การเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งกาย (คือลมหายใจ) ทั้งปวง มีขึ้นมาได้ในเมื่อมีการกำหนดลมนั้น ตลอดตั้งแต่เบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุด โดยไม่มีระยะว่างเว้น ทั้งขณะหายใจเข้าและหายใจออก โดยที่แท้ตามธรรมชาตินั้นจิตเป็นของกลับกลอกได้เร็ว ในชั่วระยะการหายใจเข้าหรือออกครั้งหนึ่งนั้นถ้าไม่กำหนดกันให้ทั่วถึงจริงๆ จิตอาจจะผละจากการกำหนดหนีไปคิดเรื่องอื่นได้ตั้งหลายแวบ ในชั่วระยะการหายใจเข้าและออกเพียงครั้งเดียว ตัวอย่างเช่น ในขณะตั้งต้นหายใจเข้า จิตกำหนดอยู่ที่ลม เมื่อหายใจเข้าถึงที่สุด จิตก็กำหนดอยู่ที่ลมได้ แต่ในระยะที่เป็นระหว่างตรงกลางนั้น จิตอาจจะหนีไปคิดถึงสิ่งอื่นใดเสียแวบหนึ่ง หรือสองสามแวบก็ยังได้ ถ้าหากว่ามิได้มีการกำหนดในระยะที่เรียกว่าท่ามกลางนั้นไว้อย่างมั่นคงจริงๆ

         ด้วยเหตุดังกล่าวมานี้แหละ ท่านจึงตักเตือนว่า ระยะที่เรียกว่าท่ามกลางนั่นเอง เป็นระยะที่ต้องระมัดระวังอยู่อย่างเข้มงวดกวดขัน ด้วยอุบายต่างๆ กัน เช่น อุบายอย่างหยาบๆ มีการสอนให้นับช้าๆ ๑-๒-๓-๔-๕ หรือกระทั่งถึง ๑๐ ตลอดเวลาที่ทำการหายใจเข้าหรือออกครั้งหนึ่ง แล้วแต่ความเหมาะสมของบุคคลหนึ่งๆ เป็นคนๆ ไป เมื่อต้องกำหนดในการนับอยู่ตลอดเวลา จนกว่าจะสิ้นสุดการหายใจครั้งหนึ่งๆ จิตก็ไม่มีโอกาสจะผละหนีไปไหนได้และทั้งเป็นการทำให้สามารถควบคุมความสั้นยาวของการหายใจได้เป็นอย่างดี ด้วยการนับจำนวนให้มากขึ้น หรือน้อยลง แล้วแต่ตนจะต้องการลมหายใจสั้นยาวเพียงไรรายละเอียดเรื่องนี้ จะกล่าวถึงในขั้นที่สี่ข้างหน้า ในตอนอันว่าด้วยคณนา ส่วนที่เป็นอุบายอย่างละเอียด นั้น อยากจะแนะว่าให้ทำอุบายในการกำหนดเสมือนเข้าและออก และด้วยเหตุนี้เอง เขาจะต้องมีการหายใจชนิดที่เพียงพอที่จะทำให้รู้สึกได้ว่า เดี๋ยวนี้ลมกำลังเคลื่อนหรือเดินไปถึงไหนแล้ว ทั้งเข้าและออก เขาจะต้องทำความรู้สึกคล้ายกับว่าทางลมเดินนั้น อ่อนหรือไว ต่อความรู้สึกอย่างยิ่ง ลมเหมือนกับสิ่งสิ่งหนึ่งหรือก้อนอะไรก้อนหนึ่ง ซึ่งวิ่งถูไปถูมา อยู่บนทางนั้น อย่างที่จะกำหนดได้โดยง่าย ด้วยอุบายนี้เอง ทำให้เราสามารถกำหนดลมหายใจได้ติดต่อกันทุกระยะ ว่ามันเริ่มต้นที่ตรงไหน เคลื่อนไปอย่างไร ไปสิ้นสุดที่ตรงไหน หยุดอยู่ที่ตรงไหน แล้วมันจึงกับออกมา หรือกลับเข้าไป แล้วแต่กรณี เขาทำดุจประหนึ่งว่าลมหายใจนั้น เป็นดวงมณีวิเศษดวงหนึ่ง ซึ่งวิ่งไปวิ่งมา อยู่บนเส้นทางทางหนึ่ง ซึ่งจะไม่ยอมให้ละไปจากสายตาได้แม้ชั่วขณะจิตเดียว หรือกระพริบตาเดียว

