นิมิตต่างกัน มีผลแก่จิตต่างกัน
เมื่อได้กล่าวถึงความแตกต่างของนิมิตเช่นนี้แล้ว อยากจะถือโอกาสแนะให้สังเกตเสียเลยที่เดียว่า กัมมัฎฐานต่างๆ นั้น มิใช่ว่าเพียงแต่จะให้เกิดนิมิตต่างๆ กันอย่างเดียว มันยังทำให้มีผลเป็นปฏิกิริรยาต่อุปนิสัย หรือจิตใจหรือจริตของบุคคลผุ้ปฏิบัติ ต่างๆ กันไปด้วย เราควรจะเปรียบเทียบกันดูเพื่อความเข้าใจในเรื่องนี้ให้ชัด
ถ้าเราเอาสิ่งไม่มีชีวิต เหรือไม่ค่อยจะมีความมหายอะไร เช่นดินสีเหลื่องก้อนหนึ่งมาทำเป้นวงกสิณแล้วเพ่ง แม้เป็นสมาธิแล้ว ทำปฏิกิริยาให้แก่จิตในทางที่ผิดแผกแตกต่างจากการที่เราจะไปนำเอาศฑเน่าศพหนึ่งมาทำเป็นวัตถุสำหรับเพ่งแม้ว่าสิ่งทั้งสองนี้จะให้เกิดสมาธิไดอ้ย่างเดียวกัน แต่ก็ทำให้เกิดปฏิกริรยาอย่างอื่นผิดแผกแตกต่างจากกันมาก เช่นมีผลที่จะระงับความกำหนัด หรือส่งเสริมความกำหนัดเป็นต้นหรือไม่ ต่างกัน ทำให้เกิดความยากง่าย หรือเกิดกอัตรายทางประสาทเป็นต้น แก่ผู้ปฏิบติต่างกัน เท่ากับที่เราอาจจะพิจารณาเห็นได้เองว่าดินก้อนหนึ่งก่อให้เกิดความรู้ึกเฉยๆ ง่ายๆ เงียบๆ เป็นนิมิตที่ไ่โลดโผนไม่กระทบกระเทือนประสาท สมกับเป้นส่ิงที่ไม่เคยม่ชีวิตอะไรเหลย ส่วนซากศพซากหนึ่งนั้น มีความหมายมากหรืออาจจะมีความหมายมากกว่าชีวิตธรรมดาสำหรับคนที่กลัวผีเป็นพิเศษ หรือคนทั่วไปก็ตาม นี่เป็นเพราะว่ามันมีความหมายมากเกินไป หรือมีชีวิตมากเกินไปนั่นเอง
ส่วนการเจริญอานาปานสติ ซึ่งยึดเอาลมหายใจมาเป็นอารมณ์สำหรับกำหนดนั้น ย่อมตั้งอยู่ในระดับลกาง ไม่สุดโต่งไปในทางเนือยๆ เหมือนกับก้อนดินก้อนหนึ่ง และก็ไม่สุดโต่งไปในทางรุนแรงเหมือนกับศพเน่าศพหนึ่ง ฉะนั้นนิมิตทุกระยะจึงต่างกันไปหมด ซึ่งจะต้องไม่ลืมว่าแม้มันจะทำให้เกิดมีบริกรรมนิมิต อุคคหนิมิต และปฏิภาคนิมิต จนกระทั่งเป็นฌานไ้ด้วยกันก็จริง แต่ผลย่อมแตกต่างกันในทางอื่นางอย่างอยู่อย่างมากมายนั่นเอง ทั้งนี้ก็เพราะว่ากัมมัฎฐานบางประเภท หรือบางกลุ่ม ย่อมมีความมุ่งหมายเฉพาะประเภทของตนเป็นกลุ่มๆ ไป เพื่อแก้ปัญหาปลีกย่อยของกิเลสเฉพาะคนในระยะแรกเสียก่อน แล้วจึงน้อมไปสู่ผลอย่างเดียวกันในเบื้องปลาย
ส่วนกัมมัฎฐานกลุ่มกลางๆ หรือซึ่งอยากจะเรียกในที่นี้ว่า "กลุ่มทั่วไปที่สุด"กล่าวคืออานานปานสตินี้ ย่อมให้นิมิตที่สงบประณีตราบรื่นไปตั้งแต่ต้นจนปลายทีเดียวเหมาะแก่คนทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นผู้ครองเรือน หรือผุ้ออกจากเรือน ผู้หญิง หรือผู้ชาย คนกล้า หรือคนขลาด ฯลฯ เพราะความตั้งอยู่ในระดับกลางนั่นเอง
