มุมมองนักบริหารตามแนวพุทธธรรม<h3>ดร. ถวิล อรัญเวศ
รอง ผอ.สพป.นครราชสีมา เขต ๔ </h3><h3>บทนำ </h3><h3> ปัจจุบัน เรามักจะได้ยินได้ฟัง หรือพบเห็นข่าวที่ ตื่นเต้น เร้าใจ และมีเพียงถ้อยคำสั้น ๆ หรือ หัวข้อข่าว ก็อาจจะเชื่อไปแล้ว ซึ่งถ้าเป็นเรื่องที่ดี และเป็นความจริง ก็คงไม่เป็นอะไร แต่ถ้าเป็นเรื่องที่ไม่ดี ไม่จริง เป็นเพียงการนำเสนอข่าวเพื่อก่อให้เกิดความตื่นอกตื่นใจน่าติดตาม ก็คงจะก่อให้เกิดความเสียหายได้ </h3><h3> ฉะนั้น โบราณ ท่านจึงสอนให้มองอะไร ไม่ควรมองเพียงด้านเดียว ควรมองหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะนักบริหารถ้าไปเชื่อใครเพียงคนใดคนหนึ่ง ยังขาดข้อมูลที่แท้จริงแล้วก็คงไม่ถูกต้องนัก แม้แต่เรื่องนี้พระพุทธองค์ก็เคยตรัสสอนไว้แล้วในหลักกาลามสูตร หรือสูตรว่าด้วยความเชื่อ การที่เราจะเชื่ออะไร อย่าเพิ่งด่วนตัดสินใจเชื่อง่าย ๆ ต้องพิสูจน์ให้ได้ข้อเท็จจริงก่อนจึงเชื่อ </h3><h3>ข้อเสียของการมองอะไรเพียงด้านเดียว </h3><h3> การมองอะไรเพียงด้านเดียว แล้วด่วนสรุป จะก่อให้เกิดความเห็นที่ไม่ลงรอยกันได้ ถ้ามี
ความเห็นที่ไม่ตรงกันแล้วไซร้ ก็จะก่อให้เกิดความแตกแยกของคนในองค์กร หรือในสังคมได้ โดยเฉพาะถ้าเรื่องที่มองนั้น ไม่เป็นความจริงแล้วย่อมก่อให้เกิดความเสียหายได้ </h3><h3> เรื่องนี้ ขอยกนิทานปรัมปรา (จากพระสูตรในพระไตรปิฎก) ซึ่งได้เล่าสืบต่อกันมาว่า </h3><h3> กาลครั้งหนึ่ง พระราชาพระองค์หนึ่งทรงนึกสนุกขึ้นมา จึงตรัสสั่งให้เจ้าหน้าที่พระราชวังประชุมคนตาบอดในเขตพระนคร โดยให้นำคนตาบอดมาประมาณ ๑๒ คน </h3><h3> คนตาบอดเมื่อได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ก็ดีใจที่จะได้มีโอกาสเข้าวัง </h3><h3> เมื่อคนตาบอดมาพร้อมกันแล้ว พระราชาจึงทรงสั่งให้เจ้าหน้าที่จัดแบ่งคนตาบอดออกเป็นกลุ่ม กลุ่มละ ๒ คน รวม ๖ กลุ่ม โดยให้แต่ละกลุ่มจับเพียงเฉพาะอวัยวะส่วนใด ส่วนหนึ่งของช้างเท่านั้น </h3><h3> จากนั้น พระราชาจึงเรียกคนตาบอดทุกกลุ่มมาพร้อมกันแล้วให้คนตาบอดแต่ละกลุ่มบรรยายลักษณะของช้างตามที่ตนได้รับรู้มาจากการสัมผัส</h3><h3> คนตาบอดในแต่ละกลุ่มบอกลักษณะของช้างแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับอวัยวะของช้างที่พวกเขาได้สัมผัสมาด้วยตนเองทั้ง ๖ กลุ่ม </h3><h3> พวกที่คลำปลายหางช้าง บอกว่าช้างเหมือนไม้กวาด