             ถ้าเปรียบด้วยอุปมาอีกกันหนึ่งที่แล้วมา ก็คือว่า เมื่อเขาเป็นคนใช้ที่เลี้ยงลูกของนาย และจะต้องระมัดระวังเด็กไม่ให้ตกจากเปลแล้ว ตลอดเวลาที่เด็กยังไม่หลับ หรือถึงกับพยายามลงจากเปล เขาจะต้องจับตาของเขาอยู่ทีเด็กไม่ว่างเว้นได้ ไม่ว่าเปลนั้นกำลังไกวไปถึงที่สุดข้างโน้น หรือกลับมาถึงที่สุดข้างนี้ หรือยังอยู่ตรงกลางในขณะใดขณะหนึ่งก็ตาม ล้วนแต่เป็นขณะที่เด็กจะลุกออกมาจากเปลได้ทั้งนั้น สายตาของเขาจึงต้องจับอยู่ทีเด็กนั้นตลอดเวลามิได้มีระยะว่างเว้น ซึ่งกล่าวได้ว่าเขาได้เห็นเด็กอยู่โดยประการทั้งปวง และตลอดเวลาทั้งปวงเหล่านั้นไม่ว่าสิ่งใด ๆ จะเกิดขึ้นแก่เด็ก เขาย่อมรู้เห็นโดยสิ้นเชิง ; ข้อนี้อุปมาฉันใด ผู้ปฏิบัติก็ใช้สติเป็นเครื่องกำหนดลมหายใจ ให้จิตกำหนดอยู่ตงที่ลมหายใจโดยประการทั้งปวง และตลอดเวลาบาทั้งปวง โดยไม่มีระยะเวลาว่างเว้น ฉันนั้น ในที่สุด ผุ้ปฏิบัติเช่นนั้น ก็สามารถเป็นผู้รู้พริ้มเฉพาะซึ่งกายคือลมหายใจทั้งปวง ด้วยการกำหนดเบื้องต้น ท่ามกลาง และเบื้องปลาย อย่างติดต่อกันไม่ขาดสายด้วยอาการอย่างนี้

           เมื่อมีการกระทำอยู่ดังนี้ อย่างถูกต้องตามระเบียบวิธีแล้ว กาย คือลมหายใจก็ปรากฏชัด สติก็ปรากฏชัด ญาณหรือความรู้สึกต่างๆ ตามควรแก่กรณีก็ปรากฏชัด สติปรากฏโดยความเป็นสติ ญาณก็ปรากฏโดยความเป็นญาณกายก็ปรากฎโดยความเป็นกายไม่ปรากฎในฐานะอันจะเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่น ถือมั่น ว่าเป็นสัตว์หรือบุคคล ว่าเป็นตัวตนหรือเป็นเราเป็นเขา เมื่อเป็นดังนี้ก็กล่าวได้ว่า เขาเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งกายทั้งปวงจริงๆ เห็นการคือลมหายใจในบรรดาในกายทั้งหลายทั้งปวงอยู่เป็นปรกติ จนไม่มีโอกาสสำหรับการเกิดขึ้นแห่งอภิชฌาและโทมนัส หรือกิเลสอื่นใด อุเบกขาชื่อว่าตั้งมั่นด้วยดีอยู่ตลอดเวลาเป็นทางนำไปสู่ความเกิดขึ้นแห่งสมาธิที่แน่วแน่ในลำดับต่อไป ดังนี้

                  อานาปานสติภาวนา, พุทธทาส. อานาปานสติขึ้นทีสาม (อันว่าด้วยการกำหนดลมหายใจทั้งปวง), ๒๕๐๒.