ความสัมพันธ์กันในระหว่างธรรมต่างดังนี้ 

           - ปฏิภาคนิมิตปรากฎขึ้น ทำให้นิวรณ์รำงับไป ส่วนอัปปมาสมาธิยังล้มๆ ลุกๆ อยู่จนกว่าจะหน่วงอเาองค์ฌานได้โดยสมบูรณ์

           - เมื่อนิวรณ์รำงับไป องค์แห่งฌานจึงปรากฎข้น และจะต้องทำให้ชัดขึนจนสมบูรณ์ท้้ง ๕ องค์ โดยอาศัยปฏิภาคนิมิตเป็นหลัก และมีองค์ฌานที่จะเกิดขึ้นเป็นอารมณ์

           - เมื่อองค์แห่งฌานปรากฎโดยสมบูรณ์ อัปปมาสมาธิตั้งลงอย่างสมบูรณ์คือบรรลุถึงฌานขั้นแรก

            ทำให้เห็นได้ว่า กิจที่จะต้องทำอย่างยิ่งในขณะนี้ก็คือ การรักษาหรือการประคบประคองปฏิภคนิมิตนั้น ให้มั่นคงอยุ่ตลอดเวลา พร้อมๆ กันกับการหน่วงเอาองค์ฌานมา เืพ่อให้เกิดอัปปมาสมาธิ

           อุบายวิธีที่เป็นการสนับสนุนให้เกิดอัปปมาสมาธิโดยเร้ซ ในระยะยแห่งการรักษาปฏิภาคนิมิรนั้น เรียกดันด้วยคำที่ไพเราะว่าอัปปนาโกศล แปลว่า ฉลาดในการสร้างอัปปมาสมาธิ ท่านแนะไว้เป็น ๑๐ อย่าง คือ

          - ทำวัตถุอุปกรณ์ที่แว้ดล้าให้เหมาะสมยิ่งขึ้น หมายถึงการปรับปรุงร่างกาย หรือสิ่งเนื่องด้วยร่างกายให้เหมาะสมที่สุด ความทำสิ่งเหล่านี้ให้อยู่ในสภาพที่เรียบร้อยหมดจด เป็นสิ่งที่ต้องการในการที่จะเริ่มความเป็นสมาธิของจิต วัตถุภายนอกคือ จีวร และเสนาสะเป็นต้น ต้องได้ับการปรับปรุงพิเหมาะอย่างเดียวกัน คือ สะอาดหมดจด เกลี้ยงเหลาเท่าที่จะทำได้

          - ปรับปรุงอินทรีย์ทั้งห้า ให้มีกำลังเท่ากัน คำว่า "อินทรีย์" ในที่นี้ หมายถึงคุณธรรมที่เป้นใหญ่เป็นประธานในหน้าที่ต่างๆ กันตามที่จำเป็นสำหรับการปฏิบัติในทางจิต ท่านจำแนกไว้เป้น ๕ คือ สัทธา มีหน้าที่ในทางทำความเชื่อ วิริยะ มีหน้าที่ในทางทำความขะมักเขม้น สติ มีหน้าที่ในทางทำการกำหนด สมาธิ มีหน้าที่ในทางทำความมั่นคง และ ปัญญา มีหน้าที่ในการทำความสอดส่อง คือการทำให้เหมาะสม ซ฿่งมีใจความสำคัญ คือ สัทธาต้องพอเหมาะกับปัญญา : วิริยะต้องพอเหมาะกับสมาธิ : และ สมาธิต้องพอเหมาะกับปัญญา

          - ฉลาดในเรื่องของนิมิต เมื่อินทรียญ์ทั้งห้าเป็นไปเหมาะสมอล้วความแลาดในเรื่องนิมิตย่อมเกิดขึ้นได้โดยงาย คือผุ้นั้นมีสติในการที่จะตั้งข้อสังเกตสิ่งต่างๆ ว่าเมื่อมีอะไรอย่างไร แล้วอะไรจะเกิดขึ้นเป็นลำดับๆมา ความกำหนดอะไร ไม่ควรกำหนดอะไร ควรเร่งอะไร หรือควรหยอ่นอะไร สิ่งต่างๆ จึงจะเป็นไปด้วยดีในการที่จะ ทำนิมิตให้เกิด และทำนิมิตใหนเจริญ และ รักษานิมิตนั้นไว้ได้ตลอดเวลาที่ตนประสงค์

