยากลอง วิธีการใหม่มาปรับใช้ อย่างคนพื้นที่น้อยจะอ้างว่าไม่มีพื้นที่ปลูก ก็ไม่ได้แล้ว เพราะหลายๆ ที่ไปดูมา ยังทำกันได้ ขอเพียงตั้งใจ

            พืชผักที่ส่งเสริมให้กลุ่มเกษตรกรปลูก ส่วนใหญ่จะเป็นผักที่ใช้บริโภคภายในครัวเรือนเป็นหลัก เช่น พริก กะเพรา โหระพา มะเขือ ถั่วฝักยาว ขิง ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด มะนาว เป็นต้น  โดยทุกขั้นตอนการปลูกเราไม่จะใช้สารเคมี โดยจะใช้สารอินทรีย์ เช่น น้ำหมักชีวภาพ มาใช้เพื่อลดรายจ่ายการผลิตอีกด้วย นอกจากนี้ยังเป็นการส่งเสริมให้มีการลดใช้สารเคมีในภาคเกษตรอื่นๆ อีกด้วย

            ภายหลังจากเริ่มดำเนินการมาระยะหนึ่ง เกษตรกรตำบลมารวิชัย เริ่มมองเห็นช่องทาง และคิดว่าจากที่เคยปลูกไว้กินเพื่อลดรายจ่ายในครัวเรือน ทำไมไม่ปลูกไว้ขาย เพิ่มรายได้อีกทางหนึ่ง จึงหันมารวบรวมผลผลิตของเพื่อนเกษตรกรส่งขาย

            ทุกวัน ฐาณัชชา เริงไพร สมาชิกกลุ่มเกษตรกรตำบลมารวิชัย ซึ่งเป็นแม่ค้าขายของในโรงอาหารของโรงงานอุตสาหกรรมด้วยนั้น จะรับออเดอร์ผักต่างๆ จากกลุ่มแม่ค้าด้วยกันมาให้เพื่อนเกษตรกรรวบรวมผลผลิตมาส่งขาย

ฐาณัชชา บอกว่า ทางกลุ่มมีผลผลิตออกมามากพอสมควร จึงต้องหาวิธีบริหารจัดการ นั่นคือต้องรวมกลุ่มเพื่อรับซื้อผลผลิต ใครมีอะไรก็จะมาขึ้นบัญชีกับทางกลุ่มว่าปลูกอะไรไว้บ้าง พอคำสั่งซื้อเข้ามาก็จะไปรับซื้อในทุกๆ วัน เพราะผักของกลุ่มปลอดสารเคมี ราคาอาจแพงกว่าผักตลาดทั่วไป แต่คนกินก็ยอมซื้อ เพราะต่างใส่ใจเรื่องสุขภาพ ผลผลิตอีกส่วนหนึ่งจะรวบรวมไปขายที่ตลาดเช้า และที่กำลังคิดทำหลังจากนี้ คือการตีตรายี่ห้อสินค้า “ผักแก้จน” และนำผักไปขายในห้าง หรือเวลามีงานมหกรรมอาหารตามที่ต่างๆ เพื่อเป็นการการันตีให้กับผู้บริโภค

            ขณะที่ อัยยรัตน์  ตรีสินธุ์ ซึ่งมีงานประจำใน อบต. เป็นอีกคนหนึ่งที่ลุกขึ้นมาปลูกผักเป็นอาชีพเสริม แม้จะไม่เคยปลูกผักมาก่อนเลยก็ตาม แต่ด้วยความตั้งใจแล้วที่อยากจะลดรายจ่ายและมีรายได้แล้ว ก็ไม่รอช้าที่จะกันพื้นที่จำนวน 2 ไร่ข้างบ้านให้เป็นแปลงผัก

            อัยยรัตน์  บอกว่า แม้จะไม่มีความรู้เรื่องการปลูกผักมาก่อน ก็อยากจะทำ และเรียนรู้ไปด้วย อย่างน้ำหมักแต่ละสูตรจะไม่เหมือนกัน ก็นำมาปรับใช้

            “เราทำด้วยใจมีความสุข เวลาเครียดจากที่ทำงาน หรือยามว่างก็จะลงมาดูแปลงผักทำนั่นทำนี่ก็เพลินดี สบายใจด้วย ผลผลิตที่ได้เราก็เอามาบริโภคในครัวเรือน ดีต่อสุขภาพด้วยเพราะปลอดสาร เหลือก็ขาย “สุขภาพดี รายก็เพิ่ม" อัยยรัตน์ บอก

           จากโครงการ “เสริมสร้างขีดความสามารถในการปรับตัวของเกษตรกรจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเพื่อส่งเสริมสุขภาวะชุมชน” ทำให้เกษตรกรตำบลมารวิชัยได้ลุกขึ้นมาปรับเปลี่ยนและเรียนรู้ถึงวิธีเอาตัวรอดในยุคปัจจุบัน และสามารถพัฒนาความคิดต่อยอดในการเพิ่มรายได้จากสิ่งที่มีได้อีกด้วย