หัวข้อของบันทึกนี้ผุดขึ้นมาระหว่างอ่านหนังสือ Designing the New American University () เขียนโดย Michael Crow อธิการบดีของ Arizona State University (ASU)    มหาวิทยาลัยไร้ชื่อที่ผงาดขึ้นมาเป็นมหาวิทยาลัยติดอันดับหนึ่งใน ๑๐๐ ของโลก โดยการจัดดับ CWUR    คือในปี 2013ได้อันดับ ๗๓ ของโลก    เป็นที่รู้กันว่า ระบบจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลก ระบบนี้มีเกณฑ์เคร่งครัดที่สุด 

คำถามคือทำอย่างไร    มหาวิทยาลัยบ้านนอกไร้ชื่อจึงผงาดขึ้นมาหลังจากอธิการบดีใหม่เข้าไปพัฒนาในเวลาเพียง ไม่ถึงสิบปี

คำตอบของผมคือ เพราะการดำเนินการอย่างมีเป้าหมาย ยุทธศาสตร์ และมีการดำเนินการอย่างเป็นขั้นตอน ต่อเนื่อง      นั่นคือมาตรการภายใน ASU    แต่สหรัฐอเมริกายังมีระบบ governance มหาวิทยาลัยด้วยข้อมูล และการวิเคราะห์เปรียบเทียบคุณค่าในหลากหลายด้านของมหาวิทยาลัย 

หน้า ๒๕๗ ของหนังสือดังกล่าวระบุว่านักศึกษาที่มีผลการเรียนเยี่ยม กว่า ๔,๘๐๐ คนเรียนใน residential honors college ที่ชื่อว่า Barrett Honors College ของ ASU   

ผมค้นในเว็บพบว่า ASU จัดตั้ง Barrett Honors College () รับนักเรียนที่มีผลการเรียนเด่นเข้าเรียน     มีกิจกรรมดีๆ ดึงดูดอ่านได้ในเว็บไซต์    ทำให้มหาวิทยาลัยมีนักเรียนเก่งๆ เข้าเรียนจากทั่วทุกรัฐของประเทศ    และจากหนังสือหน้า ๒๕๗ ระบุว่า นิตยสาร Reader’s Digest ปี 2005 ยกย่องให้เป็น Honors College ที่ดีที่สุด ในสหรัฐอเมริกา     ในเว็บไซต์ระบุว่า Barrett Honors College ตั้งอยู่ในหลายเมืองในรัฐอริโซน่า     หนังสือหน้าดังกล่าวระบุว่า ASU มีนักศึกษาที่เป็น National Merit Scholar () สูงสุดอันดับที่ ๙ ในกลุ่มมหาวิทยาลัยของรัฐ

ASU มี National Hispanic Scholar () เรียนอยู่มากที่สุดอันดับหนึ่งของประเทศ     และผลิต Fulbright Scholar () มากเป็นอันดับที่สามของประเทศรองจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดและมิชิแกน   

คุณค่าอย่างหนึ่งของสถาบันอุดมศึกษาคือการทำหน้าที่ยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนผ่านการศึกษา     ซึ่งในอเมริกาเห็นได้ชัดจากคนเชื้อชาติกลุ่มน้อย คือคนดำ คนฮิสปานิก และคนเอเซีย     ASU มีปณิธานเป็นทั้ง มหาวิทยาลัยวิจัย   และเป็นมหาวิทยาลัยที่เปิดกว้างแก่คนด้อยโอกาสที่สติปัญญาดี ผลการเรียนดี     ในปี 2013 นักศึกษาจากกลุ่มด้อยโอกาสมีถึง ๒๕,๗๓๒ คน  คิดเป็นร้อยละ ๓๕.๕ ของจำนวนนักศึกษาทั้งหมด   

ASU เป็นมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของประเทศ ในการมอบปริญญาเอกรวมทุกสาขาแก่คนดำ     และเป็นอันดับ ๖ ของประเทศในการประสาทปริญญาเอกแก่ชนกลุ่มน้อยทุกเชื้อชาติรวมกัน   

คุณค่าจากการมีทุนช่วยเหลือนักศึกษายากจนอยู่ในหน้า ๒๕๘   เขาระบุว่าใน ปี 2013 ASU มีทุนช่วยเหลือ นักศึกษา ๖๖,๕๕๑ คน  โดยวงเงินขึ้นถึง ๑ พันล้านเหรียญ เป็นปีแรก    ทุนนี้มีหลากหลายแบบและจากสารพัดแหล่งทุน    นักศึกษาระดับปริญญาตรีของ ASU ที่เป็นคนจนจริงๆ ได้รับทุนช่วยเหลือเฉลี่ย ๑๑,๘๔๙ เหรียญ ผมไม่แน่ใจว่าตัวเลขนี้เป็นของ ๑ ปี หรือตลอดการศึกษา    แต่เดาจากการคำนวณวงเงินว่า น่าจะเป็นตัวเลขต่อปี    ซึ่งนับว่ามากเอาการ     

อ่านไปถึงหน้า ๒๖๙ ก็พบว่า ASU ได้รับยกย่องจาก Kauffman Foundation () ให้เป็น Kauffman Campus ซึ่งหมายความว่าเป็นมหาวิทยาลัยที่ปลูกฝังความเป็นผู้ประกอบการ (entrepreneurship)    เพราะ Kauffman Foundation มีวัตถุประสงค์ส่งเสริมความเป็นผู้ประกอบการเพื่อการพัฒนาสังคม ในหลากหลายรูปแบบ  

เล่ามาทั้งหมดเพื่อจะสื่อว่า ระบบที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น อาจตีความได้ว่าเป็นกลไกกำกับ (governance mechanism) ต่อสถาบันอุดมศึกษา    โดยเป็นกลไกชักจูง ให้ทำสิ่งที่ดีมีคุณค่าต่อสังคม    ผมอยากเห็นมีการสร้างกลไก Higher Education Governance ในทำนองนี้ในสังคมไทย    ค่อยๆ เข้าไปแทนที่กลไกกำกับแบบออกกฎบังคับอย่างที่ทำกันอยู่     เหลือการบังคับเท่าที่จำเป็นเท่านั้น 


วิจารณ์ พานิช

๒๕ ต.ค. ๖๐