          ความฉลาดทำให้นิมิตเกิด นั้น หมายถึงฉลาดในการกำหนดอารมณ์ของสมาธิในขั้นแรก และการหน่วงน้อมไปสู่นิมิตอันหใม่ หรือเพื่อสร้างนิมิตอันใหม่ในขั้นที่สูงขึ้นไป สำหรับในขั้นอัปปนาโกสลนี้ หมายถึง การทำจิตให้ดำรงอยู่ได้ด้วยปฏิภาคนิมิตอย่างแน่นแฟ้นจนนิวรณ์รำงับไป แล้วหน่วงน้อมให้เกิดความรู้สึกที่เป็นองค์ฌานครบเต็มขึ้นมาทั้ง ๕ องค์ และมีองค์สุดท้ายคือเอกัคคตา เป็นองค์สำคัญอย่างยิ่งเพราะตั้งอยุ่ในฐานะเป็นนิมิตอันใหม่แทนปฏิภาคนิมิตนั้นเอง

         ฉลาดในการทำนิมิตให้เจริญ : การทำนิมิตที่ปรากฎอ่อน ก็ทำให้ปรากฎชัดขึ้น หรือ องค์ฌาน ๕ อย่างใดอ่อน คือมไม่แจ่มชัด ก็หน่วงน้อมทำให้ปรากฎอยุ่อย่างมั่นคง

          เป็นผู้ฉลาดในการรักษานิมิตที่ได้แล้ว : หมายความว่านิมิตทุกชนิ ต้องมีการักษาอยุ่ทุกขณะ ไม่ว่าจะเป็นขณะแรกได้ แรกถึง หรือขณะที่ได้แล้วอย่างสมบูรณ์ เปรียบเสมือนงานฝีมือที่ะลเอียดประณีต ที่เพิ่งทำได้เป็นครั้งแรกถ้าไม่ทำซ้ำๆ ให้ชำนาญจริงๆ ก็จะไม่คงตัว 

          สำหรับองค์ฌาน และโดยเฉพาะเอกัคคตา(จิตถึงความเป็นเอก) จะต้องรักษาด้วยหลักเกณฑ์ที่คล้ายๆ กัน แต่เป็นการกระทำที่ประณียิ่งขึ้นไปกว่า โดยใจความสำคัญคื อการทำให้คลอ่งแคล่วอยุ่เสมอโดยอาการที่เรียกว่า วสี ทั้งห้า ซึ่งจะกล่าวต่อไปข้างหน้า

          - ประคองจิตโดยสมัยที่ควรประคอง คำว่า "โดยสมัย" เป็นสำนวนบาลี คือ ต้องทำสิ่งที่กล่าวนั้นให้เหมาะสมหรือให้ตรงต่อเวลาที่ต้องทำ หรือควรทำก็ตาม อย่าให้ผิดเวลาหรือแม้แต่เพียงช้าไปเป็นอันขาด ผู้ปฏิบัติจะต้องสังเกตให้รู้ทันที่ว่ มีอะไรเกิดขึ้นและต้องทำอย่างไร และจะต้องมีความรุ้่าเมือมีอาการอย่างนี้เกิดขึ้น จะต้องประคองจิต หรือข่มจิต หรือปลอบโยนจิต ดังนี้เป็นต้น

           พึงยกจิตด้วย วิริยะสัมโพชฌงค์ ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ ปีติสัมโพชฌงค์

         - การข่มจิตโดยสมัย ในบางคราวหรือบางกรณีจิตมีอาการฟุ้งซ่านจนกระทั่งมีการกำเริบในทางกาย ซึ่งเป็นของเนื่องถึงกัน การรำงับความกำเริบทั้งทางกายและทางจิต ด้วยปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์ และอุเบกขาสัมโพชฌงค์ 

          - ปลอบจิตโดยสมัยที่ควรปลอบ ในกรณีที่ไม่เกี่ยวกับการบกเหรือการข่มท่านแนะให้ใช้วิะี "ปลอบจิตโดยสมัย" คือการจูงไปทางใดทางหนึ่ง ซึ่งเป็นวัตถุที่ประสงค์อย่างิย่ง ในกรณีเช่น ท่านแบ่งออกเป็น ๒ ระยะ คือการขู่ให้กลุ่ม สิ่งที่น่ากลัว แล้ว ลอหรือจูงไปยังส่ิงที่พึงปรารถนา