พวกที่คลำหางช้าง ก็บอกว่าช้างเหมือนสาก
พวกที่คลำลำตัวช้าง ก็บอกว่าช้างเหมือนยุ้งข้าว
พวกที่คลำงวงช้างก็บอกว่าช้างเหมือนง่อนไถ
พวกที่คลำหูช้าง บอกว่าช้างเหมือนกระด้ง
พวกที่คลำหัวช้าง บอกว่าช้างเหมือนหม้อ </h3><h3> พระราชาจึงตรัสถามพร้อมกันอีกครั้งหนึ่งว่า ที่แท้จริงแล้วช้างมีลักษณะเป็นอย่างไรกันแน่ คนตาบอดต่างถกเถียงกันใหญ่ว่า ลักษณะที่กลุ่มของตนได้กราบทูลต่อพระราชาถูกต้องแล้ว เพราะคลำมากับมือตนเอง และไม่ได้คลำเพียงคนเดียว คลำตั้ง ๒ คน และก็คลำตั้ง ๒-๓ ครั้งจนมั่นใจแล้ว </h3><h3> คนตาบอดต่างคนต่างก็ไม่ยอมกัน ยังยืนความคิดของตน สุดท้ายไม่มีใครฟังใคร คนตาบอดจึงได้ชกต่อยกันชุลมุน พระราชาจึงทรงพระสรวลด้วยความพึงพอพระราชหฤทัยเป็นยิ่งนัก </h3><h3> เรื่องคนตาบอดคลำช้างจึงถือเป็นข้อคิดได้ว่า การมองอะไรเพียงด้านเดียวยังไม่เพียงพอ เพราะจะทำให้เกิดความเข้าใจผิดพลาดในองค์รวมที่แท้จริง เพราะสิ่งที่มองเพียงด้านเดียวจะได้ข้อเท็จจริงด้านเดียวเท่านั้น ข้อเท็จจริงที่สมบูรณ์ต้องมองหลายด้าน และมองให้เห็นความเชื่อมโยงกันในหลายมิติ การมองเพียงด้านเดียว เมื่อนำข้อเท็จจริงมาแลกเปลี่ยนกัน ถ้าต่างฝ่ายต่างยืนยันกันโดยไม่ตรวจสอบให้ข้อเท็จจริงแล้ว ย่อม ก่อให้เกิดข้อทะเลาะวิวาทกันได้ </h3><h3> พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ว่า </h3><h3> “คนทั้งหลายที่มองอะไรเพียงด้านเดียว ย่อมถือข้อขัดแย้งทะเลาะวิวาทกัน” </h3><h3> ฉะนั้น จึงควรลดการมองจากด้านเดียวมามองหลายด้าน จะทำให้ได้ข้อเท็จจริงเพิ่มขึ้น และช่วยลดข้อขัดแย้งได้ เมื่อลดข้อขัดแย้งได้ ย่อมจะก่อให้เกิดความสุขสงบได้ในครอบครัว ในสังคม ตลอดทั้งประเทศชาติ คนในองค์กรก็จะไม่แตกความสามัคคี </h3><h3>สรุป </h3><h3> เราไม่ควรจะมองอะไรเพียงด้านเดียวแล้วด่วนนำมาสรุป ตัดสิน เพราะจะก่อให้เกิดความคลาดเคลื่อนไปจากข้อเท็จจริงได้ ฉะนั้น นักบริหาร จึงควรมีข้อมูลหลายด้านเพียงพอก่อนจะวินิจฉัย สั่งการออกไปและ จึงจะทำให้ข้อวินิจฉัยสั่งการไปนั้น มีความถูกต้อง ครบถ้วนสมบูรณ์ ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายหรือความขัดแย้งได้ และประการสำคัญคนในองค์กรหรือในสังคมจะไม่แตกแยกกันเพราะความเห็นไม่ลงรอยกันนั้นเอง</h3>








มุมมองนักบริหารตามแนวพุทธธรรม
2 คนชอบ
ความเห็น
ยังไม่มีความเห็น