กัมมัฎฐานบางอย่างที่กล่าว่า มไ่มสามารถทำให้เกิดปฏิภาคนิมิตนั้น คือกัมมัฎฐานพวกที่ไปกำหดนเอานามธรรม มาเป็นอารมณ์เสียตั้งแต่ต้นเมือง เช่น การกำหนดพุทธานุสสติเป็นต้น กัมมัฎฐานเหล่านี้ จะกำหนดไ้ก็แต่เพียงในชั้นบริกรรมนิมิต เพราะส่ิงที่เรียกว่าพุทธคุณนั้นเป็นเพียงนามธรรม หรือความมหายรู้อย่างหนึ่งเท่านั้น ไม่เป็นวัตถุธาตุและไม่เนื่องด้วยวัตถุธาตุโดยตง หมือนกสิณ หรืออสุ หรืออานาปานสติ อุคคหนิมิตไม่มี เพราะไม่อาจทำพุทธคุณเหล่านั้นให้เป็นมโนภาพอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมาได้ ขืนไปทำให้ได้ก้กลายเป็นเรื่องอื่นไป หรือถึงกับทำให้ฟั่นเฝือเลอะเลือน เป้นความเสียหาย เป็นอันตรายขึ้นมาแทน ฉะนั้น การเจริญกัมมัฎฐาน เช่นประเภทพุทธานุสสติเป็นต้น จึงไม่สามารถทำให้เกิดอุคคหนิมตไ้ จึงไม่เป็นไปเพื่อฌาน แต่ก็เป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างอื่น เช่น เป้นปัจจัยแห่งการบ่มอินทรีย์ให้แก่กล้าเป็นต้น หรือใช้เป็นกัมมัฎฐานแวดล้อมเพื่อช่วยให้จิตใจหรือการเป็นอยู่เหมาะสม ในการที่จะปฏิบัติกัมัฎฐานหลักเป็นต้น
เมื่อเปรีบเทียบโดยนัยนี้ เราจะเห้นได้ทันที่ว่าพุทธานุสติ หรือการกำหนดพุทธคุณนั้น ไม่สามารถจะทำให้แน่นแฟ้นได้ แม้ในขณะแห่งณนาและอนุพันธนา แล้วจะทำอย่างไรจึงจะให้ดำเนินไปได้ถึงผุสนา และฐปนาได้เล่า
ทั้งหมดนี้แสดงให้เก็นความสัมพันธ์กัน ระหว่างวัตถุที่ใช้เป็นนิมิตกับการเกิดแห่งนิมิตและการกำหนดนิมิตนั้นๆ ถ้าอย่างใดอย่างหนึ่งมีกำลังไม่เพียงพอ หือไม่เหมาะสมกันแล้ว กัมมัฎฐานนั้นก็ไม่อาจดำเนินไปจนถึงปฏิภาคนิมิต หรือ การกำหนดในชั้นผุสนา และฐปนาไปได้เลย
ผู้ศึกษาอานาปานสติ พึงศึกษาลักษระของนิมิต การกำหนดนิมิตการเกิดแห่งนิมิต การเปลี่ยนไปแห่งนิมิต และการตั้งมั่นหรือการหยุดแห่งนิมิต โดยนับยดังที่กล่าวมานี้ ด้วยการศึกษาเปรียบเทียบดังที่กล่าวมาแล้ว ก็จะประสบความสำเร็จในการกำหนดนิมิตเป็นต้น ได้เป็นอย่างอี คือจะประสบความสำเร็จในการกำหนดลมหายใจ การทำลฃมหายใจให้ละเอียด การตั้งสติในลมหายใจและสมาธิที่ยึดลมหายใจเป็นหลักทุกขึ้น ได้โดยไม่ยากเลย
- อานาปานสติภาวนา พุทธทาสภิกขุ