           สิ่งที่ควรนำมาขู่ คือ เช่นทุกข์ ๘ การพิจารณาให้เห็นแจ้งชัดในความทุกข์เหล่านี้อยุ่เสมอ จักเป็นอุบายเครื่องขู่จิตให้เกิดความกลัวต่อการที่จะนอนจมอุ่ในความเป็นอย่างนี้ แล้วเกิดความเชื่อ ความกล้า หรือความอพใจในการที่จะไปเสียให้พ้นจากสิ่งเหล่านี้

          อุบายเป็นเครื่องล่อจิตหรือจูง ได้แก่การทำความปลื้มใจอยุ่ในคุณของิสิ่ง หรือบุคคล อันเป็นที่ต้งแห่งความปลื้มใจ หรือ ความน่ายึดถือเาอเป็นตัวอย่าง  โดยเฉพาะ พุทธคุณ ธรรมคุณ และสังฆคุณ แต่ต้องเป็นการกระทที่สมบูรณ์ คือปรากฎเป็นความปลื้มใจได้จริงๆ ว่า บุคคลนี้พ้นจากทุกข์จริงๆ , ว่าสิ่นี้เป็นหนทางพ้นจากทุกข์ได้จริง และบุคคลเหล่านี้เป็นตัวอย่างแห่งบุคคลผุ้พ้นจากทุกข์ได้จริง ซึ่งเป็นเครื่องประกันความสำเร็จ

          เมื่อการขู่และการล่อ เป็นไปด้วยดีแล้ว เรียกว่าเป็นการปลอบหรือประเล้าประโลมจิต ที่ไม่ทำความก้าวหน้าให้ทำความก้าวหน้าทำจิตที่หยุดให้เคลื่อนไปสู่คุณเบื้องสูงได้ด้วยอุบายอันหนึ่ง

          - คุมจิตโดยสมัยที่ควรคุม เมื่อจิตไม่หดหู่ หรือจิตไม่ฟุ้งซ่าน แต่เป็นจิตที่ดำเนินไปอย่างสม่ำเสมอ เรียกว่าจิตย่างขึ้นสู่ความเหมาะสมในเบื้องต้นเป็นจิตที่เร่ิมได้ที่แล้ว หน้าที่ที่จะต้องทำในขณะนั้น ก็คื อการคุมความเป็นอย่างนั้นไว้เรื่อยไป จนกว่าจะถึงวัตถุประสงค์

            ความยากลำบากของการคุม ย่อมอยู่ตรงที่จะต้องไม่ทำอะไรใหม่ๆ ให้เกิดขึนมาเป็นสิ่งแทรกแซงอันใหม่ หรือเกิดเป็นปัญหาอันใหม่ขึ้นมาอีก สิ่งที่ประสงค์อย่างยิ่งในอุบายข้อนีจึงได้แก่สติสัมปชัญญะที่มีอย่างพอเพียงนั่นเอง จึงควรกล่าวว่า สติสัมโพชฌงค์เป็นสิ่งที่จำปรารถนามากเป็นพิเศษในกรณีแห่งการคุมจิต

          - เว้นคนและสิ่งที่โลเล ท่านระบุไว้เป็น ๓ ลักษณะคือ

           ๑) คนไม่เคยหรือไม่ชอบต่อเนกขัมมะ กล่าวคือ ภาวะที่ปราศจากกาม ที่ว่าไม่เคย่อเนกขัมมะนั้น หมายความว่าไม่เคยมีจิตที่ปราศจากกามไม่เคยมจิตว่างเว้นจากความปรารถนากาม หรือควาพัวพันอยู่กาม หรือ ผู้ที่ไม่รู้จักและไม่เคยรู้รสแห่งเนกขัมมะนั้นว่ามีอยุ่อย่างไร ส่วนผู้ไม่ชอบเนกขัมมะนั้น หมายึคึวามว่าเป็นคนหมกมุ่นอยู่แต่ในกาม เมื่อมีใครมาพุดถึงภาวะที่ตรงกันข้ามก็ไม่ชอบ ทั้งที่ไม่เคยเข้ถงภาวะนั้นเลย

         ๒) คนมีเรื่องมาก หรือคนจับจด คนมีเรื่องมากไม่สามารถทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันห หรือถึงที่สุดได้ การที่เขาชอบมากเร่องย่อมแสดงอยู่ในตัวว่าเป็นคนส่าย คนจับจด หมายถึงคนเปลียนความคิดเร็ว ก่อนแต่ที่จะทำอะไรไปจนถึงที่สุ ดมแ้มีเรื่องพียงเรื่องเดียว เขาก็เปลี่ยนเรื่องเรื่อย จนไม่เคยประสบความสำเร็จสักเรือง

        ๓) คนใจฟุ้งซ่านเลื่อนลอย ไม่อะไรเป็นจุดหมายที่แน่นอน มีจิตใจปราศจากการควบคุมอยู่เใออ 

        ทั้ง ๓ พวกนี้เรียกว่าเป็นคนโลเล ท่านแนะให้ตั้งข้อรังเกียจถึงขนาดที่ต้องไม่เกี่ยวข้องด้วย ในทำนองราวกะว่าเป็นเชื้อดรคร้าย ที่อาจจะติดต่อกันได้ง่าย แม้โดยทางกระแสจิต

          - คบคนมั่นคง ข้อนี้รู้ได้โดยนัยอนละเอียด ในทำนองที่ตรงกนข้ามจากข้อที่แล้ว ไม่จำเป็นต้องอธิบายอะไรอีก 

          - การคอนน้อมจิตไปตามความเหมาสมแก่จังหวะ ความหมาะสมในที่นี้หมายถึงความเหมาะสมกับพฤติกรรมของจิต คือ ความเป็นไปต่างๆ ของจิตในขณะที่จะเป็นสมาธิอย่างแน่วแน่ให้พอเหมาะพอดีแก่จังหวะ หรือความหนักเบาเป็นต้น

             ความพอเหมาะพอดี ในที่นี้ ไม่อาจจะอธิบายด้วยถ้อยคำอย่างอื่นไปกว่าการแสดงด้วยอุทาหรณ์ กล่าวคือ

            ไม่ช้าหรือเร็วเกินไป ท่านเปรียบเหมือนแมลงผึ้ง ที่ออกเสาะหาเกสร เช้าหรือสายเกินไป ก็ไม่ได้เกสร 

            ไม่หนักหรือไม่เบาเกินไป ท่านเปรียบเหมือนการเอามีกรีดใบบัวที่ลอยอยู่บนผิวน้ำของคนที่มีฝีมือ หรือพวกแสดงกล ซึ่งมีกติการว่า จะกรีดให้เกิดรอยในใบบัวนั้นตามที่ต้องการ แต่ไม่ให้ใบบัวขาดด้วยการกรีดเพียงครั้งเดียว 

          - ความไม่ค่อยเกินไปและไม่ผลุ่นผลันเกนไป ท่านเปรียบด้วยการกระทของคนสาวใยแมงมุมออกจากรังกระทั้งมีความยาว ๓๐-๔๐ ศอก ถ้าทำค่อยเกินไป ก็ไม่อาจจะดึงออกมาได้ ถ้าผลุ่นผลันเกนไป ก็ขาดหมด

          - ไม่มากหรือน้อยเกินไป เปรียบได้กับการกางใบเรือมากหรือน้อย พอเหมาะแก่กำลังลม

          - ความไม่กล้าหรือขลาดเกินไป ท่านแนะให้ดูที่การกรอกน้ำมันลงในขวด โดยไม่ให้น้ำมันหกแม้แต่หยดเดียว เมื่อน้ำมันมีมาก และขวดมีปากเล็กมาก ทำด้วยใจกล้าเกินไป ไม่มีทางที่จะสำเร็จ

          - ไม่ตึงหรือหลวมเกินไป ดุได้ที่การจับนกตัวเล็กๆ จับหนักมือนกก็ตาย จับหลวดมือ นกก็บินหนี

          ทั้งหมดนี้ เป็น คำอธิบายของความพอเหมาะพอดี และความตรงตามจังหวะ

          อุบายวิธีทั้ง ๑๐ ประการนี้ รวมเรียกว่า อัปปนาโกสล เพราะมีความมุ่งหมายตรงกันหมด คื อเป็นอุบายหรือความฉลาดในการเ่งรัดจิต ให้ก้าวไปสู่ความเป็นอัปปนา เป็นการบ่มนิสัยหรืออินทรีย์ให้แก่กล้าถึงที่สุด พร้อมกันไปในตัว